ถังโยวรู้สึกอายเล็กน้อย นางรีบมาจึงไม่ทันคิดว่าต้องนำของเยี่ยมมาด้วย นางมองไปที่ชวีหนานอี ชวีหนานอีก้มหน้าดื่มชา นางมองไปที่ฮัวชิงหร่าน พลางนึกได้ว่าฮัวชิงหร่านติดหนี้ลวี่เยาอยู่ แต่ก็ทำได้เพียงปล่อยมันไป นางเหลือบมองไป๋จื่อชี และรู้สึกกลัวเขาเล็กน้อย ก่อนจะละสายตาออกมาอย่างเศร้าใจ ทันใดนั้น แจกันใบใหญ่ก็ถูกวางลงตรงกลางเสียงดัง!
ถังโยวตกใจจนต้องสูดหายใจเข้าลึก! ทุกคนมองไปที่ลวี่เยาด้วยความตื่นตระหนก โดยไม่ทราบว่านางเป็นบ้าอะไร
ทว่าด้วยความชาญฉลาดซูเหลาเหย่กลับเข้าใจได้ เขาคิดไปว่านี่คือของเยี่ยมที่ถังโยวนำมา จึงกล่าวเสียงแห้ง “ของขวัญนี้ดูแพงเกินไป คุณหนูใหญ่ถังใจดีเกินไปแล้ว” กล่าวตามตรง ใครเขาส่งแจกันดอกไม้มาเยี่ยมคนป่วย? อีกอย่าง เหตุใดแจกันใบใหญ่นี้จึงดูคุ้นตานัก? อืม ในเมื่อมันเข้าตานางได้ ก็คงมิใช่แจกันธรรมดา แม้ว่าถังโยวจะดูมุทะลุและไร้สมอง แต่เมื่อออกโรงนางค่อนข้างใจกว้างทีเดียว
ถังโยวตะลึงงัน! ลวี่เยาไปเอาแจกันใบใหญ่เช่นนี้มาจากไหน? นางไม่ทันสังเกตเลยจริง ๆ นางมองไปทางลวี่เยาด้วยแววตาชื่นชม และแอบยกย่องในใจ
ชวีหนานอีกลั้นยิ้ม พลางเหลือบมองไปทางลวี่เยา แอบกล่าว ‘เป็นคนโง่ที่กล้าดีจริง ๆ’
ลวี่เยาเชิดหน้า น้อมรับคำชมจากทุกสายตา
ถังโยวกล่าวกับซูเหลาเหย่ “เอ่อ...ซูเหล่าเหย่ ข้าเข้าไปเยี่ยมเยว่หยิ่งได้หรือไม่?” ดีมาก นางยังไม่ลืมหน้าที่สำคัญที่ได้รับ
ซูเหลาเหย่และถังเหลาเหย่ร่วมกันเปิดโรงเตี๊ยม และมีไมตรีที่ดีต่อกัน ดังนั้นจึงไม่ดีแน่หากมิให้ถังโยวเข้าไปเยี่ยมซูเยว่หยิ่ง อีกอย่างนางมอบของขวัญมาแล้ว คงไม่ดีหากเขาตัดสินใจกลับไปกลับมา เฮ้อ...สวรรค์รู้ ข้าไม่อยากให้ผู้ใดมารบกวนเยว่หยิ่งเลยจริง ๆ ดังนั้นเขาทำได้เพียงแอบบอกเป็นนัย “เยว่หยิ่งตกใจมาก หมอบอกว่าทางที่ดีควรปล่อยให้นางพักผ่อน”
คาดไม่ถึง ถังโยวผู้นั้นจะเป็นนายที่เอาใจยาก นางตอบ “หลานไม่วางใจเลยจริง ๆ หากมิได้เห็นกับตา กลับไปคงอธิบายให้ท่านพ่อฟังไม่ได้ เช่นนั้นให้หลานเข้าไปดูเงียบ ๆ สักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”
ซูเหลาเหย่กล่าวด้วยความลำบากใจ “เยว่หยิ่งหลับไปแล้ว”
ถังโยวรีบกล่าว “ในเมื่อหลับไปแล้ว นางก็ไม่รู้ว่าข้ามาเยี่ยม จึงกล่าวได้ว่าข้ามิได้รบกวน”
ซูเยว่หยิ่งพ่ายแพ้ให้กับหน้าหนา ๆ ของถังโยว จึงทำได้เพียงประนีประนอมกล่าว “เจ้าเข้าไปดูเถอะ” ก่อนจะหันกลับไปกำชับพ่อบ้าน “เจ้าพาคุณหนูใหญ่ถังไปเยี่ยมเยว่หยิ่งที่สวนหลังบ้าน”
ชวีหนานอีลุกขึ้น “ดี ข้าเองก็จะไปเยี่ยมด้วย”
ซูเหลาเหย่กล่าวอย่างไม่พอใจ “ห้องส่วนตัวลูกสาวข้า บุรุษจะเข้าไปง่าย ๆ ได้อย่างไร? ใต้เท้าชวีดื่มชารออยู่ที่นี่เถอะ”
ใต้เท้าชวียิ้มตาหยีตอบกลับ “ข้าไม่สบายใจจริง ๆ แค่มองจากระยะไกลก็พอแล้ว ไฉนจะกล้าเข้าไปในห้องส่วนตัว ให้คุณหนูเสื่อมเสียเกียรติ?” หลังพูดจบ เขาตบไหล่ซูเหลาเหย่ “ไปเถอะ ไปดูด้วยกัน ท่านจะได้สบายใจ”
ซูเหล่าเหย่กัดฟันกรอด พลางแอบสาปแช่ง ‘เจ้าเลวนี่หน้าด้านเสียยิ่งกว่าถังโยวเสียอีก!’
