บทที่26
แขก
แสงแดดยามอรุณอ่อนจางสาดผ่านบานหน้าต่างไม้เก่าๆ เข้ามาััใบหน้าของเซี่ยอันอวี่อย่างแ่เบา นางขยับร่างกายช้า ๆพลางลืมตาตื่นจากห้วงนิทราที่ไม่รู้ตัวว่าหลับไปั้แ่เมื่อใดหลังจากเหม่อคิดเื่ราวมากมายเมื่อคืนนี้
เซี่ยอันอวี่ลุกขึ้นจากเตียงด้วยท่วงท่าสงบนางเดินไปยังถังไม้ใบเดิม ล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นตามกิจวัตรยามเช้าหยาดน้ำเย็นเฉียบช่วยปลุกความกระปรี้กระเปร่าก่อนจะจัดการกับเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเปิดประตูออกไปยังห้องโถงด้านนอก
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูออกมาสิ่งแรกที่เซี่ยอันอวี่สังเกตเห็นคือ... หนานกงจิ่นอวี่ยังคงนั่งอยู่ภายในเรือนไม้ไม่ได้เตรียมตัวออกไปสำรวจเหมือนเช่นทุกวันอย่างที่เคยเป็
ดวงตาคู่งามสะท้อนแววสงสัยนางเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่เปี่ยมไปด้วยความใคร่รู้ “ท่านไม่ออกไปด้านนอกหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่ที่กำลังนั่งนิ่งอยู่บนโต๊ะอาหารเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยใบหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม ริมฝีปากขยับตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่ออกวันนี้ไม่มีการสำรวจ เป็วันหยุดพัก”
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยใบหน้าเผยความประหลาดใจอย่างชัดเจน นางทวนคำออกมา “หยุดพัก?”
หนานกงจิ่นอวี่ปรายตามองนางก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนกำลังอธิบายเื่พื้นฐานที่สุดในโลก
“พวกเราทหาร...ก็ยังเป็มนุษย์ ขนาดอาชายังต้องหยุดพัก พวกเขาก็เช่นกันจะให้สำรวจทุกวันโดยไม่หยุด คงได้ตายกันหมด”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารับอย่างเข้าใจนางยิ้มบาง ๆ พลางตอบกลับด้วยท่าทีผ่อนคลาย “ข้าเพียงแค่สงสัยเท่านั้นข้าไม่คุ้นชินกับวิถีกองทัพนี่นา”
หนานกงจิ่นอวี่ไม่ได้ตอบอะไรต่อเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยชวน “นั่งลง กินข้าวเถอะ”
เซี่ยอันอวี่ทรุดตัวนั่งลงตรงข้ามอย่างไม่รีรอสายตาของนางกวาดมองโต๊ะอาหารตรงหน้าโดยอัตโนมัติ วันนี้อาหารบนโต๊ะดูดีกว่าทุกวันเสียอีก
ผัดผักสีเขียวสดถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมาแตะจมูก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีจานเนื้อผัดที่ดูเงาวับสีสันน่ารับประทาน เนื้อสัตว์ถูกหั่นเป็ชิ้นพอดีคำคลุกเคล้ากับผักและซอสจนส่งกลิ่นหอมชวนลิ้มลอง
เซี่ยอันอวี่เพียงแค่ยิ้มรับแล้วก็ก้มหน้าก้มตากินต่อนางไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากถามว่าเนื้อที่อยู่ในจานนั้นคือเนื้ออะไรกันแน่เพราะจากประสบการณ์ครั้งก่อน หากถามไปแล้วได้คำตอบกลับมา...นางเกรงว่าตัวเองจะกลืนไม่ลงและต้องทนเคี้ยวเนื้ออสูรไปทั้งน้ำตาอีกครั้ง
"ไม่รู้เสียยังดีกว่า..."นางพึมพำในใจ เลือกที่จะคีบเนื้อเข้าปากอย่างสงบเคี้ยวไปโดยไม่คิดอะไร
ไม่นานนัก นางก็เอ่ยปากถามขึ้นเพื่อทำลายความเงียบที่เริ่มปกคลุมโต๊ะอาหาร “อาหารหน้าตาดี... ผู้ใดเป็คนทำหรือ?”
