เสียงเรียกของคธูลู
by H.P. Lovecraft
เเปลจาก The Call of Cthulhu
ตีพิมพ์ครั้งเเรกใน เดือนกุมภาพันธ์ค.ศ.1928 ในฉบับ Weird Tales
(ข้อความต่อไปนี้ถูกค้นพบในกองเอกสารของฟราสซิสเวย์แลนด์ เธิร์สตัน ผู้ล่วงลับในบอสตัน)
ขุมพลังหรือบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นอาจััได้ว่ายังคงอยู่รอด...การดำรงชีพของยุคสมัยอันห่างไกลที่มีระยะยาวยิ่งซึ่ง...บางทีอาจเป็จิตใต้สำนึกที่ประจักษ์ซึ่งก่อให้เกิดในรูปลักษณ์ที่ได้ซ่อนเร้นออกไปก่อนกระแสความเจริญของมนุษยชาติในรูปของบทกวีและตำนานปรำปราที่จดจำได้อย่างเลือนรางเรียกพวกมันว่าพระเ้า มอนสเตอร์ สิ่งมีชีวิตในตำนานทั้งปวง
-เอลเจอนอล แบล็ควู้ด
รูปปั้นเขย่าขวัญ
ผมคิดว่าสิ่งที่เมตตาปราณีที่สุดบนโลกใบนี้ก็คือการที่จิตใจของมนุษย์นั้นไม่สามารถปะติดปะต่อสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดมาเรียงร้อยต่อกันได้พวกเราล้วนอาศัยอยู่บนเกาะแห่งความเขลาที่สงบนิ่งอยู่ท่ามกลางท้องทะเลดำอันมืดมนไร้ซึ่งจุดจบและมันก็ไร้ซึ่งความหมายที่พวกเราจะออกเดินทางไปไกลสุดไกลนั่นเลยวิทยาศาสตร์ซึ่งแต่ละสาขาก็แยกขยายออกไปตามทางของมันจนบัดนี้ก็ได้นำเภทภัยมาสู่เราเพียงเล็กน้อยแต่สักวันการนำความรู้ที่กระจัดกระจายมาปะติดปะต่อก็จะเปิดเผยถึงวิถีทัศน์อันน่าสะพรึงของความเป็จริงและตำแหน่งอันน่าตื่นตระหนกที่เราอยู่นั้นซึ่งทำให้เราไม่วิปลาสไปจากการเปิดเผยข้อมูลนั้นก็ต้องหลบหนีจากแสงมรณะอันเลวร้ายไปสู่ความสงบสุขและปลอดภัยของยุคมืดครั้งใหม่เหล่านักปราชญ์ได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับวัฏจักรของจักรวาลอันยิ่งใหญ่ขณะที่โลกของเราและเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เกิดขึ้นเป็เพียงปรากฏการณ์ชั่วครู่เท่านั้นพวกเขาได้บอกใบ้ถึงการอยู่รอดแปลกๆซึ่งหากมิใช่ถูกบดบังด้วยความคิดเห็นในแง่ดีที่อ่อนโยนแล้วก็ย่อมอยู่ในรูปของความเืเย็นเป็แน่ซึ่งมันไม่ได้มาจากพวกเขา แต่ในแวบแรกที่ผมนึกถึงกาลแห่งกัปกัลป์ต้องห้ามก็ทำให้ผมตัวสั่นระริกทันใดที่นึกถึงมันและแทบจะวิปลาสทุกคราที่ฝันถึงมันแวบหนึ่งนั้นก็เช่นเดียวกับทุกส่วนของความจริงอันน่าสะพรึงซึ่งเปล่งประกายอันเกิดจากการนำสิ่งที่แยกกันอยู่นั้นมาปะติดต่อเข้าด้วยกันในกรณีนี้ก็คือหนังสือพิมพ์เก่าๆ และบันทึกของศาสตราจารย์ผู้ล่วงลับไปแล้วผมหวังว่าคงไม่มีใครคนอื่นประกอบมันได้สำเร็จแน่นอนว่าถ้าผมยังมีชีวิตอยู่ผมจะไม่ปริปากบอกการเชื่อมโยงที่ต่อเนื่องดังกับโซ่ตรวนน่าเกลียดนี้เด็ดขาดผมคิดว่าศาสตราจารย์เองก็คงคิดเพิกเฉยต่อสิ่งที่เขารู้อยู่แก่ใจเช่นเดียวกันและเขาก็คงทำลายบันทึกของตนไปแล้วหากมิใช่ว่าความตายได้พรากชีวาจากตัวเขาไปอย่างฉับพลัน
