“อ้าว แม่นิ่ม มีอะไรรึ” เจ้าของห้องทรงพระอักษรตรัสถาม หลังจากที่ทอดพระเนตรไปเห็นภริยาที่เปิดประตูเข้าใหม่
หม่อมเอกนวยนาดมายืนฝั่งตรงข้ามอย่างเสงี่ยมเจียมตัว ตามด้วยนางบ่าวคู่ใจนั่งเบื้องล่าง รอให้เสด็จพระองค์ชายทรงจิบพระโอสถบำรุงพระวรกายเสร็จก่อน ถึงทูลเจตจำนง “เกล้ากระหม่อมฉันมีเรื่องมาปรึกษาเพคะ”
“เรื่องอะไร ถ้าเรื่องชายเล็กน่ะ หล่อนจัดการรับผิดชอบแทนลูกชายตัวดีของหล่อนไปเลยแล้วกันนะแม่นิ่ม ฉันเอือมเต็มทน”
หล่อนเพ่งพระสวามีอย่างไม่สบอารมณ์นักเมื่อดำรัสถึงเรื่องนี้ แต่ก็ได้เพียงเอาน้ำขุ่นไว้ในน้ำใสไว้นอกเท่านั้น ท่านทรงไม่ใส่พระทัยหล่อนกับลูกบ้างเลย แม้กระทั่งเวลาที่ตรัสด้วย ก็ไม่แม้จะทอดพระเนตรมอง
เสียงพรูลมหายใจเบา ๆ ก่อนที่จะทูลแจ้ง “เปล่าหรอกเพคะ แต่จะมาปรึกษาว่ากระดาษนี่เป็นของใคร นังเผือกมันเก็บได้ เห็นว่าปลิวมาหน้าคตำหนัก เกล้ากระหม่อมฉันก็เกรงว่าจะเป็นหนังสือราชการบ้านเมือง ลองอ่านดูแล้วก็ยังงง ๆ เลยมาทูลถามน่ะเพคะ”
น้ำเสียงของหล่อนฟังดูเนิบนาบ คล้ายหวังดี แต่ปนไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“ของชายใหญ่ชายกลางล่ะมัง ประเดี๋ยวเขากลับมา ฉันจะเรียกมาเอาคืนไป” ทรงไม่ได้นำพาในคำพูดของภริยาด้วย กลับทรงสนพระทัยแต่กองกระดาษหน้าพระพักตร์
“ไม่ได้นะเพคะ” คราแรก หล่อนเผลอร้องห้าม กระตือรือร้นจนเกินพอดี แต่เมื่อคิดได้ก็กลับมาทำตัวไร้พิรุธดังเดิม “ทรงลองดูสักสองสามแผ่นก่อนเถอะเพคะ เผื่อเป็นกระดาษไม่สำคัญ เกล้ากระหม่อมฉันจะได้ให้เอาไปทิ้ง ไม่เสียเวลาด้วยเพคะ”
“เอาอย่างนั้นก็ได้” ในที่สุดทรงรับมา ทรงพระอักษรทุกตัวในแผ่นกระดาษทั้งสองใบนั้นในพระทัยอย่างเงียบเชียบ เพียงปาดเดียว ก็ทรงรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่บทความทางราชการเป็นแน่ แต่ทรงอ่านต่อไป จนถึงขั้นเกิดแรงบีบคั้นอยู่ในทรวงพระอุระอย่างห้ามไม่ได้ คล้ายมีใครควักพระทัยมาขย้ำแล้วจิ้มเกลือแกง พระชลเนตรจะหลั่งออกมาเสียให้ได้ แต่ก็ทรงอดอั้นไว้
แล้วรับสั่งกับภริยาเสียงอ่อนแรง ต่างจากเมื่อครู่นี้ “แม่นิ่มออกไปก่อนไป ฉันอ่านแล้ว จะพักสักหน่อย”
“เพคะ”
“ส่วนนังเผือก ไปตามชายเดียวมาพบฉันที่นี่”
