ลานประลองพลันเงียบงันไปชั่วขณะ
ผู้คนรอบข้างมิคาดคิดว่าโอวหยางเฟิงจื่อจะพ่ายแพ้ต่อต้วนจื่อ
เฉกเช่นทหารผู้กรำศึกโชกโชนเชี่ยวชาญกลยุทธ์ทุกกระบวนท่า กลับพ่ายแพ้ต่อทหารใหม่ที่เพิ่งเหยียบสมรภูมินับเป็เื่น่าขันสิ้นดี
แม้ต้วนจื่อจะมิได้แสดงพลังอำนาจอันใดทว่าความเร็วของเขานั้นเหนือล้ำปฏิกิริยาตอบสนองก็รวดเร็วกว่าผู้คนในระดับเดียวกันไปมากโข
เห็นได้ชัดเจนจากตอนที่ต้วนจื่อเผชิญหน้ากับโอวหยางเฟิงจื่อซึ่งเขาพลิกแพลงสถานการณ์ตอบโต้อย่างรวดเร็ว
“ใช้ความเร็วกลบเกลื่อนช่องว่างทางด้านประสบการณ์การต่อสู้ต้วนจื่อผู้นี้มิใช่คนธรรมดา” ผู้ติดตามที่นั่งอยู่ด้านในอดเอ่ยชมมิได้
เยี่ยนชุยเสวี่ยมิเห็นด้วยนางคิดว่าต้วนจื่อไม่ได้มีดีแค่ความเร็ว ทว่ายังซ่อนเร้นพลังที่แท้จริงเอาไว้
ชายผู้นี้มิได้แสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาทั้งหมดราวกับเทพเซียนจุติลงมายังโลกมนุษย์ ดูอ่อนแอบอบบาง ทว่ากลับแข็งแกร่งเกินบรรยาย
“แค่เร็วกว่าเท่านั้นเองไม่มีสิ่งใดให้น่ากล่าวถึง” โอวหยางลาเฟิงแค่นเสียงสีหน้าบึ้งตึง
ในการประลองเชื่อมสัมพันธ์ตระกูลปีนี้โอวหยางเฟิงจื่อและโอวหยางซวงนับว่าเป็หน้าเป็ตาของตระกูลโอวหยางแสดงถึงขีดความสามารถของคนรุ่นใหม่
เดิมทีคาดหวังว่าทั้งสองจะเข้าสู่ห้าอันดับแรกของการประลองทว่าไม่คาดคิดว่ารอบที่สามเพิ่งเริ่มต้น โอวหยางเฟิงจื่อกลับถูกต้วนจื่อโค่นล้มตกรอบไปเสียแล้ว
นี่เป็การตบหน้าตระกูลโอวหยางอย่างจัง!
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีผู้ใช้บรรลุการแสดง พิชิตศัตรู + ฉกฉวยผลประโยชน์ + สะท้านปฐีปลดล็อกสามการแสดงต่อเนื่อง ค่าเทียนซิ่ว +1433!]