ผมเพิ่งทราบความรู้เกี่ยวกับเื่นี้ในฤดูหนาวของปี1926-27ด้วยการเสียชีวิตของลุงผมจอร์จ แกมเมล แองเกล,ศาสตราจารย์ปลดเกษียณด้านภาษาเซรามิกของมหาวิทยาลัยบราวน์,โพรวิเดนซ์,โรดไอส์แลน ศาสตราจารย์แองเกลเป็ที่รู้จักและมีชื่อเสียงอย่างกว้างขวางในแวดวงผู้เชี่ยวชาญด้านจารึกโบราณและมักเป็ที่พึ่งพาของผู้อำนวยการพิพิธภัณฑสถานสำคัญอยู่บ่อยครั้งฉะนั้นคงมีใครหลายคนที่ละลึกถึงการเสียชีวิตด้วยวัยเก้าสิบสองปีของเขาคนนี้ได้ในละแวกนั้น, ความสนใจได้ทวีความสงสัยมากขึ้นด้วยสาเหตุจากการเสียชีวิตที่คลุมเครือซึ่งโรคที่ศาสตราจารย์เป็อยู่ในปัจจุบันกำเริบขึ้นระหว่างกลับจากเรือนิวพอร์ตตามที่พยานกล่าว, จู่ๆเขาก็ล้มลงหลังจากที่เดินเบียดกับคนผิวสีที่เหมือนจะอาศัยอยู่ในแถบทะเลซึ่งออกมาจากศาลมืดครึ้มแห่งหนึ่งที่เนินเขาสูงชันซึ่งเป็ทางลัดจากริมน้ำไปยังบ้านของผู้ตายที่ถนนวิลเลียมคณะแพทย์ไม่พบความผิดปกติใดๆแต่ก็สรุปผลหลังจากที่อภิปรายกันอย่างฉุกละหุกว่าชายชราคนนั้นเดินตามเนินชันอย่างเร่งรีบคงทำให้หัวใจเกิดอาการาเ็ซึ่งไม่เป็ที่สังเกตจึงเป็สิ่งที่ทำให้ชีวิตเขาจบลงในตอนนั้นผมไม่มีเหตุผลอันใดที่เข้าท่าพอจะโต้แย้งคำวินิจฉัยนี้แต่ระยะหลังนี้ ผมเริ่มที่จะสงสัย – แล้วก็สงสัยยิ่งไปอีก
ในฐานะทายาทและผู้จัดการของลุงเนื่องจากเขาเสียชีวิตในขณะที่เป็พ่อหม้ายไร้บุตรผมคาดว่าจะไปจัดการกับเอกสารของเขาอย่างถี่ถ้วนด้วยเหตุนั้นจึงได้ย้ายเอาแฟ้มเอกสารและกล่องสัมภาระทั้งหมดไปยังที่พักของผมในบอสตันวัสดุส่วนใหญ่ที่ผมนำมาเรียบเรียงแล้วต่อไปสมาคมโบราณคดีอเมริกันจะทำการพิมพ์เผยแพร่ แต่มันอยู่กล่องนึงที่ผมสงสัยมันอย่างยิ่ง และผมรู้สึกว่าไม่ควรให้สายตาของผู้อื่นได้สาดส่องถึงมันได้มันถูกล็อกเอาไว้ และผมก็หากุญแจที่จะเปิดมันไม่เจอจนกระทั่งนึกขึ้นได้ว่าควรจะไปตรวจดูแหวนประจำตัวที่ศาสตราจารย์พกไว้ติดกระเป๋าเสมอจากนั้นซึ่งแน่นอนว่าผมเปิดมันได้สำเร็จแต่นั่นก็เพียงเพื่อเจอกับกำแพงที่ลั่นดาลไว้อย่างแ่า ยิ่งไปกว่านั้นเ้ารูปปั้นดินเหนียวนูนต่ำแปลกประหลาดกับข้อความพร่ำเพ้อที่ถูกตัดเป็ชิ้นๆสั้นๆไม่ปะติดปะต่อกันนี่มันคืออะไร? หรือว่า่บั้นปลายชีวิตของลุงผมจะไปหลงเชื่อเข้ากับของปลอมที่ดูออกได้ง่ายๆเข้านั้นหรือ? ผมตัดสินใจหาตัวปฏิมากรนอกรีดผู้ทำก่อให้เกิดสิ่งที่รบกวนความสงบในจิตใจของชายชราผู้นี้
