เซิ่งมู่หันไปมองหน้าตาแก่เย่ พร้อมขมวดคิ้วสงสัย กำลังจะเปิดปากถาม แต่กลับโดนตาแก่เย่พูดตัดบทไปเสียก่อน
“เอาข้าวของไปเก็บในห้องก่อนเถอะ พร้อมแล้วค่อยมาพบข้าที่ลานบ้าน”
เซิ่งมู่จึงพยักหน้า ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในห้องพัก
ห้องพักของเซิ่งมู่มีขนาดไม่ใหญ่นัก กว้างประมาณสองจั้ง สูงเจ็ดแปดฉื่อ
ในห้องเซิ่งมู่มีเพียงเตียงนอน โต๊ะหนังสือและกองตำรา ไร้สิ้นของฟุ่มเฟือย ไร้ซึ่งความงดงาม ไร้ซึ่งกลิ่นหอม มีเพียงกลิ่นชื้นของไอเย็นที่แห้งหลังผ่านมานานวันและมีเพียงอายของบุรุษหนุ่มธรรมดา
เซิ่งมู่วางถุงผ้าที่ได้มาวางไว้บนโต๊ะหนังสือ ก่อนจะเริ่มเปิดดูของที่อยู่ภายในอีกครั้ง
ตอนนี้ในถุงผ้าเหลือเพียงเกราะแขนสองคู่สำหรับตาแก่เย่และตน ส่วนของอีกอย่างเป็สมุดเล็กปกฟ้าเล่มหนึ่ง บนหน้าปกเขียนไว้ว่า ตำราแม่น้ำและขุนเขา
ในหน้าแรกของตำราแม่น้ำและขุนเขาเขียนอธิบายไว้ว่า
“แรกเริ่มข้าก้าวไปสิบลี้ เมื่อข้าเริ่มสงสัยจึงเริ่มก้าวไปร้อยลี้ เมื่อข้าพิศมองเมืองจึงก้าวไปพันลี้ เมื่อสงสัยมรรคาเต๋าข้าเริ่มก้าวหมื่นลี้ เมื่อเริ่มถามใจตนจึงก้าวไปแสนลี้ เมื่อข้าก้าวไปหมื่นแสนลี้ ก้มมองดู จึงจรดพู่กัน เล่าทั้งชีวิตของตน”
เซิ่งมู่จึงเริ่มเปิดหน้าถัดไป ก่อนจะเริ่มทำความเข้าใจกับเนื้อหาภายในตำราเล่มเล็ก
เมื่ออ่านได้คร่าวๆ เซิ่งมู่จึงเข้าใจในความหมายของท่านอาต้าซู่อิง
“ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมท่านอาถึงให้ตำราเล่มเล็กนี้แก่ข้า จากที่ข้าอ่านคร่าวๆ มองแรกเริ่มจะเห็นเป็เพียงนิยายบุรุษผู้กล้าเดินทางช่วยเหลือผู้อื่น จนฝึกตนเป็เซียนสำเร็จ แต่หากพิศให้ลึกลงไปกลับพบว่าสิ่งที่เขียนอธิบายละเอียดที่สุด กลับไม่ใช่การต่อสู้หรือการจากลาที่ซึ้งกินใจ กลับเป็วิถีชีวิตที่บุรุษผู้นั้นได้พบเจอต่างหาก”
เซิ่งมู่เอามือลูบคางครุ่นคิด ก่อนจะเริ่มหยิบกระดาษขาวกว้างยาวประมาณสองฉื่อออกมา พร้อมจรดพู่กันลงในถาดหมึกและเขียนสิ่งที่อ่านในหน้าแรกๆ ของตำราลงไป
เซิ่งมู่ที่ว่างจากการซ้อมหมัดมักจะอ่านตำราทำความเข้าใจศาสตร์ต่างๆ แรกเริ่มเด็กหนุ่มอ่านเพียงเพื่อทำความเข้าใจกับสมุนไพรและโอสถ ไปๆ มาๆ ด้วยเวลาที่เหลือ จึงเริ่มพลิกอ่านศาสตร์การคำนวณและศาสตร์ของการแต่งกลอน เขียนพู่กัน