นางบ่าวรับคำ แล้วจรลีตามนายของตนไปด้วยใบหน้าเริงร่า ราวกับสุขใจเมื่อนึกภาพได้ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ธำมรงค์วงสีทองอร่ามเป็นประกายเมื่อต้องสุริย์แสง เนื้อทองคำบริสุทธิ์ตัดกับสีผิวของนิ้วนางผ่องใส เป็นความเข้ากันและสวยงามเมื่อมันอยู่กับผู้ที่คู่ควร พันวาจาสิทธิ์ทูลว่า แหวนวงนี้บิดามอบให้ เป็นสิ่งที่หวงแหนมาก แต่เขาก็เลือกที่จะฝากมันไว้กับผู้ที่เป็นเจ้าของหัวใจดวงนี้
ราคาของเครื่องประดับยังเทียบไม่ได้กับรักอันบริสุทธิ์แท้ที่เขามีให้ แต่ความล้ำค่าของมันอยู่ตรงที่ว่า ใครเป็นผู้ให้ต่างหาก และทุกครั้งที่ทรงสวมมัน ก็เท่ากับว่าเจ้าของได้อยู่ ณ ที่ตรงนั้นด้วยกัน
ทอดเนตรชมธำมรงค์ไปมาอยู่นาน รอยแย้มโอษฐ์ก็ยังไม่หุบลง จนนายพุดที่นั่งถวายงานอยู่ใกล้ ๆ นึกสงสัย ถึงขั้นทูลถาม
“โปรดวงนี้หรือกระหม่อม แต่เอ๊… แหวนทอง ไม่เคยเห็นท่านชายทรงสวมเลยสักครั้ง”
“ไม่ใช่ของฉันหรอก เจ้าของเขาฝากไว้น่ะ”
“คุณด้าวน่ะหรือกระหม่อม” มันเองก็พอรู้ลึกตื้นหนาบางอยู่บ้าง แต่ก็ทำเป็นถาม เพราะยังไม่แน่ใจถึงความสัมพันธ์ของเจ้านายและขุนนางผู้นั้น หากเป็นเรื่องเกินเลยอย่างที่คาดไว้จริง มันเองก็คงห้ามไม่ได้ สุดแท้ก็แต่เวรกรรม
หม่อมเจ้าชายไม่ได้ตรัสอะไรต่ออีก ผินพักตร์ออกนอกศาลาไม้ไปรับลมเย็น และทอดดูคลื่นน้ำกระจายเป็นวงกว้างอย่างปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับธรรมชาติ พลางมีหทัยรำลึกถึงเขา
ไม่นาน ความสงบก็มลายหายไป เมื่อนายโมกถือถาดเครื่องว่างเข้ามา อ้ายบ่าววางไว้ รินสุธารสลงถ้วยถวาย ยังไม่ทูลอะไร ผู้ทรงศักดิ์กว่าก็รับสั่งถามขึ้น
“เป็นอย่างไรบ้างโมก เห็นกระดาษบ้างหรือไม่”
อ่ายบ่าวส่ายหน้าพรืด “หาจนทั่วแล้วกระหม่อม ทั้งที่เรือนนี้ และก็เรือนหม่อมสร้อย เหลือก็แต่ที่ตำหนักใหญ่”
“แปลกเสียจริง กระดาษก็ไม่ได้เล็กถึงขนาดนั้น จะหายได้อย่างกับล่องหนก็เกินไป”
“พวกกระหม่อมหามาสักพักแล้ว ไม่พบอย่างนี้ อาจเป็นไปได้ว่าถ้าไม่ปลิวไปหล่นลงคลอง ก็ต้องมีคนหยิบไปแน่กระหม่อม” นายพุดลองเสนอ มันกับนายโมกหาแทบเลือดตากระเด็น ก็จนสุดความสามารถ
ฝ่ายนายโมกนึกเรื่องด่วนออกพอดี จึงทูลว่า “อย่าทรงกังวลเรื่องกระดาษเลยกระหม่อม กระหม่อมสองคนจะเร่งหาให้พบอย่างสุดกำลัง แต่ว่าตอนนี้… เสด็จไปที่ตำหนักใหญ่ก่อนเถิดกระหม่อม”