รูปปั้นนูนต่ำรูปทรงหยาบๆ หนาน้อยกว่าหนึ่งนิ้วและมีขนาดประมาณห้าคูณหกนิ้วนั้นเห็นได้ชัดเลยว่าเป็ของทำจากต้นกำเนิดสมัยใหม่แต่ลวดลายของมันกลับให้ความรู้สึกห่างไกลจากความทันสมัยยิ่งนักเพราะแม้ว่าศิลปะแบบฟิวเจอริสต์และคิวบิสม์นั้นจะมีอยู่มากมายมันก็ไม่ค่อยมีความลี้ลับแบบที่พบในข้อความยุคก่อนประวัติศาสตร์นัก และแน่ชัดว่าลวดลายมากมายของสิ่งนี้ต้องเป็ข้อความความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งแต่แม้ว่าผมจะคุ้นเคยกับงานเขียนและของสะสมของลุงดีความทรงจำของผมก็มิอาจระบุถึงวงศ์นี้หรือเงื่อนงำเพียงน้อยนิดของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมันได้เลย
ที่อยู่เหนือสิ่งที่เหมือนเป็อักขระภาพนั้นเป็ร่างที่ชัดเจนว่าจงใจให้เป็ภาพแต่ลักษณะแบบอิมเพลสชันนิสก็ทำให้ลักษณะของมันไม่ชัดเจนนักมันดูเหมือนจะเป็สัตว์ประหลาดหรือไม่ก็สัญลักษณ์ตัวแทนของปีศาจซึ่งรูปลักษณ์นั้นมีเพียงความเพ้อไข้เท่านั้นที่จะรำพึงออกมาได้ถ้าผมบอกว่าจินตนาการที่ออกจะเกินจริงไปหน่อยของผมนั้นเป็ภาพหมึกั์ที่มีปีกัและภาพล้อเลียนของมนุษย์ในเวลาเดียวกันแล้วก็นับได้เลยว่าสิ่งนั้นๆหรือตัวตนเ่าั้ผมไม่ได้โป้ปดอะไรเลยแม้แต่น้อยหัวปูดๆที่มีหนวดรยางค์ตั้งอยู่บนร่างอัปลักษณ์ผิวเป็เกร็ดแล้วก็มีปีกง่ายๆแต่ลักษณะโดยรวมของมันเ่าั้เองที่ทำให้มันดูน่าสะพรึงกลัวเป็อย่างมากเื้ัของร่างนั่นแลเหมือนสิ่งที่เป็สถาปัตยกรรมไซโครเปี้ยนอันคลุมเครือดูไม่ชัดเจนอยู่เป็ฉากหลัง
การเขียนข้อความที่มาพร้อมกับสิ่งแปลกประหลาดนี้นอกเหนือจากกองกระดาษที่ตัดมาพับหนึ่งแล้วก็เป็ที่เขียนโดยศาสตราจารย์แองเกลเองเมื่อไม่นานมานี้ซึ่งไม่ได้มีการใช้ภาษาแบบประดิดประดอยเลยสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็หัวข้อเอกสารหลักนั้นจั่วหัวไว้ว่า “ลัทธิคธูลู” เป็ตัวอักษรที่พิมพ์ไว้ไม่ให้อ่านคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนนั้นผิดเพี้ยนไปข้อเขียนถูกแบ่งเป็2ส่วน ส่วนแรกนั้นจั่วหัวไว้ว่า “1925—ความฝันและงานจากความฝันของ เอช. เอ. วิลคอกซ์ 7 ถนนโทมัสพรอวิเดนซ์โรดไอแลนด์” กับส่วนที่2ว่า “คำบอกเล่าของจอน อาร์. เลแกรส 121 ถนนเบียนวิลล์ นิวออร์ลีน ลุงเซียนา ในการสัมมนาสมาคมดาราศาสตร์อเมริกัน1908—ข้อมูลเื่เดียวกันและการให้การของศจ.