หนานกงจิ่นอวี่ยังคงก้มหน้ากินข้าวอย่างนิ่งสงบก่อนจะตอบสั้น ๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้น “ข้าเป็คนทำเอง”
เซี่ยอันอวี่ถึงกับชะงักเล็กน้อยนางเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างทึ่ง ก่อนจะยกนิ้วโป้งขึ้นมาเชิงชื่นชม “ฝีมือทำอาหารดี สมกับเป็...”
คำพูดยังไม่ทันหลุดออกจนจบประโยคหนานกงจิ่นอวี่ก็เงยหน้าขึ้นมาช้า ๆดวงตาคมเรียวเหลือบมองนางพร้อมน้ำเสียงเย็นเยียบ “เหมือนอันใด?”
เซี่ยอันอวี่หัวเราะแห้ง ๆในใจพลันนึกถึงคำที่เกือบจะหลุดปากไปว่า 'สมกับเป็สตรี'นางรีบเปลี่ยนคำพูดในทันที พร้อมรอยยิ้มประจบ
“เหมือนบุรุษที่ใบหน้าหล่อเหลาอย่างไรเล่า...ฮ่า ๆ ๆ”
หนานกงจิ่นอวี่เพียงแค่ปรายตามองแล้วก็หันกลับไปสนใจอาหารตรงหน้าอีกครั้งโดยไม่พูดอะไรต่อโต๊ะอาหารจึงกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ต่างฝ่ายต่างก้มหน้ากินข้าวโดยไม่มีบทสนทนาใดๆ เพิ่มเติม
เมื่อมื้อเช้าสิ้นสุดลงเซี่ยอันอวี่ลุกจากโต๊ะ เดินออกไปด้านนอกเรือนไม้ทันทีที่ก้าวเท้าออกมายังลานกว้างด้านหลัง นางก็เห็นภาพคุ้นตา แปลงผักที่ถูกเก็บเกี่ยวจนโล่งเตียนพื้นดินสีน้ำตาลถูกพรวนเรียบร้อย เตรียมพร้อมสำหรับการหว่านเมล็ดใหม่
เซี่ยอันอวี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยิบเมล็ดพันธุ์ที่วางเตรียมไว้ข้างแปลง"กิจวัตรประจำวันของข้า..." นางพึมพำกับตัวเองอย่างขบขัน
สายตาของนางเหลือบไปมองรอบ ๆอย่างระแวดระวัง แต่ก็พบว่า หนานกงจิ่นอวี่ไม่ได้ตามออกมา เหมือนเช่นทุกวัน ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรักษาข้อตกลงโดยไม่เข้ามาสอดส่องว่าตัวนางใช้วิธีใดในการทำให้พืชผักเหล่านี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
เซี่ยอันอวี่ถอนหายใจโล่งอกก่อนจะเริ่มต้นลงมือหว่านเมล็ดลงในแปลงทีละหลุม ทีละเมล็ด โดยมีรอยยิ้มจาง ๆปรากฏอยู่บนใบหน้า…
เซี่ยอันอวี่เรียกมู่ซานออกมาด้วยท่าทางเช่นเคยเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย มู่ซานก็ลอยตัวขึ้นเหนือแปลงผักก่อนจะหมุนร่างกลางอากาศอย่างคล่องแคล่วละอองแสงสีเขียวระยิบระยับโปรยปรายลงสู่พื้นดินแปลงผักทั้งผืนดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นในทันที
ใช้เวลาไม่นานมู่ซานก็จัดการเสร็จสิ้น มันส่งเสียงแจ้งผลงานด้วยน้ำเสียงร่าเริงก่อนจะเปล่งแสงสีเขียวแล้วพุ่งกลับเข้าสู่กำไลหยกที่ข้อมือของเซี่ยอันอวี่เหมือนทุกครั้ง