“ไปทำไม มีอะไรหรือ”
“เมื่อครู่นี้ ตอนที่กระหม่อมไปเอาเครื่องว่าง พอดีเจอน้าเผือก บอกว่าเสด็จท่านมีรับสั่งให้ท่านชายเข้าเฝ้าน่ะกระหม่อม”
“เฮ้อ ฉันคงต้องไปอีกแล้วสินะ”
พอทรงสดับรู้แล้ว ว่าจะต้องเสด็จไปด้วยเหตุใด ก็ถึงกลับทรงถอนปัสสาสะ ช่วงหลัง ๆ มานี้ท่านชายเดียวทรงรู้สึกเบื่อที่จะพบพระพักตร์ของเสด็จในกรมฯ ต่างจากเมื่อก่อน ท่านดำรัสแต่เรื่องเดิม ๆ ผู้อยู่ใต้พระบัญชาจึงพลอยพร่ำระอิดระอาไป
ทรงเดาไว้ล่วงหน้า ว่าอย่างไรเสีย ก็ไม่มีทางพ้นเรื่องงานเสกสมรสแน่ แต่ทรงจนปัญญาในเรื่องนี้ แม้กระทั่งความพร้อมและความกล้าก็ทรงมีไม่ถึงครึ่ง
กล้าที่หนึ่ง คือกล้าที่จะปฏิเสธ
กล้าที่สอง คือกล้าที่จะกราบทูลความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ลับ ๆ ที่มีกับหนุ่มข้าราชการกระทรวงการคลังผู้นั้น
ชั่วตั้งกระทะพอร้อนได้ที่ ท่านชายเดียวก็ดำเนินมาหยุดอยู่หน้าห้องทรงพระอักษรแล้ว เช่นเดิม ในทุกครั้งที่เสด็จในกรมฯทรงให้หา มักจะมีหม่อมใหญ่ของวังและนางบ่าวยืนขวางไว้ คอยแอบฟังเสมอ
แล้วตรัสขอทางกับหล่อนผ่านเข้ามาได้ คราวนี้สายตาของพวกหล่อนที่มีให้ ไม่ได้ถมึงทึงอย่างเคย เพียงเหยียดยิ้มกันหน้าชื่น เหมือนรอจะสมน้ำหน้าประมาณนั้น แต่ทรงไม่ได้เอาหทัยใส่นัก
ด้านในห้องทรงพระอักษรเย็นเฉียบ ทึบแสง และเงียบสงัดอย่างไรพิกล ปรกติแล้ว เจ้าของห้องจะทรงเปิดม่านและหน้าต่างให้โล่งปรอดโปร่ง แต่วันนี้ทรงปิดมิดชิด อ้าออกเพียงบานเดียว ทำให้ภายในดูวังเวงเป็นพิเศษ
“นั่งลงเสียสิ ชาย” พระสุระเสียงยิ่งเยือกเย็นเกินกว่าอากาศในห้อง ทำให้ท่านชายเดียวทรงหวั่นครั่นคร้าม เกรงว่าจะโดนข้อตำหนิติเตียนอะไรอีกเหมือนอย่างวันก่อน ๆ
พอทรงวางเวจมรรคลงบนเก้าอี้แล้ว ชั่งหทัยอยู่สักพักว่าจะต้องเริ่มตรัสอะไรก่อนหรือไม่ จะทรงเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง เมื่อมีรับสั่งให้หา คือวางพักตร์ไม่ติด ทำองค์ไม่ถูก “เสด็จพ่อมี…”
“เป็นผู้ชายหรือไม่”
ไม่ทันตรัสครบประโยค คำถามใหม่ก็ทำให้ทรงชะงัก ปลายขนงเลิกขึ้นบ่งบอกความสนเท่ห์ จู่ ๆ ท่านก็รับสั่งถามอย่างนี้ เป็นพระวาจาที่ประหลาดมาก จึงทูลตอบเสียงสั่น ๆ “ชายก็เป็นผู้ชายมาเสมอไม่ใช่หรือเกล้ากระหม่อม ทำไมเสด็จพ่อถึงได้…”