ผ่านไปหนึ่งเค่อเซิ่งมู่จึงยกมือที่จรดพู่กันออกมา ก่อนจะพินิจดูสิ่งที่จนเรียบเรียงออกมา
ในสมุดจดของเซิ่งมู่ประกอบไปด้วยอักษรตัวใหญ่ทั้งหกตัวอักษร
เต๋อ(德) เสวี่ย(学) เต้า(道) สือ(思) หลี่(礼) และิ(明)
และมีเส้นหลายเส้นแตกแยกออกมาจากทั้งหกตัวอักษรนั้น หากลองพินิจดูอย่างละเอียดจึงจะพบว่ามีตัวอักษรหนึ่งที่เขียนไว้ว่า เมืองเล็ก(小城) ซึ่งตรงกับชื่อเมืองของเด็กหนุ่มพอดี
“เมืองเล็กที่เขียนในตำราตรงกับรายละเอียดของเมืองเล็กที่ข้ารู้พอดี หากอิงตามความเข้าใจนี้ คงอนุมานได้ว่าแคว้นใหญ่ทั้งหกถูกปกครองโดยสำนักอริยะทั้งหก และแต่ละสำนักมีจุดเด่นแตกต่างกันไป ยังไม่พูดถึงเมืองใหญ่อีกหลายสิบเมือง”
เซิ่งมู่ทำหน้าครุ่นคิดหันไปมองตัวอักษรทั้งหกที่ใหญ่กว่าตัวอักษรอื่นๆ ก่อนจะเริ่มนึกในใจว่าหากมีเวลาตนคงต้องหาโอกาสอ่านตำราเล่มเล็กนี้เพิ่มเติมบ้าง ถึงอย่างไรนอกจากเนื้อหาที่สำคัญอย่างบ้านเมือง วัฒนธรรมต่างเมืองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือเนื้อหาบุรุษผู้กล้าช่วยกู้เมือง ช่วยโฉมงามปราบอธรรมก็สนุกดีเหมือนกัน
สุดท้ายเซิ่งมู่จึงม้วนกระดาษบันทึกของตนเก็บไว้ ก่อนจะหยิบเกราะแขนคู่หนึ่งออกไปลานบ้าน
เมื่อมาถึงลานดินในเรือนเซิ่งมู่จึงเห็นตาแก่เย่เอนหลังบนเก้าอี้สานไม้ไผ่อยู่กลางเรือน ข้างๆ ตาแก่มีเมล็ดแตงและเก้าอี้อีกตัวตั้งอยู่
เมื่อนั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่แล้ว เซิ่งมู่จึงเอาเกราะแขนหนังที่พ่อต้าจินทำมาให้ตาแก่
ตาแก่เหลือบมองครู่นึงก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ถือว่าใจกว้าง”
เซิ่งมู่จึงหันไปถาม
“ปู่เย่ เกราะแขนนี้ทำมาจากหนังอะไร ตอนแรกข้าคิดว่าเป็หนังหมี แต่เมื่อดูดีๆ กลับเบากว่า หนากว่าและยืดหยุ่นกว่ามาก”
ตาแก่บ้วนเมล็ดแตงก่อนจะเอ่ยออกมาว่า
“เป็คุนเผิง สัตว์อสูรชั้นสูง ร่างเป็มัจฉา มีปีกและจงอยปากดั่งนก ทนต่อไฟและลมหนาว”
เซิ่งมู่ทำหน้าเครียดก่อนจะถามว่า
“หากตีเป็ราคาละ”
ตาแก่จึงชูขึ้นมาหนึ่งนิ้ว
“หนึ่งตำลึงเงินรึ?”
ตาแก่เย่ส่ายหน้า
“หนึ่งตำลึงทอง?”
ตาแก่ส่ายหน้าอีกครา
“หนึ่งพันตำลึงทอง?”
ตาแก่พ่นลมหายใจออกมา เอ่ยว่า
“หนึ่งเมืองเล็ก”
เซิ่งมู่อ้าปากค้างก่อนจะเอ่ยถามต่อ
“สองข้างนี่?”