ฮัวชิงหร่านยืนขึ้น และเดินตามหลังชวีหนานอีไปเงียบ ๆ
ซูเหลาเหย่กล่าวอย่างไม่เข้าใจ “นี่ท่าน?”
ฮัวชิงหร่านตอบอย่างเรียบเฉย “ไปเยี่ยม”
ซูเหลาเหย่รู้สึกว่ามีอีกาฝูงหนึ่งกำลังบินอยู่เหนือศีรษะ ซ้ำยังอึรดใส่อย่างเลวทราม! นั่นมันห้องส่วนตัวลูกสาวข้า มิใช่หอนางโลมอี๋หงย่วน! เจ้าบอกจะไปเยี่ยมก็ไปเยี่ยมได้เช่นนั้นหรือ?! เจ้าคิดว่ามาเดินเล่นที่ซ่องโสเภณีหรืออย่างไร?
ซูเหลาเหย่ยังไม่ทันเอ่ยปากให้ฮัวชิงหร่านรออยู่ที่นี่ ก็เห็นไป๋จื่อชีกำลังยืนขึ้น
ซูเหลาเหย่กล่าวด้วยใบหน้าสับสน “ไป๋เหย่ นี่ท่าน?”
ไป๋จื่อชีทำท่าเชิญชวน “คงไม่ดีหากปล่อยให้ใต้เท้าชวีไปคนเดียว เช่นนั้นไปด้วยกันจะดีกว่า”
ซูเหลาเหย่กัดฟันแน่น ทว่าเมื่อเห็นทุกคนนอกจากเขายืนขึ้นกันหมด และเตรียมจะไปเยี่ยมเยว่หยิ่งที่ห้อง จึงได้แต่กำหมัดแน่น ก่อนจะลุกขึ้น พาทุกคนที่สมควรตายไปเยี่ยมเยว่หยิ่ง!
ซูเหลาเหย่นำทาง เหล่าบุรุษเดินไปด้านหน้า ถังโยวจงใจชะลอฝีเท้า พลางถามลวี่เยาที่กำลังเดินอย่างสบายใจด้วยเสียงแผ่วเบา “เจ้าคงคิดวิธีเอาเลือดเยว่หยิ่งมาไม่ได้ใช่หรือไม่?” ด้วยเหตุนี้นางจึงตั้งใจเดินช้า ๆ
ลวี่เยาส่ายหน้าไม่ตอบ และยังคงมองทิวทัศน์ในสวนหลังบ้าน ทันใดนั้น นางกวาดสายตาไปที่มุมบ้านซึ่งอยู่ไกลออกไป ก่อนจะละสายตาอย่างเป็นธรรมชาติ มองไปยังทิวทัศน์อื่น
ตรงนั้น มีคนอยู่!
