การปะทะคารมของสะใภ้รองหูกับบ้านหูฉางหมินไม่ใช่เื่ที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรกไม่มีครั้งไหนที่เธอไม่ได้เป็ต่อ
แต่ไม่นึกเลยว่าคราวนี้จะไม่ใช่แค่ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยมิหนำซ้ำยังเสียหน้าอีกด้วย
หูหลิงหลิงมองหลันเยวี่ยและถิงถิงที่เดินเข้าครัวไปแล้วด้วยความเคียดแค้นก่อนจะเตรียมตัวกลับไปพร้อมกับมารดา
หลันเยวี่ยที่เดินเข้าครัวไปแล้วกลับออกมาอีกครั้งเธอเรียกสะใภ้รองหูไว้ "อาสะใภ้คะหนูว่าสีหน้าของอาไม่ค่อยดีเลยนะ ่สองสามวันมานี้คงมีเคราะห์ร้ายมาเยือนแน่อาต้องดูแลตัวเองให้ดีนะคะ!"
"หูหลันเยวี่ย ยัยหมูตอนตายยาก กล้าแช่งแม่ฉันเรอะ!" หูหลิงหลิงกัดฟันกรอดพร้อมกับจ้องมองแผ่นหลังของหลันเยวี่ยอย่างโกรธแค้น
สะใภ้รองหูก็ยังโกรธไม่หายเธอกำลังจะเรียกสองสามีภรรยาหูฉางหมินออกมาคุยกันให้รู้เื่แต่คิดไปคิดมาก็กระทืบเท้าเดินออกไป
หูหลิงหลิงไม่อยากกล้ำกลืนความขุ่นเคืองนี้"หูหลันเยวี่ย ยัยหมูตอนตายยาก แกแช่งแม่ฉัน แก..."
ขณะที่หูหลิงหลิงกำลังอ้าปากพูดอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีก้อนหินเล็กๆ ลอยเข้ามาในปาก มันกระแทกเข้าที่ฟันหน้าของเธอเต็มๆ
ยังไม่ทันที่หูหลิงหลิงจะได้ตั้งตัวหลันเยวี่ยก็พูดขึ้น "หูหลิงหลิงพวกเรามาพนันกัน ถ้าภายในสองสามวันนี้ อาสะใภ้รองไม่มีเคราะห์ร้ายฉันจะชดใช้ปลาให้เธอสามตัว แต่ถ้าสิ่งที่ฉันพูดเป็จริงเธอต้องคุกเข่าให้ฉันขี่หลัง กล้าพนันไหม?"
"พนันก็พนันสิ ใครกลัวกันล่ะ!" หูหลิงหลิงจ้องตาหลันเยวี่ยอย่างไม่ยอมจำนน
แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้นของหลันเยวี่ยที่แฝงไปด้วยความเ็าหูหลิงหลิงก็เผลอเบนสายตาหนี
หลันเยวี่ยหัวเราะแล้วเดินอีกไม่กี่ก้าวเข้าไปหาหูหลิงหลิง"ปากเปล่าไม่มีหลักฐานพวกเราพนันกันแล้วก็ต้องทำหนังสือสัญญาสิ หูหลิงหลิง ถ้าเธอไม่กล้าก็รีบกลับบ้านกับอาสะใภ้รองเถอะ"
หลันเยวี่ยจงใจใช้กลยุทธ์ยั่วยุหูหลิงหลิงอย่างเห็นได้ชัด
จู่ๆสะใภ้รองหูที่กำลังจะเดินออกจากลานบ้านก็หยุดฝีเท้ายืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเธอก็ไม่เอ่ยปากพูดอะไรออกมา
เพราะเธอเห็นว่าสามีภรรยาหูฉางหมินไม่มีทีท่าว่าจะเข้ามาแทรกแซงเธอก็เลยไม่เข้าไปยุ่ง อย่างไรเสียคนที่ต้องเสียหน้าก็คือบ้านใหญ่
สะใภ้รองหูไม่เชื่อว่าตนจะมีเคราะห์ร้ายภายในสองสามวันนี้
ร่างกายของเธอแข็งแรงดีมากกินอะไรก็อร่อย แถมยังอยู่แต่ในบ้านหรือไม่ก็ไปเดินเล่นในไร่นาจะมีเคราะห์ร้ายอะไรได้
ความคิดของหูหลิงหลิงก็คล้ายๆกับสะใภ้รองหู "หูหลันเยวี่ย ทำสัญญาก็ทำสิใครจะไปกลัว! ฉันแพ้ ฉันจะให้แกขี่หลัง ถ้าแกแพ้ นอกจากจะต้องให้ปลาฉันสามตัวก็ต้องคลานให้ฉันขี่หลังด้วย"
หูหลิงหลิงคิดว่าถ้าได้ขี่หลังยัยหมูตอนตัวนี้คงจะสบายมากน่าดู
เมื่อเห็นหูหลิงหลิงกำลังะโลงมาในหลุมพรางทีละนิดแล้วหลันเยวี่ยก็ยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หลันเยวี่ยฟังหูหลิงหลิงพูดจนจบอย่างใจเย็น"ในเมื่อเป็การพนัน ทั้งสองฝ่ายก็ต้องยุติธรรม ถ้าฉันแพ้นอกจากจะต้องให้เธอขี่หลังแล้ว ยังต้องให้ปลาเธอสามตัวด้วยแล้วถ้าเธอแพ้ก็ต้องให้ฉันขี่หลังเหมือนกัน และชดใช้ปลาให้ฉันสามตัว"
หูหลิงหลิงอยากจะเอาเปรียบหลันเยวี่ยบ้างแต่เมื่อเห็นว่ายัยหมูตอนตัวนี้ไม่ได้โง่เขลาแม้จะไม่เต็มใจให้ข้อตกลงออกมาเหมือนกัน แต่เมื่อพูดกันมาถึงขนาดนี้แล้วแน่นอนว่าหูหลิงหลิงที่อยากเหนือกว่าย่อมไม่ยอมถอย
หลันเยวี่ยให้ถิงถิงไปเอาปากกากับกระดาษจากห้องฝั่งตะวันออกเธอกับหูหลิงหลิงพนันกันโดยทำหนังสือสัญญาไว้เป็หลักฐาน
หลังจากออกมานอกลานบ้านสะใภ้รองหูก็จิ้มนิ้วที่หน้าของหูหลิงหลิงอย่างขุ่นเคือง"นังลูกโง่ หูหลันเยวี่ยจงใจยั่วให้แกโมโห แกดูไม่ออกหรือไง?"