ตาแก่เย่ตอบกลับว่า
“ข้างละเมืองเล็ก”
เซิ่งมู่กำลังจะลุกไปเอาเกราะแขนอีกข้างออกมา แต่โดนพลังบางอย่างดึงให้กลับมานั่งที่เดิม
ตาแก่เย่พ่นเมล็ดแตงออกมา พร้อมหันมาเอ่ยกับเซิ่งมู่
“เลิกล้อเล่นเถอะ มู่เอ๋อ จริงจังได้แล้ว วันนี้ข้าจะเล่าทุกอย่างที่ข้ารู้ให้เ้าฟัง”
ท่าทางทำเป็เล่นของเซิ่งมู่จึงหายไป ก่อนจะขยับมือจัดเสื้อผ้านั่งตัวตรงหันมามองหน้าปู่เย่น่าหลันข้างกาย
เซิ่งมู่หายใจลึก หลับตาทำสมาธิสักพัก ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามคำถามที่ตนสงสัยมาตลอดสิบหกปี
“พ่อแม่ข้าเป็ใครกันแน่? ใช่เซียนหรือไม่? ข้ามาจากไหน? แล้วท่านใช่ปู่ข้าจริงๆ หรือไม่?”
เซิ่งมู่ที่ตัดสินใจถามสิ่งที่สงสัยในหัวใจตนเองตลอดหลายสิบปีออกมา มีทั้งความรู้สึกตื่นเต้น คาดหวัง เสียใจและโหยหา
“ใช่และไม่ใช่ เมืองเหยาฮว๋า เมืองเล็ก ไม่ใช่”
เซิ่งมู่ได้ยินดังนั้นจึงรีบเรียบเรียงคำพูดที่ได้ยินในหัวตัวเอง พยายามค้นหาคำว่าเมืองเหยาฮว๋าในความทรงจำ เมื่อนึกได้ว่าเคยอ่านเจอในตำรา จึงเอ่ยถามออกมา
“แคว้นเต๋อรึ?”
ตาแก่เย่จึงพยักหน้า
“แล้วหมายความว่าอย่างไรกัน ใช่และไม่ใช่? แล้วคำตอบสุดท้ายนั่นละ ถ้าท่านไม่ใช่ปู่ข้า ท่านเป็ใคร?”
ตาแก่เย่ลุกออกจากเก้าอี้ไม้ บิดี้เี ก่อนจะเดินมายืนเบื้องหน้าเซิ่งมู่
“พ่อเ้าเป็คุณชายตระกูลเซิ่งแห่งแคว้นเต๋อ เมื่ออายุได้สามสิบปีฝึกตนจนถึงระดับเต๋า เป็คนรุ่นใหม่ที่บรรลุระดับเต๋าได้รวดเร็วที่สุดในรอบพันปี มีโอกาสบรรลุเป็เซียนคนแรกของตระกูลเซิ่ง เป็เด็กหนุ่มผู้มากพร์ ไร้ผู้เทียบเทียมในตอนนั้น”
ตาแก่ลูบเคราแพะน้อยๆ ของตน ก่อนจะหันไปมองบนจันทร์เต็มดวงบนฟ้า
จันทร์สุกสกาวโดดเด่นท่ามกลางผืนฟ้า แสงจรัสไร้ผู้เทียบเทียม ฉายแสงให้ชาวบ้านตอนกลางคืนก่อนจะเริ่มโดนเงาครึ้มของหมู่เมฆบดบัง
“แต่พ่อของเ้าสร้างศัตรูไปทั่ว ทะนงตนว่าไร้เทียมทาน ท้ายที่สุดโดนกลุ่มอริอาฆาตล้อมสังหารพร้อมแม่เ้า”
เซิ่งมู่มองดวงตาที่มีน้ำใสของตาแก่เย่ก่อนจะเอ่ยถามต่อว่า
“แม่ข้าละ”
ตาแก่เย่หันมาสบสายตากับเซิ่งมู่ก่อนจะเอ่ยว่า