เว็บบ์” เอกสารที่เหลือทั้งหมดนั้นเป็เนื้อหาสั้นๆบ้างก็เป็รายงานเกี่ยวกับความฝันประหลาดๆของบุคคลต่างๆบ้างก็เป็ข้อความอ้างอิงจากหนังสือไม่ก็วารสารแนวทางปรัชญา (ที่สำคัญคือ แอตแลนติสและเลมูเรียที่สาบสูญของดับเบิลยู. สก็อต เอเลียท) ส่วนที่เหลือนั้นเป็ความเห็นเกี่ยวกับสมาคมลับและลัทธิซ้อนเร้นซึ่งอยู่รอดมาได้ยาวนานจนถึงตอนนี้โดยอ้างอิงและลัทธิเร้นลับซึ่งอยู่รอดมาได้อย่างยาวนานโดยอ้างอิงถึงข้อความในหนังสือแนวมานุษยวิทยาและปกรณัมอย่าง กิ่งทอง 5 ของเฟรเซอร์ และลัทธิแม่มดในยุโรป ตะวันตก6ของนางเมอเรย์ ข้อความที่ตัดมานั้นส่วนใหญ่เกี่ยวกับอาการป่วยทางจิตที่ไม่ค่อยพบเห็นและอาการคุ้มคลั่งหมู่ใน่ฤดูใบไม้ผลิปี1925
ครึ่งแรกของเอกสารหลักนั้นเป็เื่ราวอันแปลกประหลาด ดูเหมือนว่าในวันที่ 1 มีนาคม 1925 ชายหนุ่มผิวคล้ำร่างผอมซึ่งมีลักษณะเหมือนคนเสียสติและตื่นเต้นได้นำรูปดินเหนียวนูนต่ำซึ่งในตอนนั้นยังดูสดใหม่และชื้นอย่างมากมาพบศาสตราจารย์แองเกลชื่อตามบัตรของเขาก็คือเฮนรี แอนโธนี วิลคอกซ์ และลุงของผมจำได้ว่าเขาคือบุตรคนสุดท้องของตระกูลสำคัญที่เขาพอรู้จักอยู่บ้างซึ่งหลังจากนั้นได้ไปศึกษาด้านประติมากรรมที่โรงเรียนดีไซน์โรดไอแลนด์และอาศัยอยู่คนเดียวในอาคารเฟลอร์เดอลีใกล้กับสถาบันแห่งนั้น วิลคอกซ์เป็เด็กหนุ่มผู้โตเกินตัวซึ่งรู้จักกันดีถึงความเป็อัจฉริยะที่แปลกพิลึกอย่างมากของเขาและั้แ่เด็กมาก็มีความสนใจอย่างกระตือรือร้นต่อเื่ราวประหลาดและความฝันสุดพิลึกซึ่งเขาก็ชอบเล่าให้ผู้อื่นฟังเขาบอกว่าตนนั้น “ฉับพลันทางจิตเป็พิเศษ” แต่สามัญชนแห่งนครวาณิชย์อันเก่าแก่นั้นเมินเขาว่าก็แค่ “เพี้ยน” เขาค่อยๆเลือนหายไปจากความรู้จักในสังคมเพราะไม่ค่อยได้สุงสิงกับพวกเดียวกันแต่บัดนี้ก็เป็ที่รู้จักในบรรดาสุนทรียชนกลุ่มเล็กๆจากเมืองอื่นเท่านั้นแม้แต่ขมรมศิลป์โพรวิเดนซ์ที่พยายามรักษาจารีตของตนไว้ก็เห็นเป็เสียงเดียวกันว่าเขานั้นเกินเยียวเสียแล้ว
บันทึกของศาสตราจารย์เล่าว่า ครั้งคราที่เขามาเยือนนั้นนายปฏิมากรได้ขอความช่วยเหลือจากความรู้ด้านโบราณคดีของเขาให้ช่วยระบุอักขระภาพบนรูปนูนต่ำนั้นเขาพูดด้วยกริยาเหมือนกำลังฝันและอวดโอ่ซึ่งบ่งบอกถึงการวางท่าและความเข้าใจที่ผิดแปลกไปและลุงของผมก็ตอบกลับไปด้วยความแข็งกระด้างอยู่บ้าง เพราะความสดใหม่ของแผ่นดินเหนียวนี้ บ่งบอกถึงอะไรมากมายยกเว้นแต่ความเก่าแก่คำตอบของพ่อหนุ่มวิลคอกซ์ซึ่งทำให้ลุงผมประทับใจจนต้องระลึกและบันทึกมันไว้แบบคําต่อคํานั้นมีลักษณะแบบบทกวีซึ่งคงเป็ลักษณะของคําสนทนาทั้งหมดของเขาซึ่งผมเองก็เห็นว่ามันบ่งบอกถึงตัวเขาได้อย่างมาก เขาบอกว่า “มันใหม่แน่นอน