“ถ้าอย่างนั้นอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นนี้ให้พ่อฟังทีสิ ดัง ๆ”
แผ่นกระดาษสีขาวอมชมพูถูกยื่นมาให้ ทรงคะเนด้วยสายเนตรแล้ว หทัยกระตุกเต้นสะท้านแทบหล่นลงบาท ลักษณะของมันชัดเจนว่าเป็นแผ่นที่ทรงกำลังตามหาแน่ หากว่าจริง รักที่เพิ่งก่อเกิดคงสุดทางลงที่ตรงนี้
ทรงรับมา คลี่อ่านมันด้วยกรสั่นเทาจนสังเกตได้ ลายหัตถ์นั้นตอกย้ำชัดแล้วชัดอีก ทั้งนามผู้นิพนธ์ ชื่อผู้รับ คมชัดราวกับมีด
มีดสองคม ที่กำลังจะทิ่มแทงอยู่ในไม่ช้านี้
ริมโอษฐ์เรียวบางขยับขึ้นลงเป็นกระแสเสียงสั่นพร่าตามบทร้อยกรองที่ทรงนิพนธ์ด้วยองค์เอง สุดสามารถจะหักห้ามชลเนตรได้
“มิต้องการสิ่งใดอุปไมยรัก
ขอเพียงจักมิลืมกันเมื่อผันกาล
เพียงยึดมั่นในสัญญาสถาวาร
แม้นสังขารวางวายมิคลายรึง
แม้นสิ้นใจจักไม่สิ้นความรัก
แม้นสิ้นศักดิ์จักไม่สิ้นถวิลถึง
แม้นสิ้นฟ้ามหาสมุทรสุดติดตรึง
ทุกรำพึงจักคงอยู่คู่นิรันดร์ ฉันและเธอ”
จบบาทสุดท้าย หม่อมเจ้าชายทรงไม่กล้าแม้แต่จะเงยวรพักตร์ที่เปรอะเปื้อนคาบน้ำสีใสมาสบพระเนตรของพระบิดาแม้สักเสี้ยววินาที ป่านนี้ท่านคงทรงรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว จะหาทางเอ่ยอ้างอะไร คงไร้ผล
พระสุรเสียงแข็งกร้าวตะหวาดดังลั่นห้อง “ผู้ชาย! ผู้ชายอะไรที่ไหนเขียนเพลงยาวบอกรักผู้ชายด้วยกัน ระยำตำบอน!”
ท่านชายเดียวยังทรงเงียบ มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นเล็ดลอดออกมา เสด็จในกรมฯท่านจึงกริ้วขึ้นอีกจากทุนเดิม “ตอบ! ชายทำอะไรลงไป ฮะ!”
“ชายแค่… แค่เขียนถึงคนที่ชายรัก” ทรงปาดชลเนตรออก แล้วพยายามทูลอธิบายให้ทรงทราบถึงเหตุผล “เสด็จพ่อ ชายกับเขาเรารักกันจริง ๆ นะเกล้ากระหม่อม เขาดีกับชายทุกอย่าง ซื่อสัตย์สุจริต เขาจะไม่มีวันทำร้ายชายแน่นอน ให้เราสองคนรักกันเถอะนะเกล้ากระหม่อม”
ถึงกระนั้น ผู้ทรงวุฒิกว่าก็ให้กริ้วขึ้นอีก เมื่อปิโยรสองค์เดียวที่ทรงคาดหวังไว้มากให้การสารภาพได้เต็มโอษฐ์ แทบจะประชวรพระวาโยเสียตรงนั้น ด้วยนึกว่าพระพระปิโยรสจะทรงสำนึกได้ในสิ่งที่ทำลงไป แต่นี่…
“ชายเดียว!! นี่ยังจะมีหน้ามาอ้างนั่นอ้างนี่อีกรึ หัดคิดก่อนทำเสียบ้าง ไม่ใช่ใฝ่ต่ำทำอะไรขาดสติอย่างนี้ หึ ถึงว่า ปฏิเสธหญิงอ้อมาเสมอ ที่แท้ก็ลดตัวไปเกลือกกลั้วอยู่กับผู้ชายนี่เอง จัญไรกันทั้งคู่”