“แม่เ้าแซ่มู่ นามเหอหลัน เป็เด็กสาวที่เปี่ยมด้วยความสดใส มีเมตตา งดงามดั่งกล้วยไม้ (兰 หลัน แปลว่ากล้วยไม้) ตรงข้ามกับพ่อเ้าโดยสิ้นเชิง แม่เ้าเป็บุตรีโทนคนเดียวของเ้าตระกูลมู่แห่งม่อเซียง”
เซิ่งมู่กลืนน้ำลายลงคอเอ่ยปากว่า
“พ่อแม่ข้า... ยังอยู่หรือไม่”
ตาแก่เย่น่าหลัน พยักหน้าและส่ายหน้า ก่อนจะหันทั้งตัวมาทางเซิ่งมู่
เซิ่งมู่ที่กำลังสบตากับตาแก่เย่กำลังจะเอ่ยปากถามอีกครา ก่อนจะหัวอื้ออึงสับสนกับการกระทำของปู่เย่น่าหลันที่อยู่มากับตนทั้งชีวิต
ตาแก่เย่ที่หันมาทางเซิ่งมู่ กลับกระแทกหัวเข่าของตนเองลงที่พื้นต่อหน้าเซิ่งมู่ด้วยเสียงดังตึ้ง พร้อมน้ำตาที่ไหลพรากออกมาจากดวงตาไม่หยุด
ตาแก่เย่เริ่มเปิดปากพูดพร้อมเสียงสะอื้น เป็ภาพที่เซิ่งมู่ไม่เคยเห็นและไม่เคยคิดมาก่อน
“ข้า... ข้าไม่อาจปกป้อง... คุณหนูน้อยได้... ความผิดของข้า... ตอนนั้นข้าก็อยู่...”
เซิ่งมู่เห็นดังนั้นจึงรีบไปพยุงปู่เย่ขึ้น หัวเข่าผู้ชายมีค่าดั่งทองหนักพันชั่ง กลับไม่คิดของตาแก่หน้าตนกลับคุกเข่าง่ายๆ เช่นนี้ เซิ่งมู่พยายามฝืนดึงพยายามแค่ไหน ก็ไม่สามารถดึงตาแก่เบื้องหน้าตนให้ลุกขึ้นได้
เมื่อเห็นดังนั้นเซิ่งมู่จึงเริ่มสูดหายใจ ตั้งสมาธิและกระแทกเข่าลงไปเบื้องหน้าตาแก่เย่เช่นกัน
ตาแก่ที่เห็นดังนั้นกลับลุกลี้ลุกลน รีบพุ่งตัวมาดึงให้เซิ่งมู่ลุกขึ้น
ตาแก่เย่ที่ปกติแข็งแกร่งดุดัน ทั้งเมื่อป้อนหมัด ทั้งเมื่อตอนกระแทกเข่าต่อหน้าเซิ่งมู่ แต่ตอนนี้เมื่อต้องพยุงเซิ่งมู่กลับกระทำด้วยความอ่อนโยนแบบที่เซิ่งมู่ไม่เคยเห็นมาก่อน
เซิ่งมู่จึงเปิดปากเอ่ยว่า
“ข้าไม่รู้ ท่านเป็ใคร ข้าเป็ใคร หรืออดีตท่านเคยทำอะไร แต่ตอนนี้ท่านสัญญากับข้าไว้ว่าจะเล่าทุกอย่างให้ข้าฟัง หากท่านเอาแต่ร้องไห้ดั่งสตรีส่งบุตรออกเรือนแบบนี้ ข้าจะฟังรู้เื่หรือ? ปกติกระด้างนัก แต่เพียงพูดไม่กี่ประโยคกลับน้ำตาร่วงเผลาะแบบนี้ ไยเ้าไม่ไปตัดหน้าม้า สวมมงกุฎหงส์เสียเลยล่ะ ”
ตาแก่เย่ที่ได้ฟังจึงชะงักไป ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมา
“คุณชายน้อยด่าได้ดี...”