แทบจะในเวลาเดียวกันกับที่เวทีประลองหมายเลขห้าสิ้นสุดลงเวทีประลองอีกสี่เวทีที่เหลือก็ตัดสินผลแพ้ชนะเช่นกันต้วนเอ้อร์และโอวหยางซวงต่างก็เอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยท่าทีเหนือกว่าอย่างท่วมท้นมิมีอุปสรรคใด
เมื่อลงจากเวทีทั้งสองก็เดินไปยังจุดพักพลางจ้องมองต้วนจื่อด้วยสายตาอาฆาต
ราวกับกำลังกล่าวว่าหากข้าได้เจอเ้าเมื่อใด จะต้องทำให้เ้าหมดหนทางรอด
ต้วนจื่อมิได้สะทกสะท้านเขาหลับตาลงอย่างสงบ รอคอยการประลองรอบที่สองจะมาถึง
ด้านในที่นั่งผู้ชมต้วนเฉวียนเซินจ้องมองต้วนจื่อด้วยสีหน้าถมึงทึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่งสัญญาณให้ผู้าุโตระกูลต้วนที่อยู่ข้างกาย
ผู้าุโผู้นั้นรีบเอียงหูเข้าไปใกล้เมื่อได้ยินคำสั่งของต้วนเฉวียนเซิน ก็เข้าใจความหมายโดยพลันลุกขึ้นเดินไปยังบริเวณที่เ้าหน้าที่ตระกูลต้วนผู้ดูแลป้ายไม้
สามนาทีต่อมา เขาก็เดินกลับมาทำมือเป็นัยว่า ‘สำเร็จ’ ให้ต้วนเฉวียนเซิน
มุมปากของต้วนเฉวียนเซินยกขึ้นเป็รอยยิ้มเย็นเยียบเมื่อเวลาพักสิ้นสุดลง เขาก็ประกาศเสียงดังว่า “การประลองรอบที่สองกำลังจะเริ่มขึ้นกติกาจะถูกเปลี่ยนแปลงเป็การประลองแบบตะลุมบอน ป้ายไม้ในกระบอกมีห้าสี คือ แดงส้ม เหลือง เขียว ฟ้า ซึ่งหมายเลขเวทีประลอง 1-5 ผู้ที่จับได้สีเดียวกันจะต้องไปรวมตัวกันที่เวทีประลองเดียวกัน เพื่อชิงชัยเป็ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว”
“แต่ละเวทีจะมีผู้เข้าแข่งขันห้าคนจะมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นหมายความว่าอีกสี่คนที่เหลือจะต้องตกรอบตอนนี้ขอให้ผู้เข้ารอบ 25 คน ขึ้นมาจับป้ายไม้ตามลำดับ”
เมื่อสิ้นเสียงประกาศผู้ที่เข้ารอบจากการประลองรอบแรก ส่วนใหญ่ก็เริ่มส่งเสียงโห่ระงม
การประลองแบบตะลุมบอนนี้ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลยหากผู้ที่จับได้สีเดียวกันมีเพื่อนสนิทอยู่ด้วยกัน ก็จะร่วมมือกันกำจัดผู้ที่เหลือและสองมือย่อมมิอาจต้านทานสี่เท้า ผู้ที่ถูกเพ่งเล็งจึงแทบจะไม่มีทางรอด
ต้วนเฉวียนเซินราวกับมองออกถึงความไม่พอใจของผู้คนจึงสอดแทรกขึ้นว่า “เส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์นั้นมีการคัดเลือกผู้ที่แข็งแกร่งกว่าอย่างโหดร้ายการประลองแบบตะลุมบอนคือย่างก้าวแรกที่จะนำพวกเ้าไปสู่การเติบโตมีเพียงผู้อ่อนแอเท่านั้นที่จะคำนึงถึงกติกาผู้ที่แข็งแกร่งที่แท้จริงย่อมวิ่งฝ่ากระแสลมแรง ผู้ที่ขี้ขลาดตาขาว สามารถสละสิทธิ์การประลองรอบที่สองได้ข้ามิว่ากระไร”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้เข้าแข่งขันที่มิพอใจก่อนหน้านี้ต่างก็เก็บซ่อนสีหน้า
สิ่งที่ต้วนเฉวียนเซินกล่าวมานั้นถูกต้องผู้แข็งแกร่งล้วนยืนหยัดขึ้นมาจากกองผู้คนที่อ่อนแอหากพวกเขามิกล้าแม้แต่จะรับความท้าทายเช่นนี้แล้วจะไปเผชิญหน้ากับโลกแห่งการฝึกยุทธ์ที่โหดร้ายได้อย่างไร?