เพราะเราพึ่งทำมันเสร็จเมื่อคืนนี้เอง ในฝันแห่งนคราอันประหลาดและความฝันนั้นเก่าแก่เสียยิ่งกว่านครไทร์อันเศร้าหมองหรือสฟิงซ์ที่ ครุ่นคิด หรือสวนลอยแห่งบาบิโลน”ตอนนั้นเองที่เขาเริ่มเล่าเื่ราวอันสับสนซึ่งส่งผลมาจากความทรงจำในยามหลับใหลและทำให้ลุงผมสนใจได้ในคืนก่อนหน้านั้นมีแผ่นดินไหวอ่อนๆซึ่งรู้สึกกันได้มากที่สุดใน่หลายปีของนิวอิงแลนด์จินตนาการของวิลคอกซ์ก็ได้รับผลกระทบที่ชัดเจนยิ่ง ในตอนที่เข้านอนนั้นเขาก็ฝันอย่างที่ไม่เคยฝันมาก่อนถึงมหานครแบบไซโคลเปียนอันใหญ่โตที่ประกอบจากหินก้อนมหึมาและเสาหินสูงเสียดฟ้ามีเมือกสีเขียวหยดทั่วทุกสารทิศ และดูชั่วร้ายด้วยความเร้นลับที่น่ากลัวกําแพงและเสาปกคลุมไปด้วยอักขระภาพและ จากที่ใดที่หนึ่ง ณ เบื้องล่างนั้นก็มีเสียงพูดซึ่งมิใช่เสียงแต่เป็ความรู้สึกปั่นป่วนที่มีแต่ความวิปลาสเท่านั้นจะแปลงเป็เสียงได้แต่เขาพยายามแปลงมันออกมาเป็ตัวอักษรที่ปนเปกันจนแทบจะอ่านหรือออกเสียงเป็คำไม่ได้ “คธูลู ฟห์ทากน์”
เสียงที่ฟังแล้วแสดงถึงกิริยาที่ดูไม่สุภาพหรือที่เรียกว่าม้าดีดกะโหลกนี้เองที่เป็กุญแจไขสู่ความทรงจำซึ่งทำให้ศาสตราจารย์แองเกลทั้งตื่นเต้นและตระหนักคิดในเวลาเดียวกันเขาถามนายปฏิมากรอย่างละเอียดตามหลักวิทยาศาสตร์และศึกษารูปนูนต่ำนั้นอย่างจดจ่อและคลั่งไคล้ซึ่งเหมือนที่พ่อหนุ่มนั้นเคยเป็หนาวสั่นด้วยมีเพียงชุดนอนคลุมกาย ขณะที่ยามตื่นนั้นถูกชิงไปจากเขาอย่างสับสนวิลคอกซ์กล่าวในภายหลังว่าลุงผมโทษความชราของตนเองที่จดจำอักขระและภาพนั้นได้ล่าช้าผู้มาเยือนรู้สึกว่าคำถามหลายข้อของเขานั้นออกจะผิดที่ผิดทางโดยเฉพาะส่วนที่พยายามโยงเขาเข้ากับลัทธิหรือสมาคมประหลาด และวิลคอกซ์ก็ไม่เข้าใจถึงคําสัญญาซ้ำๆที่จะปิดปากเงียบแลกกับการเข้าเป็สมาชิกของศาสนาเถื่อนหรือลัทธิลึกลับอันกว้างขวางนั้นเมื่อศาสตราจารย์แองเกลเชื่อว่านายปฏิมากรไม่รู้เื่ใดๆเกี่ยวกับลัทธิ ภาคีหรือตำนานลึกลับใดๆทั้งสิ้น เขาก็หว่านล้อมผู้มาเยือนโดยขอให้รายงานถึงความฝันต่อมา ซึ่งสิ่งนี้ให้ดอกผลอย่างต่อเนื่องทีเดียวเพราะหลังการสัมภาษณ์ครั้งแรกแล้ว ข้อเขียนนั้นก็บันทึกที่ชายหนุ่มมาติดต่อทุกวันซึ่งเขาจะเล่าเศษเสี้ยวของภาพอันน่าใในยามราตรีที่ทุกครั้งจะมีทัศนียภาพของกองหินไซโคลเปียนอันมืดมนและแฉะชื้นอย่างเลวร้ายกับเสียงพูดจากใต้ดินหรือเสียงะโอันราบเรียบเป็ถ้อยคําอันลึกลับซึ่งไม่อาจบันทึกเป็ความได้เสียงสองเสียงที่ดังซ้ำบ่อยที่สุดนั้นแปลงเป็ตัวอักษรว่า “คธูลู” และ “รลูเยห์”