เซี่ยอันอวี่มองแปลงผักที่เสร็จสิ้นด้วยความพอใจนางปาดเหงื่อเบา ๆ บนหน้าผากราวกับเป็ผู้ลงแรงเองทั้งที่ความจริงแล้วแทบไม่ต้องออกแรงสักนิด ทว่าเพื่อความสมจริงนางก็ยังคงแสดงท่าทีเหมือนเหนื่อยล้าเล็กน้อยก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าเรือนไม้ของตนเอง
เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องโถงสายตาก็ปะทะเข้ากับร่างของหนานกงจิ่นอวี่ที่นั่งอย่างสงบนิ่งอยู่ตรงโต๊ะอาหารโต๊ะถูกจัดเก็บเรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบในยามสาย
หนานกงจิ่นอวี่เงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นนางเดินเข้ามาดวงตาคมเรียวทอดมองด้วยท่าทีเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยสั้น ๆ
“เตรียมน้ำชาด้วย”
เซี่ยอันอวี่เลิกคิ้วทันทีสีหน้าฉายแววสงสัยอย่างเห็นได้ชัด
“เตรียม? เตรียมให้ผู้ใด... ข้าน่ะไม่ดื่มชาหรอกนะ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจชาที่มีแต่รสฝาดจืดสนิทไม่ใช่สิ่งที่นางโปรดปราน นางคิดถึงชานมไข่มุกเย็น ๆหรือไม่ก็น้ำหวานสดชื่นแบบโลกเดิมมากกว่า
หนานกงจิ่นอวี่มองท่าทีของนางพลางกระตุกมุมปากเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงความกดดัน “ไม่ได้เตรียมให้เ้าจะมีแขกมา”
คำว่า "แขก" ทำให้เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วทันทีนางชี้นิ้วเข้าหาตัวเองอย่างงุนงง “แขก? แล้วเหตุใดต้องเป็ข้าที่เตรียม?”
หนานกงจิ่นอวี่ปรายตามองนางรอยยิ้มเ็าผุดขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคมดุจดั่งเหยี่ยวจ้องตรงมา
“เ้าเป็ฮูหยินของข้าหรือเ้าจะให้สามีเป็คนเตรียมน้ำชาแทน?” น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจของหนานกงจิ่นอวี่ทำให้เซี่ยอันอวี่ถึงกับสะดุ้งเงียบไปทันที
เมื่อเห็นสายตาและท่าทีจริงจังของอีกฝ่ายเซี่ยอันอวี่ก็ได้แต่ยิ้มแห้ง พยักหน้าตอบรับอย่างว่าง่ายก่อนจะรีบหมุนตัวเดินไปยังมุมห้องเพื่อเตรียมชุดน้ำชา
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะ...ฮูหยินก็ฮูหยิน” นางพึมพำเบา ๆพลางหยิบชุดน้ำชาออกมาอย่างคล่องแคล่ว
ใบชาที่ถูกหยิบออกมาเป็ใบชาชั้นดีมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยออกมาให้รู้ว่าของพวกนี้ไม่ใช่ของที่หาง่ายในดินแดนกันดารเช่นนี้เซี่ยอันอวี่รู้ดีว่าใบชาพวกนี้เป็ของที่หนานกงจิ่นอวี่พกติดตัวมาจากต้าหลิงและมีปริมาณจำกัด แม้แต่ตัวแม่ทัพเองก็แทบไม่ได้แตะต้องมันบ่อยนัก
“ถึงกับหยิบใบชานี่ออกมา...แขกวันนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่” เซี่ยอันอวี่คิดในใจ ขณะค่อย ๆต้มน้ำและจัดเตรียมถ้วยชาอย่างประณีต