ผู้ชมส่วนใหญ่ก็แสดงท่าทีเห็นด้วยตอบรับคำกล่าวของต้วนเฉวียนเซินและแสดงความเห็นพ้องอย่างยิ่งต่อกติกาที่ต้วนเฉวียนเซินตั้งขึ้นด้วยความปรารถนาดี
มีต้วนจื่อได้แต่กลอกตา มองอย่างหน่ายๆต่ออุบายอันชั่วร้ายของต้วนเฉวียนเซิน ไม่อยากใส่ใจจะเปิดโปง
จากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ทุกคนต่างก็เห็นความสามารถของเขาอย่างชัดเจน ภายใต้การประลองแบบตะลุมบอนนี้ผู้เข้าแข่งขันในเวทีเดียวกันย่อมต้องร่วมมือกันกำจัดผู้ที่แข็งแกร่งออกไปก่อนกล่าวอีกนัยหนึ่ง บนเวทีประลองเขาจะกลายเป็เป้าโจมตีอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
กล่าวโดยสรุปคือสาเหตุที่ต้วนเฉวียนเซินเปลี่ยนแปลงกติกา ก็เพื่อที่จะกำจัดเขาให้สิ้นซาก
แผนร้ายของคนพาลกลับกล้าอ้างวจีของผู้ทรงคุณธรรม ช่างน่าสมเพชยิ่งนัก
ท่ามกลางฝูงชนมีผู้เข้าใจความนัยที่ซ่อนเร้นของต้วนเฉวียนเซิน ทว่าไม่มีใครกล้าทักท้วงด้วยเขาเป็ผู้ถืออำนาจสิทธิ์ขาดในการเปลี่ยนแปลงกฎการแข่งขัน
ไม่ช้า ผู้เข้ารอบ 25คน ต่างก็ขึ้นมาจับป้ายไม้
ต้วนจื่ออยู่เวทีหมายเลขหนึ่ง
ต้วนเอ้อร์อยู่เวทีหมายเลขสาม
โอวหยางซวงอยู่เวทีหมายเลขห้า
ทั้งสามคลาดกันอีกครั้ง มิได้ประจันหน้ากัน
มาถึงตอนนี้ต้วนเอ้อร์และโอวหยางซวงกลับไม่เร่งรีบ หากแม้ทั้งสองมิลงมือสี่ยอดฝีมือบนเวทีประลองหมายเลขหนึ่งก็พร้อมใจกันรุมทึ้งต้วนจื่อถึงจะเสียดายที่ไม่ได้กำจัดต้วนจื่อด้วยมือตนเองทว่าการยืมดาบฆ่าคนก็มิใช่เื่ที่เลวร้าย
บนเวทีหมายเลขหนึ่ง นอกเหนือจากต้วนจื่อแล้วผู้ที่เหลืออีกสี่คนต่างก็มีพลังอยู่ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้า
สำหรับพวกเขาแล้วมีเพียงการร่วมมือกันกำจัดต้วนจื่อออกไปก่อนจึงจะมีโอกาสในการชิงชัยตำแหน่งผู้ชนะต่อไป
“พรึ่บ!”
เมื่อการประลองเริ่มต้นขึ้นไร้ซึ่งคำพูดทักทายใดๆ ต้วนจื่อพุ่งตัวออกไป ในพริบตาก็มาอยู่ต่อหน้าคนผู้หนึ่ง
ภายใต้รูปร่างที่ผอมบางกำปั้นกลับแผ่รังสีอันน่าสะพรึงกลัว เพียงสบตาก็ราวกับถูกสะกดจิตสูญเสียความเป็ตัวของตัวเอง
“เร็วจริง!”
ดวงตาของชายผู้นั้นหรี่ลงปฏิกิริยาตอบสนองช้าเกินไป ทำได้เพียงยื่นมือขึ้นมาป้องกันพร้อมกับตั้งสติให้มั่นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ต้วนจื่อลอบทำร้าย
ทว่ามิคาดคิดว่าการป้องกันของเขากลับไม่อาจต้านทานพลังของกำปั้นต้วนจื่อได้
กำปั้นนั้นกระแทกเข้าใส่จุดป้องกันทว่ากลับก่อเกิดพลังภายในที่ร้ายกาจ คล้ายจะข้ามผ่านผิวเผิน แล้วแทรกซึมสู่ส่วนลึก
การป้องกันที่ชายผู้นั้นพยายามสร้างขึ้นไม่มีประโยชน์อันใดชายผู้นั้นถูกต้วนจื่อซัดกระเด็นลงจากเวทีประลองอย่างไร้ความปรานี
เพียงกำปั้นเดียวก็สามารถพิชิตผู้ฝึกตนขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าได้
พลังของต้วนจื่อนั้นแข็งแกร่งอย่างไม่ต้องสงสัย!