เมื่อวันที่23 มีนาคมบันทึกยังคงดำเนินต่อไป วิลค็อกซ์ไม่มาและการสอบถามไปในย่านที่เขาอาศัยอยู่ก็ทำให้ทราบว่าเขาล้มป่วยด้วยไข้หวัดที่ไม่ค่อยพบเห็นและได้พาไปสู่บ้านของครอบครัวของเขาที่ถนนวอเตอร์แมนแล้วเขาร่ำไห้ออกมาในเวลากลางคืน, ซึ่งก็พลอยปลุกให้ศิลปินหลายคนในอาคารตื่นไปด้วยและจากนั้นก็มีอาการที่สลับไปมาระหว่างหมดสติและเพ้อไข้ในเวลาเดียวกันลุงของผมรีบโทรไปยังครอบครัวและจากนั้นไม่นานก็มาจับตาดูกรณีนี้อย่างใกล้ชิดติดต่อไปยังสำนักงานถนนเทเยอร์ของศาสตราจารย์โทบีที่เขาทราบว่าเป็ผู้ดูแลอยู่บ่อยครั้งเห็นได้ชัดว่าจิตใจของผู้ป่วยนั้นจมปลักอยู่กับบางสิ่งอันแปลกประหลาดซึ่งนายแพทย์ท่านนั้นได้เกิดอาการสั่นกลัวเป็พักๆในตอนที่พูดถึงมันมันไม่ได้มีแค่สิ่งที่ซ้ำกับความฝันก่อนหน้าของเขาเท่านั้น แต่มีสิ่งขนาดมหึมาซึ่ง “สูงเป็ ไมล์” ที่เดินหรือเคลื่อนไปมาเขาไม่มีเวลามาอธิบายเกี่ยวกับเื่นี้อย่างเต็มที่แต่เป็บางครั้งที่เขาจะกล่าวถ้อยคำอันเพ้อคลั่งเป็ระยะซึ่งกล่าวซ้ำโดยหมอโทบีนั้นทำให้ศาสตราจารย์เชื่อว่ามันต้องเป็สิ่งประหลาดไร้นามที่เขาพยายามจะพรรณนาออกมาจากความฝันซึ่งงานประติมากรรมแห่งความฝันของเขาได้อ้างอิงถึงเื่นี้แน่นอนนายแพทย์เสริมให้ว่าการกล่าวถึงสิ่งนั้นจะทำให้ชายหนุ่มมีอาการทรุดตัวจนเป็ซึมเซาน่าแปลกใจที่อุณหภูมิร่างกายเขาไม่ได้สูงไปกว่าปกติ แต่อาการนอกเหนือจากนั้นบ่งบอกได้ว่าเป็อาการไข้จริงๆมากกว่าความผิดปกติทางจิตใจ
วันที่ 2 เมษายน ในเวลาประมาณบ่าย 3 โมงร่องรอยของความวิตกกังวลของวิลค็อกซ์ก็สิ้นสุดลง เขานั่งตรงบนเตียงและประหลาดใจที่พบว่าตนเองอยู่ที่บ้านและไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งความฝันและความเป็จริงั้แ่คืนวันที่22มีนาคม เมื่อแพทย์บอกว่าเขาสบายดีแล้วเขาก็กลับที่พักของตนในสามวันแต่ศาสตราจารย์เองก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพราะเขาไม่ได้มีประโยชน์อันใดต่อศาสตราจารย์อีกต่อไปแล้วเมื่อร่องรอยของความฝันประหลาดทั้งหมดนั้นหายไปพร้อมกับการฟื้นตัวของเขาและลุงของผมยังคงไม่ได้บันทึกความคำนึงในยามราตรีของเขาอีกหลังจากที่หนึ่งสัปดาห์ของภาพอันไร้มวลสารและไม่มีการเชื่อมโยงกันผ่านไป