หูหลิงหลิงเบะปากไม่ใส่ใจ"แม่ หนูไม่ได้โง่นะหนูไม่เชื่อหรอกว่ายัยหมูตอนนั่นจะพนันชนะได้"
หลังจากสองแม่ลูกสะใภ้รองหูออกไปหลันเยวี่ยก็กลับเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมต้มน้ำแกงปลาให้จ้าวหงเหมย
"พี่คะ พี่บอกว่าสะใภ้รองจะมีเคราะห์ใน่สองสามวันนี้ พี่พูดไปส่งๆใช่ไหมคะ ถ้าถึงตอนนั้นแล้วแพ้ พี่ต้องให้หูหลิงหลิงขี่หลังจริงๆ เหรอคะ?"ถิงถิงมองหลันเยวี่ยอย่างเป็กังวล
หลันเยวี่ยวุ่นกับงานในมือไปพลางตอบถิงถิงไปพลาง"ไม่ต้องห่วง ฉันกล้าพนันกับหูหลิงหลิงแล้วก็ไม่มีทางแพ้แน่นอนพวกเรารอกินปลากันได้เลย"
"พี่คะ พี่ดูดวงจากโหงวเฮ้งเป็ด้วยเหรอคะ?" ถิงถิงยังไม่ค่อยมั่นใจแต่ก็อยากรู้ว่าหลันเยวี่ยดูออกได้อย่างไรว่าสะใภ้รองจะมีเคราะห์ร้าย
สาเหตุที่หลันเยวี่ยกล้าพูดอย่างหนักแน่นว่าสะใภ้รองจะมีเคราะห์ร้ายภายในสองสามวันนี้ก็เป็เพราะอาศัยผลบุญจากชาติก่อนทั้งนั้น
แต่หลันเยวี่ยไม่สามารถบอกความจริงกับถิงถิงได้ทำได้เพียงพูดเลี่ยงๆ "ฉันพอจะรู้เื่การดูโหงวเฮ้งแล้วก็การแพทย์แผนจีนนิดหน่อยเลยดูออกว่าร่างกายของอาสะใภ้รองไม่ค่อยดี"
ถิงถิงเป็เด็กสาวที่คิดอะไรตรงไปตรงมาจึงถูกหลอกได้ง่ายๆ
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมาหลันเยวี่ยก็ต้มน้ำแกงปลาสำหรับจ้าวหงเหมยเสร็จเรียบร้อย
จ้าวหงเหมยมองน้ำแกงปลาสีขาวนวลที่อยู่ตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ"เยวี่ยเยวี่ย นี่คือน้ำแกงปลาจริงๆ เหรอ ทำไมสีเป็แบบนี้ล่ะ?"