“ต้องร่วมมือกันจัดการเขามิเช่นนั้นพวกเราจะต้องถูกเขาจัดการไปทีละคน” ต้วนเซวียในชุดดำกล่าวเตือนสติดวงตาคมกริบ เมื่อรวบรวมพลังเสร็จสิ้น ก็กระทืบเท้ากลางอากาศแล้วปล่อยหมัดออกไป
“เคล็ดวิชาขอบเขตเนื้อหนัง ระดับสูงหมัดปืนใหญ่!”
ในชั่วพริบตาสายลมพลันส่งเสียงหวีดหวิวหมัดหนักราวกับะุปืนใหญ่ สาดซัดใส่ต้วนจื่อจากที่ไกลทรงพลังเกินบรรยาย
“ฉึก!”
ก่อนที่หมัดจะทันได้ััร่างของต้วนจื่อก็ถูกคมมีดที่ปกคลุมไปด้วยพลังปราณของเขากรีดออกในพริบตาจากนั้นก็พุ่งเข้าใส่ต้วนเซวียอย่างรวดเร็ว
ต้วนเซวียที่อยู่กลางอากาศใรีบหมุนตัวใช้หมัดปืนใหญ่เข้าต่อต้าน หลบหลีกการโจมตีนั้นไปได้อย่างทุลักทุเล
ทว่ายังไม่ได้ทันได้ผ่อนคลายก็เห็นแรงกระแทกพุ่งมาจากระยะไกล ยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วเกินไปจนเพื่อนร่วมเวทีอีกสองคนที่เหลือยังไม่ทันได้เข้ามาช่วยเหลือ
“ผลัวะ!”
ไม่ต้องสงสัยเลยต้วนเซวียถูกส่งลงจากเวทีประลองอย่างรวดเร็วและตกรอบไป
“เวรเอ๊ยข้าบอกให้พวกเ้าร่วมมือกันไม่ใช่หรือไง? ไอ้พวกขยะไอ้พวกขี้ขลาด ไปกินขี้ไป๊!”
ต้วนเซวียที่พ่ายแพ้โมโหจนหน้าดำหน้าแดงด่าทอระบายความไม่พอใจ
กรรมการเหลือบมองมาพลางกล่าวอย่างเ็าว่า“เงียบซะ ตามกฎตระกูลต้วน ผู้ที่รบกวนการแข่งขันจะถูกลงโทษอย่างหนักเ้าอยากจะลองดูรึ?”
ต้วนเซวียหดคอลงราวกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมพลันหมดมาดนักเลง
ต่อให้มีสิบชีวิตเขาก็ยังไม่กล้าท้าทายกฎตระกูลต้วน
บนเวทีเมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมเวทีทั้งสองถูกต้วนจื่อโค่นล้มผู้ที่เหลืออีกสองคนก็ไม่อาจทนนิ่งเฉยได้อีกต่อไป
คนที่รูปร่างผอมบางสูดหายใจเข้าลึกๆรีบยกมือขึ้นออกท่าร่าง
ในชั่วพริบตาพลังที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้นจากร่างของเขา ค่อยๆ ร้อนระอุ
มิช้านานความร้อนนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็เปลวเพลิง ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นโอบล้อมรอบกายของเขา
“อัคคีมายา อสรพิษเพลิง!”