“เสด็จพ่อไม่ทรงเข้าพระทัยชายบ้างเลย ความรักน่ะมันเลือกคนไม่ได้หรอกนะเกล้ากระหม่อม เมื่อรักไปแล้ว ทางเดียวที่ชายจะเลิกรักเขาได้ ก็คือตาย ๆ ไปเสีย” คราวนี้ท่านชายเดียวทรงขึ้นเสียงเถียงกลับบ้าง ทั้งที่ไม่ทรงเคยประพฤติถึงขนาดนี้มาก่อน
“เออ อย่างนั้นก็ตายไปเสีย จะได้ไม่ต้องอายใคร แล้วอย่ามาเป็นลูกฉัน อุตส่าห์ไว้ใจ ที่ไหนได้ เลี้ยงเสียข้าวสุก นี่ละหนาที่เขาว่า ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให้มืดมน เห็นอ่านไม่ใช่หรือ ไม่เข้าหัวเลยสักนิด”
“ช่างเถอะ อย่างไรชายกับเขาเราก็รักกันไปแล้ว ถึงใครจะว่าชายวิปริตผิดมนุษย์อย่างไร ชายจะไม่สน อย่างน้อย ๆ ชายก็เรียนจบ มีหน้าที่การงานทำ ไม่ได้สำมะเลเทเมางานการไม่เอาอย่างชายเล็ก ลูกของเสด็จพ่อหรอก!” ทรงดื้ออย่างที่ไม่เคยกล้า นี่ถือเป็นที่สุดที่ท่านชายทรงทำมาแล้ว
และพฤติกรรมนั้นยิ่งเป็นสิ่งไม่พอพระทัยต่อพระบิดานัก
“อย่ามาก้าวร้าวนะชาย เลิกไปมาหาสู่กับเขาเสีย เรื่องดนตรีพ่อจะหาครูคนใหม่มาสอน แล้วเรื่องงานแต่งกับหญิงอ้อ ก็จะเลื่อนวันให้เร็วขึ้นกว่าเดิม”
“ไม่!”
“เอ๊ะ! กล้าหือ อย่ามาอวดดี มีทุกวันนี้ได้เพราะใคร ถ้าไม่รักศักดิ์ศรีของตัวเอง ก็ห่วงหน้าพ่อ พี่น้อง วงศาคณาญาติบ้าง”
“ก็ชายไม่ได้รักกับหญิงอ้อ น้องเองก็ไม่ได้รักชาย คนไม่ได้รักกัน จะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร ผู้ใหญ่คลุมถุงชน ทั้ง ๆ ที่ชายไม่รู้เรื่องด้วยเลย” ตรัสเถียงหลังชนฝาจดพักตร์ขาวผ่องแดงก่ำ ม่านเนตรฝ้าฟางด้วยหยาดน้ำ
“คนไม่ใฝ่ดี คิดได้แค่นี้เองหรือ อุตส่าห์ให้เรียนจบสูง กลับไม่มีปัญญาคิด ไม่รู้อะไรกรวดอะไรเพชร เสียทีที่เกิดเป็นเจ้า ซ้ำยังเป็นชาย มีวาสนาเหนือผู้หญิง แต่ใจมันใฝ่ต่ำ อยากไปเป็นเมียเขา เสียชาติเกิด!”
เสด็จพระองค์ชายเองก็ไม่เคยต้องทรงดุด่าใครถึงเพียงนี้ หากไม่สุดจริง ๆ ทั้งหมดนี้ก็คงเพราะทรงหวังให้พระปิโยรสตระหนักได้ ว่าอะไรที่เหมาะสมที่สุด ก่อนที่จะสายเกินแก้ แต่ดูเหมือนท่านชายเดียวจะไม่ทรงเอาอะไรเลยในตอนนี้
“แล้วนั่นแหวนอะไร โถ อ้อ ลืม ไปแอบหมั้นหมายกันตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ ถอดออก!”