ถิงถิงรีบตอบ"แม่ ไม่ผิดหรอกค่ะ มันคือน้ำแกงปลาจริงๆหนูเห็นพี่สาวต้มกับตาเลย"
หลันเยวี่ยพูดบ้าง"แม่คะ ตอนต้มน้ำแกงปลา ถ้าสัดส่วนของน้ำ น้ำมันและปลาที่ใส่ลงหม้อมีความสมดุลกัน รวมกับไฟแรงได้ที่พอตักขึ้นมาน้ำแกงก็จะเป็สีขาวนวลแบบนี้แหละค่ะ"
"เป็อย่างนี้นี่เอง เยวี่ยเยวี่ยลูกเคยช่วยงานบ้านที่บ้านพ่อแม่อุปถัมภ์บ่อยๆ ใช่หรือเปล่า?" ตอนนี้จ้าวหงเหมยลืมไปเสียสนิทว่า่ที่หลันเยวี่ยกลับมาอยู่บ้านมักจะทำตัวเหมือนคุณหนู ไม่เคยแตะต้องงานอะไรเลย
เธอรู้สึกว่าลูกสาวคนโตทำน้ำแกงเก่งขนาดนี้คงจะเคยช่วยงานบ้านที่บ้านพ่อแม่อุปถัมภ์บ่อยๆ เป็แน่
เมื่อเผชิญหน้ากับสายตาที่มีความห่วงใยของมารดาหลันเยวี่ยก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ "แม่หนูไม่ค่อยได้ทำงานบ้านหรอกค่ะ ก็เพราะไม่ค่อยได้ทำหนูถึงเป็แบบนั้นหลังจากกลับมานี่แหละค่ะ อ้อจริงสิ แม่คะตอนเฉินเชี่ยนเชี่ยนอยู่ที่บ้านเรา เธอขยันช่วยงานเหมือนถิงถิงไหมคะ?"
"เชี่ยนเชี่ยนไม่แข็งแรงเหมือนถิงถิงแถมพ่อกับแม่ก็รู้สึกว่าเธออาจจะไม่ใช่ลูกของเราหลังจากนั้นก็พยายามเลี้ยงดูเธออย่างประคบประหงมถิงถิงที่เป็น้องสาวเลยต้องลำบากไม่น้อยเลย"
ที่จริงแล้วจ้าวหงเหมยก็ไม่ได้พูดความจริงทั้งหมดเหตุผลที่ในอดีตสามีภรรยาคู่นี้ดีกับเชี่ยนเชี่ยนมากกว่าถิงถิงไม่ใช่แค่เพราะรู้สึกว่าเชี่ยนเชี่ยนอาจจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพวกเขา
พวกเขารู้สึกผิดหวังที่ลูกคนถัดมาที่ฝากความหวังไว้ไม่ใช่ลูกชายแต่ยังคงเป็ลูกสาว พวกเขาจึงระบายความผิดหวังนั้นใส่ถิงถิงผู้ไร้เดียงสา
หลันเยวี่ยก็ดูออกว่ามารดาไม่ได้พูดความจริงทั้งหมดแต่เธอก็ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เพียงแค่ลุกขึ้นไปทำปลาน้ำแดงในครัว
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมงอาหารเย็นก็พร้อมยกขึ้นโต๊ะอย่างเป็ทางการ
ปลาน้ำแดงที่ส่งกลิ่นหอมอบอวลถูกหลันเยวี่ยใส่ไว้ในจานที่สวยที่สุดในบ้าน
เนื่องจากปลาน้ำแดงใส่เครื่องปรุงรสหลายอย่างที่ไม่เหมาะกับผู้หญิงอยู่เดือนดังนั้นถึงแม้ว่าจ้าวหงเหมยจะอยากกินแค่ไหน ก็ทำได้แค่มอง
เธอเพิ่งจะดื่มน้ำแกงปลาไปชามใหญ่แถมยังกินโจ๊กข้าวฟ่างที่เหลือไปนิดหน่อย ตอนนี้ท้องก็อิ่มแล้ว
แต่ก็อดใจไม่ไหวกับกลิ่นหอมที่ลอยโชยออกมาจากปลาน้ำแดง
กับข้าวเป็ปลาน้ำแดงแต่อาหารหลักกลับธรรมดา เป็แป้งจี่ที่จ้าวหงเหมยกับถิงถิงทำไว้เมื่อเดือนก่อน
แป้งจี่เป็อาหารหลักของคนชนบทใน่เวลานี้
ทำแป้งจี่ไว้ครั้งหนึ่งสามารถกินได้อีกนาน
แต่แป้งจี่ที่ทิ้งไว้นานๆก็จะแห้งและแข็ง ทำให้กินไม่อร่อย
หลันเยวี่ยก็ยังกินแป้งจี่ไม่ค่อยไหวแต่ก็พยายามปรับตัว
"เยวี่ยเยวี่ย ถ้าลูกกินแป้งจี่ไม่ไหวให้ถิงถิงทำแป้งม้วนไส้ต้นหอมให้ดีไหม?" จ้าวหงเหมยพูด
เธอเห็นสีหน้าทรมานของหลันเยวี่ยตอนกินแป้งจี่ก็รู้สึกสงสาร
หลันเยวี่ยรีบส่ายหน้า"ไม่ต้องหรอกค่ะแม่ ต่อไปแม่กินอะไรหนูก็จะกินแบบนั้นแหละค่ะต่อไปหนูต้องอยู่ที่หมู่บ้านตลอดอยู่แล้ว ก็ต้องปรับตัวกินแป้งจี่ให้ได้ค่ะ"
พูดพลางหลันเยวี่ยก็ม้วนยอดผักเซียงชุน[1]ดองใส่ในแป้งจี่
เชิงอรรถ
[1]ผักเซียงชุน (香椿) ไม้พุ่มคล้ายใบสะเดา รสชาติเข้มข้น มีกลิ่นหอมคล้ายกระเทียมและหัวหอมผสมกันนิยมนำใบอ่อนมาประกอบอาหาร