ส่วนแรกของบันทึกได้จบลงตรงนี้แต่ข้อความที่กระจัดกระจายอยู่นั้นเป็คุณค่าทางความคิดให้ผมได้มากยิ่งกว่าที่จริงๆแล้วมันมากเสียจนมีแต่ความแคลงใจอันฝังแน่นซึ่งเป็คติที่ยังคงทำให้ผมไม่เชื่อใจนายศิลปินผู้นี้อยู่ข้อความเ่าั้เป็คำบรรยายความฝันของบุคคลหลายๆคนใน่เวลาเดียวกับการเยี่ยมเยือนอันแปลกประหลาดของเ้าหนุ่มวิลคอกซ์ดูเหมือนว่าลุงของผมจะทำการสร้างแหล่งข้อมูลอันกว้างขวางและรวดเร็วในบรรดาสหายทุกคนที่เขาสามารถถามคําถามได้อย่างไม่อ้อมค้อมขอให้รายงานถึงความฝันทุกคืน แล้วก็วันที่เคยเห็นภาพสำคัญในอดีตด้วยดูเหมือนว่าคำขอของเขานั้นจะได้รับการตอบสนองที่แตกต่างกันไปแต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้รับการตอบรับมากกว่าคนธรรมดาที่สามารถจัดการได้โดยปราศจากเลขานุการช่วยเหลือจดหมายตอบกลับดั้งเดิมนั้นไม่ได้เก็บไว้ แต่บันทึกของเขาก็ประกอบกันเป็บทสรุปของข้อมูลอันถี่ถ้วนและสำคัญอย่างยิ่งคนทั่วไปในสังคมและธุรกิจนั้น – เหล่า“คนดีๆ”ตามขนบนิวอิงแลนด์แบบดั้งเดิม – ตอบกลับมาในทางปฏิเสธเกือบทั้งหมดแต่กรณีอันกระจัดกระจายอยู่ตรงนี้ของความรู้สึกไม่สบายใจแต่ก็ไม่มีอะไรที่เป็ชิ้นเป็อันทั้งหมดอยู่ใน่ 23 มีนาคม ถึง 2 เมษายน – ่ที่วิลคอกซ์เป็ไข้เพ้อพวกนักวิทยาศาสตร์ได้รับผลกระทบเล็กน้อยแม้จะมีอยู่สี่รายซึ่งคำบรรยายคร่าวๆนั้นบ่งบอกถึงทิวทัศน์ประหลาดอันเร้นลับและมีรายหนึ่งที่กล่าวถึงความหวาดกลัวต่อบางสิ่งอย่างผิดปกติ
คําตอบที่ตรงประเด็นอย่างชัดเจนนั้นมาจากบรรดาศิลปินและกวีและผมรู้ว่าถ้าพวกเขาได้เปรียบเทียบเื่ราวของกันและกันแล้วจะต้องเกิดความแตกตื่นโกลาหลแน่นอนเหมือนเดิมที่ไม่มีจดหมายฉบับดั้งเดิม ผมจึงสงสัยอยู่ว่าผู้ประมวลมันนั้นได้ถามคำถามในเชิงชี้นำหรือไม่ก็ตกแต่งคำตอบที่ให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ที่เขาหวังอยู่ ลึกๆนั่นเป็เหตุผลที่ทำให้ผมยังคงสงสัยอยู่ว่านายวิลค็อกซืยังคงทราบเื่ข้อมูลเก่าๆที่ลุงผมมีอยู่แล้วก็มาหลอกนักวิทยาศาสตร์เฒ่าคำตอบจากสุนทรียชนเหล่านี้บอกเล่าเื่ราวอันไม่น่าสบายใจั้แ่วันที่ 28กุมภาพันธ์ ถึง 2 เมษายนนั้นพวกเขา หลายคนได้ฝันถึงสิ่งอันพิสดารอย่างมากความชัดเจนของความฝันเ่าั้ทวีรุนแรงขึ้นจนไม่อาจคาดได้ใน่ที่นายปฏิมากรมีอาการเพ้อไข้มากกว่าหนึ่งในสี่นั้นได้รายงานอะไรบางอย่างกลับมานั้นรายงานถึงทิวทัศน์และเสียงเบาๆซึ่งมิได้แตกต่างจากที่วิลคอกซ์บรรยายและผู้ที่ฝันบางคนก็สารภาพถึงความกลัวอย่างร้ายแรงต่อสิ่งไร้นามอันมหึมาที่มองเห็นในตอนจบ มีกรณีอันน่าเศร้ารายหนึ่งซึ่งบันทึกได้เน้นให้เห็นความสําคัญวิศวกรผู้มีชื่อเสียงซึ่งมีแนวโน้มเอียงไปทางเทววิทยาและไสยศาสตร์ซึ่งได้เกิดอาการเสียสติอย่างรุนแรงในวันที่ วิลคอกซ์จับไข้และได้เสียชีวิตในเวลาหลายเดือนต่อมาหลังจากที่เอาแต่ะโให้ช่วยจากบางสิ่งที่ผุดโผล่ออกมาจากขุมนรกถ้าลุงของผมระบุถึงบุคคลเหล่านี้ด้วยชื่อแทนที่จะเป็หมายเลขแล้วผมก็คงจะพยายามติดต่อและทำการสืบสวนโดยส่วนตัวด้วยแต่เท่าที่อยู่นี้ผมจึงประสพความสําเร็จในการหาตัวเพียงไม่กี่รายเท่านั้นแต่ทั้งหมดนั้นก็คงยืนยันเนื้อหาของบันทึกได้เต็มที่ผมสงสัยอยู่บ่อยๆว่าผู้ที่ศาสตราจารย์ถามคําถามทั้งหมดนั้นจะรู้สึกพิศวงเช่นเดียวกับกลุ่มนี้หรือไม่เป็การดีแล้วที่พวกเขาไม่ได้รับคําอธิบายใดๆ
ในส่วนของสื่อต่างๆที่ถูกตัดออกมานั้นเป็ตามที่ผมคาดไว้เป็เื่ของความตื่นตระหนกคลุ้มคลั่ง และพฤติกรรมประหลาดที่เกิดขึ้นใน่เวลาดังกล่าวศาสตราจารย์แองเกลคงใช้คนตัดข่าวเป็แผนกเลยทีเดียว เพราะสิ่งที่ถูกตัดออกนั้นมากมายและแหล่งที่มาก็กระจายไปทั่วโลกส่วนตรงนี้เป็เื่การฆ่าตัวตายกลางดึกในลอนดอน ซึ่งผู้เสียชีวิตที่นอนอยู่เพียงลำพังะโลงมาทางหน้าต่างหลังจากที่ส่งเสียงร้องน่าใคล้ายๆกันตรงนี้เป็จดหมายถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ในอเมริกาใต้ซึ่งคนคลั่งรายนี้สรุปนิมิตที่เขาได้เห็นถึงอนาคตอันเลวร้ายหนังสือเวียนจากแคลิฟอเนียบรรยายถึงนิคมชาวเทวนิยมที่สวมเสื้อคลุมสีขาวทั้งกลุ่มเพื่อ “การลุล่วงอันยิ่งใหญ่” ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนขณะที่บทความจากอินเดียกล่าวด้วยความระมัดระวังถึงพวกชนพื้นเมืองที่คร่ำเคร่งมีท่าทีลุกลนใน่ปลายเดือนมีนาคมพิธีกรรมนอกรีตของพวกวูดูเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวในไฮติและค่ายด่านหน้าของแอฟริการายงานถึงเสียงกระซิบกระซาบอันเป็ลางร้ายเ้าหน้าที่อเมริกันในฟิลิปปินส์พบว่าบางเผ่านั้นมีปัญหามากขึ้นใน่นี้และเ้าหน้าที่ตํารวจในนิวยอร์กก็ถูกชาวเลแวนไทน์ ที่มีอาการทางจิตรุมทําร้ายในคืนวันที่22–23 มีนาคมทางภาคตะวันตกของไอร์แลนด์เต็มไปด้วยคำร่ำลือถึงตำนานอันลุกโชน และจิตกรแนวเหนือจริงนามอาร์ดอยซ์ บูนนูต์ ได้แขวนภาพ ทิวทัศแห่งความฝันอันหยาบคายในนิทรรศการศิลปะฤดูใบไม้ผลิแห่งปารีส ปี 1926และก็มีซึ่งปัญหาที่ถูกบันทึกไว้มากมายในโรงพยาบาลโรคจิตมีเพียงแค่ปาฏิหาริย์เท่านั้นที่สามารถหยุดไม่ให้เหล่าสมาคมแห่งเวชศาสตร์สังเกตเห็นความสอดคล้องที่แปลกประหลาดนี้และสรุปผลอย่างลึกลับนี้จะว่าไปแล้วพวกมันก็คือบทความที่ถูกตัดมารวมๆกันอย่างประหลาดตัวผมเองนั้นแทบจะมองไม่เห็นหนทางในการใช้เหตุผลอย่างมีจริยธรรมอย่างที่ผมตั้งไว้แต่ตอนนั้นผมยังเชื่อว่าเ้าหนุ่มวิลค็อกซ์ยังคงรู้เื่ราวเก่าๆที่ศาสตราจารย์เคยกล่าวถึงนี้อยู่แล้ว