“ไม่ ชายจะไม่ยอมอีกแล้ว” เมื่อสัญญาแล้วว่าจะรักษาให้ดี ท่านชายเดียวจะไม่ทรงผิดวาจานั้นแน่นอน ถึงต้องวางวาย ก็จะยอม
แต่ด้วยทุกอย่างที่พระบิดาทรงมีเหนือกว่านั้น เป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ ด้วยบันดาลโทสะ ฝ่าพระหัตถ์พลันกระแทกเข้าที่นวลพักตร์โดยสุดจะฝืนไหว ทรงแย่งธำมรงค์วงนั้นไปได้ในที่สุด
“แหวนทองเนื้อเก้า ก็ดีอยู่หรอก แต่อย่างลูกชายของพ่อ ต้องเพชรน้ำหนึ่งเท่านั้น จำไว้ ว่าต่อจากนี้ ชายกับเขาจะไม่มีวันได้เจอหน้ากันอีก” จบพระดำรัส แหวนสีทองอร่ามก็ลอยเคว้งออกไปนอกหน้าต่างโดยทันที ก่อนจะตามด้วยแผ่นจดหมายเพลงยาวที่ถูกจุดไฟเผาลงหน้าต่างตามกันไป
“เสด็จพ่อ! ฮึก…ฮือ ชายขอเถอะ” ทรงถลาองค์ไปรับไว้แม้จะไม่ทันก็ตาม แต่ต่อให้กันแสงเจียนจะหมดลมอัสสาสะ ก็ไม่มีวี่แววว่าเสด็จในกรมฯท่านจะทรงพระทัยอ่อนให้ เรื่องใดจริงจัง ก็จะทรงเข้มงวดอย่างที่สุด
“ผู้หญิงมีอยู่ดาษดื่นนับหมื่นแสน อยากได้คนไหน ก็บอกพ่อ จะมีสักกี่หม่อม พ่อก็ไม่ขัด ต่อให้ชายจะเป็นพ่อพวงมาลัยอย่างชายเล็ก พ่อก็ยังไม่ผิดหวังเท่าที่ชายทำแบบนี้ กลับไป แล้วไปคิดทบทวนให้ดี ว่าที่ทำอยู่มันถูกต้องแล้วหรือยัง”
“ฮึก ชายไม่รักเสด็จพ่อแล้ว ชายเกลียดเสด็จพ่อที่สุด!” เสียงตวาดกร้าวสุดท้ายด้วยความกริ้วปนโศกเศร้าอาดูรย์ จากนั้นทรงตะบึงตะบึงตะบอนบิดกลอนประตูออกไปด้านนอก แต่ก่อนจะแง้มลงดี เสียงผู้มีพระคุณก็ลอยล่องเข้ามาในโสตประสาทให้ตระหนักเป็นสำคัญ
“พ่อรักลูกของพ่อเสมอ หวังให้ได้ดีกันทุกคน และหวังว่าชายคงยังจะจำได้ ว่าชายเป็นพระราชนัดดาของใคร เพราะฉะนั้นจะทำอะไร ให้คิดมาก ๆ ”
ผู้ฟังไม่หันกลับไปทอดมอง ทรงปิดประตูดังกระหึ่มอย่างที่ไม่ควร ยิ่งเมื่อทรงเห็นสองนายบ่าวที่แนบหูฟังอยู่ข้างนอก ก็ยิ่งทรงหงุดหงิดในอารมณ์ ทว่าทรงเฉย กระทำเหมือนพวกหล่อนไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้ แล้วดำเนินจากไปทั้งชลเนตร
ฝ่ายเสด็จในกรมฯนั้นลมแทบจับ ทรงพระองค์ยืนไม่ไหว ประทับนั่งจับพระกรรเจียกเคร่งเครียดอยู่ในห้องตามลำพัง ท่านไม่ทรงถือโทษโกรธอะไรในตัวพระปิโยรส เข้าพระทัยดีว่า ในการเจรจาครั้งแรกนี้มักไม่เป็นผล เพราะอะไร ๆ ยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ทรงเชื่อเหลือเกินว่า อีกไม่นาน ท่านชายเดียวจะทรงคิดได้ และทรงสำนึกพระคุณในความเมตตากรุณาของหนึ่งพระบิดาที่มอบให้แก่ผู้เป็นลูกได้
ไม่มีผู้ใดในโลกนี้ประสงค์ให้ลูกของตนเองประสบสิ่งที่เลวร้ายนักหรอก โดยเฉพาะความเลวร้ายทางสังคม ต่างคนต่างความคิด มีคนรัก ย่อมมีคนเกลียด และยิ่งเป็นสิ่งที่ผิดแผกออกไปจากสังคม มีใครไหนบ้างที่จะรับสิ่งที่ท่านชายเดียวทรงเป็นอยู่ได้ หายากยิ่งกว่าหา…
“ลูกเชื่อพ่อเถอะชาย ผู้ชายทั้งโลกก็ให้ความรักกับชายได้ไม่เท่าพ่อคนนี้หรอก”
น่าสงสารท่านชายของกระหม่อมจริง ๆ เพราะนังบ่าวจอมยุ่งคนเดียวแท้ ๆ (แต่ถ้ามันไม่ยุ่ง สักวันพระองค์ชายก็อาจจะรู้เอง) ฝากเอาใจช่วยท่านชายกับคุณด้าวนะขอรับ