เซิ่งมู่ที่เห็นตาแก่ข้างกายอารมณ์เย็นลงแล้วจึงถอนหายใจ ก่อนจะผายมือไปยังเก้าอี้ไม้ไผ่ข้างกายตน
“เชิญ”
ตาแก่เย่จึงนั่งลงไปที่เก้าอี้ดังเดิม พร้อมเช็ดคราบน้ำที่ไหลออกมาด้วยชายเสื้อ
“ถ้าท่านสงบสติก็อธิบายข้ามาได้แล้ว”
ตาแก่เย่จึงพยักหน้าก่อนจะเอ่ยปากอธิบาย
“ข้าตาแก่คนนี้แซ่ เย่ นามว่า น่าหลัน เป็องครักษ์อันดับสามของตระกูลมู่แห่งม่อเซียง ตระกูลมู่ของคุณหนูและตระกูลเซิ่งของคุณชายเป็คู่แข่งต่างแคว้นกันมานานหลายร้อยปี แต่ฟ้ากลับเล่นตลก บุตรและบุตรีผู้สืบทอดของทั้งสองตระกูลกลับตกหลุมรักกัน มีอยู่วันนึงคุณหนูมู่และคุณชายเซิ่งจึงตัดสินใจพากันแหกกฎตระกูล ออกท่องพเนจรไปในยุทธภพ แรกเริ่มเ้าจวนมู่ก็ต่อต้าน จนกระทั่งคุณหนูขู่ว่าจะจับมือกับคุณชายเซิ่งโดดลงบ่อน้ำิญญาไปโลกหน้า นายท่านเลยตัดสินใจปิดตาข้างนึง ส่งข้าติดตามคุณหนูอย่างลับๆ แรกเริ่มก็กังวลแต่ข้างกายของคุณหนูคืออัจฉริยะในรอบพันปีเชียวนะ... มีอะไรให้กังวลกัน ท้ายที่สุดศัตรูพ่อเ้าในยุทธภพตัดสินใจร่วมมือวางแผนร้าย ตั้งใจสังหารพ่อและแม่เ้าในแคว้นิ ถึงข้าและองครักษ์ลับจากตระกูลเซิ่งจะโผล่ออกมาช่วย แต่สุดท้ายพ่อของเ้าตัดสินใจอยู่ข้างหลังสุดปกป้องคุณหนูและพวกข้าองครักษ์สองตระกูล”
ตาแก่เย่พูดเสร็จจึงใช้มืออันสั่นเทาค่อยๆ ยกชาขึ้นมาจิบ
“ถึงจะรอดจากวงล้อมสังหารมาได้ แต่คุณหนูได้รับความเสียหายทางกายและจิตมากเกินไป จึงสิ้นลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาข้า...” ตาแก่เย่พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เซิ่งมู่เงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยถาม
“พ่อและองครักษ์ของตระกูลเซิ่งละ”
ตาแก่เย่เปิดปากเอ่ยว่า
“พ่อเ้าตัดสินใจเผาผลาญพลังชีวิต ตัดอนาคตการขึ้นเป็เซียนในอนาคตเพื่อจัดการศัตรูในวงล้อมสังหารและพาพวกข้าหนีออกมา องครักษ์เงาแห่งตระกูลเซิ่งอาการร่อแร่ปางตายแขนไม่ครบข้าง ทั้งคู่จึงตัดสินใจให้ข้าหนีออกมาอยู่ในเมืองเล็กพร้อมเ้า ส่วนพ่อเ้ากลับตระกูลเซิ่ง ภายหลังจึงตัดสินใจเปิดากับศัตรูทั่วหล้า เบี่ยงเบนความสนใจไปจากข้าที่หลบซ่อนพร้อมเ้าในเมืองเล็ก ส่วนตระกูลมู่นั้นแม้จะอยู่คนละแคว้น แต่กลับตัดสินใจเข้าร่วมาช่วยเหลือตระกูลเซิ่งตามคำสั่งเ้าตระกูล แก้แค้นให้บุตรสาว ทำให้สถานะของทั้งสองตระกูลวุ่นวายนัก ตอนนี้าใหญ่จบไปได้หลายปีแล้ว ข้าจึงตัดสินใจเมื่อเ้าอายุครบสิบหกปีจะเล่าทุกเื่ให้เ้าฟัง”
ตาแก่เย่หยิบเมล็ดแตงไปแทะ พลางถอนหายใจ
“เ้าจะเอาอย่างไร?”
เซิ่งมู่ที่มีคราบน้ำตาไหลออกมา จึงเอาแขนเสื้อไปเช็ดก่อนจะส่ายหน้าบอกตาแก่ว่า
“ข้ายังไม่รู้”