เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว ฉันทพิชญาเอาของขึ้นไปเก็บ แล้วค่อยลงมาช่วยแม่บ้านทำอาหาร ซึ่งจริงก็แค่ช่วยยกโน้นยกนี้ออกมาวางที่โต๊ะอาหารนั้นแหละ
“่นี้หนูดาวไม่สบายหรือเปล่า? หรือว่าไอ้ธชมันแกล้งอะไรเรามากไปหรือเปล่า?”
ในขณะที่กำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร เอกราชถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ เพราะสังเกตเห็นสีหน้าคนที่นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน มีสีหน้าเศร้าหมอง เหม่อลอย และแถมยังใช้ช้อนเขี่ยข้าวในจานตรงหน้าไปมา
“ปะ เปล่าค่ะ!! ดาวไม่ได้เป็อะไรหรอกค่ะ คุณธชก็ไม่ได้แกล้งอะไรดาวด้วยค่ะ เพียงแต่่นี้งานยุ่งๆ ดาวเลยรู้สึกเพลียๆ นิดหน่อยน่ะค่ะ”
ฉันทพิชญาเงยหน้าตอบคำถาม ผู้เป็ประมุขของบ้านอย่างเร็วไว และพยายามฝืนปรับสีหน้าท่าทางให้ดูสดชื่นขึ้น แต่มันก็ช่างยากเย็นเหลือเกิน
“อืม!! ถ้าเป็อย่างที่เราว่าก็แล้วไป แต่ถ้าหากไอ้ธชมันกลั่นแกล้งอะไรเรา ก็บอกมาเลยนะไม่ต้องปิดบัง เดี๋ยวจะจัดการมันให้”
เอกราชซึ่งดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อคำพูด ของคนที่นั่งทานข้าวด้วยกันสักเท่าไร แต่ก็พยักหน้าตอบรับไปกับคำพูดนั้น อย่างเสียไม่ได้ และตบท้ายให้เ้าหล่อนได้คลายใจ ว่ายังมีคนคอยช่วยอยู่ ไม่ต้องกลัวเกรงอะไรใคร
“ขอบคุณนะคะ แต่คุณธชไม่ได้แกล้งอะไรดาวจริงๆ ค่ะ”
ฉันทพิชญายกมือขึ้นพร้อมกับกล่าวขอบคุณ และยืนยันกับคำพูดของเธอที่พูดบอกครั้งแรก
“ถ้าไม่ได้แกล้งก็ดีแล้ว เอาล่ะถ้าอิ่มแล้วก็ไปพักผ่อนเถอะ”
เอกราชได้ยินคำยืนยันอย่างนั้น จึงคิดว่าตัวเองอาจจะคิดมากไปเอง และฉันทพิชญาอาจจะเหน็ดเหนื่อย จากงานตามที่พูดมาจริงๆ ก็ได้ จึงได้กล่าวตัดบท และให้ฉันทพิชญาไปพักผ่อนโดยไม่ต้องนั่งรอ
“งั้นดาวขอตัวก่อนนะคะ”
ฉันทพิชญาว่าแล้วก็รวบช้อนส้อมเข้าด้วยกัน ลุกขึ้นเดินเลี่ยงออกไปจากห้องรับประทานอาหาร ขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนของเธอทันที แต่ถึงจะบอกว่าตัวเองอาจคิดไปเอง เอกราชก็ยังคงอดห่วงไม่ได้ เอกราชมองตามร่างบาง เดินหายออกไปจากห้องรับประทานอาหารจนลับสายตา แล้วค่อยหันกลับมารับประทานอาหารตรงหน้าต่อ
ฉันทพิชญา เข้าไปในห้องนอน ปิดประตูห้อง แล้วยืนพิงประตูหลับตานิ่งอยู่อย่างนั้น
‘ทำไมจิตใจของเราถึงได้อ่อนแออย่างนี้นะ แค่เห็นเขาจูบกันกับคนอื่นแค่นี้เอง.... เขาไม่สนใจจิตใจความรู้สึกเรา เราก็รู้อยู่แล้วนี่ เราต้องทนให้ได้สิ’
ฉันทพิชญาคร่ำครวญบอกตัวเองอยู่ภายในใจไป น้ำตาก็ไหลรินร่วงหล่นลงมาตามสองข้างแก้มไป อย่างกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์ที่ได้พบเจอมา
และยิ่งพาลให้น้ำตาไหลรินมากขึ้นกว่าเดิม ความเ็ปที่มีอยู่แล้ว ก็เพิ่มระดับของความเ็ปมากยิ่งขึ้นไปอีก จนต้องยกมือเรียวเล็กขึ้นมากุมหน้าอกข้างซ้ายเอาไว้ เมื่อคิดไปไกลถึงขนาดที่ว่า คนทั้งสองออกไปข้างนอกด้วยกัน ไปทานข้าวกัน และอาจจะไปจบลงในที่.... กัน
ฉันทพิชญ ยืนร้องไห้พิงประตูห้องอยู่อย่างนั้นสักพัก ก็พยายามสลัดความคิด และความรู้สึกเ็ปออกไป เดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นมาถือไว้ในมือ เดินเข้าไปในห้องน้ำอย่างเนืองๆ
ฉันทพิชญาหยุดยืนอยู่ภายในห้องน้ำนิ่งสักพัก จึงเดินไปยังอ่างอาบน้ำ ‘ถ้าได้แช่น้ำอุ่น ก็คงจะรู้สึกผ่อนคลายลงไปได้บ้าง’ หญิงสาวคิดไปด้วย ก็ยื่นมือเรียวเล็กไปเปิดน้ำลงไปในอ่างอาบน้ำไปด้วย
เมื่อน้ำในอ่างอาบน้ำเพิ่มขึ้นในระดับกำลังดีแล้ว ฉันทพิชญาก็เทครีมอาบน้ำที่เป็กลิ่นดอกไม้ลงไป แล้วค่อยผละห่างออกจากอ่างอาบน้ำเล็กน้อย เพื่อถอดเสื้อผ้าออกจากร่างบางจนหมด แล้วค่อยก้าวเข้าไปในอ่างอาบน้ำที่มีน้ำปริ่มๆ
หญิงสาวยื่นมือเรียวเล็กไปปิดน้ำให้หยุดไหล แล้วค่อยๆ โน้มร่างบางนอนลงไป ให้ศีรษะของเธอค้างอยู่ที่ขอบอ่าง หลับตาพริ้ม ปลดปล่อยความรู้สึกต่างๆ ให้ล่องลอยออกไป
แต่น้ำตาเ้ากรรม ก็พาลไหลรินออกมาตามหางตาอีกแล้ว เมื่อนึกไปเห็นภาพภาพนั้นอีก
“จะคิดอะไรนักหนาเนี้ยเรา เลิกคิดได้แล้ว!!”
ฉันทพิชญาต่อว่าตัวเองออกมาเบาๆ ทั้งที่ยังคงหลับตาอยู่อย่างนั้น ซึ่งฉันทพิชญาใช้เวลาในการอาบน้ำในครั้งนี้ ปาเข้าไปร่วมชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว จึงลุกออกจากอ่างอาบน้ำ หยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นมาเช็ดน้ำที่เกาะตามร่างกายออกไป จนร่างบางพอหมาดๆ แล้วก็ใช้ผ้าเช็ดตัวผืนเดิมพันรอบร่าง แล้วเดินออกไปจากห้องน้ำ
๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕๑๕