ในเงามืดตรงหัวมุม ดูเหมือนจะมีสัตว์ประหลาดกระหายเลือดซุ่มอยู่ มันแผ่ไอเย็นยะเยือกถึงกระดูก แม้ว่ามันจะอยู่ไกล แต่ลวี่เยาสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกของกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่วสารทิศ ราวกับสัตว์ประหลาดที่ปากมีแต่กลิ่นคาวกำลังพ่นลมหายใจแรง ฟันเต็มไปด้วยเศษเนื้อ มันขู่คำรามและพยายามพุ่งใส่นาง เพียงแต่การขู่คำรามนั่นไร้เสียงใด ๆ
ลวี่เยาแสร้งเหลือบมองแบบไม่ตั้งใจ ทว่ากลับไม่เห็นใครในมุมมืดนั่นแล้ว นางจึงหันหน้ากลับมา และเลิกใส่ใจ ประการแรก เพราะนางไม่แน่ใจว่าการขู่คำรามนั้นพุ่งเป้ามาที่นางหรือผู้อื่น เมื่อไม่รู้จักศัตรู ลวี่เยาจะไม่หุนหันพลันแล่น นางจะอดทนและรอโอกาส นี่คือคำสอนแท้จริงที่นางได้รับหลังผ่านบทเรียนอันแสนเจ็บปวด ประการที่สอง แม้แต่ฮัวชิงหร่านยังไม่ยกดาบ แล้วนางที่เป็นเพียงสาวใช้จะไปร่วมสนุกได้เช่นไร?
ทางฝั่งลวี่เยานั้นสงบลงแล้ว แต่น่าเสียดายที่ “ดาบสามภพ” ไม่ต้องการให้ผู้คนมีความคิดชั่วร้าย เมื่อสัมผัสได้ถึงการยั่วยุ มันจะสั่นตัวเองเพื่อเตือนผู้เป็นนาย
ทว่า ผู้ใดกันเล่าที่เป็นนายของ “ดาบสามภพ” สุดท้ายแล้วมันต้องเตือนผู้ใด ก็เห็นทีจะพูดยาก
ตามหลักการ “ดาบสามภพ” ควรเป็นของลวี่เยา แต่หากจะโทษก็ต้องโทษลวี่เยาเมื่อตอนที่เป็นหูเหยียน นางเคยรักษาฮัวชิงหร่านจากอาการบาดเจ็บพร้อมกับถ่ายเลือด ดังนั้นภายในร่างฮัวชิงหร่านจึงมีเลือดของหูเหยียน จึงไม่แปลกหาก“ดาบสามภพ” จะคิดว่านั่นคือเจ้านาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้านายพยายามเก็บซ่อนลมปราณ “ดาบสามภพ” ก็ไม่มีเหตุผลที่จะระบุตัวผู้เป็นนายผิด กล่าวตามตรง หาก “ดาบสามภพ” เป็นมนุษย์ มันคงเอ่ยปากต่อว่าไปนานแล้ว ประเดี๋ยวมันก็สัมผัสถึงความโกรธแค้นของลวี่เยา ประเดี๋ยวก็ได้รับความอ่อนโยนจากฮัวชิงหร่าน ประเดี๋ยวก็สัมผัสได้ถึงความโกรธาของฮัวชิงหร่าน และอีกเดี๋ยวก็ได้รับการปลอบโยนจากลวี่เยา! ช่วยหยุดให้ดาบชั้นเลิศในใต้หล้านี้สงบบ้างได้ไหม?!
“ดาบสามภพ” ฉุนแล้วนะ!
ดังนั้นเมื่อรับรู้ถึงการยั่วยุจากมุมมืด มันจึงสั่นสะเทือน และเตือนผู้เป็นนายในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
ฮัวชิงหร่านยังไม่คุ้นกับ “ดาบสามภพ” จึงรู้สึกเพียงว่ามันสั่นสะเทือน แต่มิได้ไตร่ตรองอย่างละเอียดว่าเหตุใดมันจึงไม่ส่งเสียงร้องหึ่ง ๆ เขาชัก “ดาบสามภพ” ออกมา พลางกระโดดไปในมุมมืดและตวัดดาบอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่อ้าปากค้างด้วยความตกใจ! เขาคิดว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดคือนักพรตหญิง จึงลงมืออย่างไร้เมตตา หากใช่เขาก็จะฆ่านางได้ด้วยกระบวนท่าเดียว หากไม่ใช่ ก็คงทำได้เพียงแสดงความเสียใจ
“ดาบสามภพ” ตัดเหล็กได้ราวกับโคลน หลังจากที่ตวัดดาบ ก็ไม่พบสิ่งใดกีดขวาง ราวกับมันมิได้กระทบสิ่งใดทั้งสิ้น ทว่าหากสังเกตดี ๆ จะพบว่าในอากาศนั้นคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
ทุกคนต่างทยอยเดินตามฮัวชิงหร่าน และต้องตกใจเมื่อพบว่ามีศพนอนอยู่ตรงมุมมืดจริง ๆ!