พร้อมกับเสียงออกคำสั่งเปลวเพลิงก็แปรเปลี่ยน ก่อตัวเป็อสรพิษเพลิงขนาดเท่ากำปั้นยาวครึ่งจั้งพุ่งเข้าใส่ต้วนจื่อ
ผู้ชมต่างส่งเสียงฮือฮาประหลาดใจ
วิชาเวทและทักษะยุทธ์ เคล็ดวิชา พละกำลังล้วนมีระดับชั้นที่เท่าเทียมกัน มิใช่เื่แปลกอันใดในทวีปเทพยุทธ์ทว่าผู้ที่อยู่ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้ากลับสามารถปลดปล่อยอัคคีมายาที่มีความสามารถเทียบเท่าทักษะยุทธ์ขอบเขตขั้นเนื้อหนังระดับสุดยอดได้กล่าวว่าคนผู้นี้เป็ผู้มีพร์
ในขณะที่คนที่รูปร่างผอมบางกำลังปล่อยพลังอีกคนที่รูปร่างอ้วนท้วมก็ลงมืออย่างรวดเร็วเช่นกัน
เขากัดนิ้วมือใช้เืวาดสัญลักษณ์กลางอากาศ
ในพริบตา พยัคฆ์ขนาดสูงหนึ่งเมตรก็ปรากฏขึ้นส่งเสียงคำรามดังกึกก้องสะท้านะเื
“ิญญาอัญเชิญ พยัคฆา!”
เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนจำนวนมากตื่นตะลึงไปตามๆกัน
ิญญาอัญเชิญนับว่าเป็เคล็ดวิชาลับในทวีปเทพยุทธ์ผู้ที่สามารถเรียนรู้ได้มีน้อยยิ่งนักมีเพียงผู้ที่เกิดมาพร้อมความเข้าใจในสรรพสัตว์สื่อสารด้วยจิตได้อย่างลึกซึ้งเท่านั้นจึงจะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาออกมาได้อย่างราบรื่น
ผู้ที่อยู่ในขอบเขตนักรบขั้นเนื้อหนังระดับห้าที่ยังมิบรรลุนิติภาวะกลับเคล็ดวิชาที่แปลกประหลาดเช่นนี้ มิทำให้ผู้คนตกตะลึงได้อย่างไร?
ในทางกลับกัน ต้วนจื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีสองด้านจากอสรพิษเพลิงและพยัคฆาเขามิแสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด
เขายืนอยู่กับที่ราวกับยอมจำนนทว่าแท้จริงแล้วกำลังรอคอยให้การโจมตีทั้งสองประดังเข้ามา
เมื่อการโจมตีจวนเจียนจะััร่างต้วนจื่อก็แสดงเคล็ดวิชาระดับสุดยอด [วิ่งให้ไว] บรรลุผลในการเคลื่อนที่ฉับพลันทิ้งไว้เพียงเงา แล้วเคลื่อนที่ออกจากที่เดิม
“ตูม!”
อสรพิษเพลิงและพยัคฆากระแทกเข้าด้วยกันเกิดเป็พายุโหมกระหน่ำ เวทีประลองสั่นะเื แวดล้อมไปด้วยฝุ่นควัน
เมื่อทัศนวิสัยชัดเจนผู้คนก็พบว่าการโจมตีทั้งสองมิได้โจมตีโดนต้วนจื่อ ทว่ากลับปะทะกันเองเข่นฆ่ากันเอง
“ฟุ่บ!”
ในเวลานี้ต้วนจื่อก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายคนที่รูปร่างผอมบางวาดเท้าออกไปโจมตีเข้าที่ศีรษะโดยตรง
“ตึง...”
คนที่รูปร่างผอมบางสำรอกเืคำโตร่างกายถูกเตะกระแทกลงบนพื้นล่างเวทีประลอง จนสลบเหมือดไป
หลังจากจัดการเขาเสร็จต้วนจื่อก็ยันพื้นพุ่งตัวเข้าหาคนที่รูปร่างอ้วนท้วมอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากพยัคฆาได้รับาเ็ทำให้เขาผู้เป็เ้าของิญญาอัญเชิญได้รับผลกระทบเช่นกันลมหายใจอ่อนแรงแทบจะขาดใจตาย
ต้วนจื่อปล่อยหมัดออกไปอย่างง่ายดายคนที่รูปร่างอ้วนท้วมก็ทรุดตัวลงกับพื้นราวกับดอกไม้ที่อ่อนแอ มิอาจลุกขึ้นยืนได้
จนถึงตอนนี้ทั้งสี่คนที่อยู่บนเวทีประลองหมายเลขหนึ่งต่างก็ถูกต้วนจื่อโค่นล้ม มิมีผู้ใดรอดพ้น!