ตอนที่ 173 การแข่งขันโอลิมปิกเวทมนตร์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
สภาวะเดจาวูนั้นทำให้เมอร์ลินรู้สึกประหลาดใจ
ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าครั้งหนึ่งเขาเคยสลักอักขระลงไปมากมายแค่ไหน พลังอักขระที่เพิ่มพูนขึ้นมานั้นคุ้นเคยมากเพียงใด ทั้งหมดนี้ช่างเป็นความรู้สึกที่ประหลาดมาก
“นี่มันเป็นสภาวะแบบใดกัน?”
ความคุ้นเคยนี้ทำให้เมอร์ลินประหลาดใจมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้เขากลับสังเกตเห็นถึงอย่างหนึ่งอย่างชัดเจน
นั่นก็คือ …
สีของพลังอักขระ
“สีของมันได้เปลี่ยนไป”
“สีนี้ …”
ดวงตาของเมอร์ลินเป็นประกายขึ้นมาเมื่อเห็นพลังอักขระในมือ สีของมันไม่ได้เป็นสีฟ้าเหมือนตอนแรกอีกต่อไป แต่มันได้เปลี่ยนไปเป็นอีกเฉดสีหนึ่ง ซึ่งเขาพอจะคาดเดาได้ว่ามันจะกลายเป็นเฉดสีใด
ใช่แล้ว มันกำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียว
แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นอย่างชัดเจน แต่คนฉลาดเช่นเขาย่อมสามารถคาดเดาได้
“ไม่ว่าการบ่มเพาะใดย่อมมีขั้นพลังของมัน เป็นไปได้หรือไม่ว่าหากพลังอักขระของฉันเปลี่ยนไปเป็นอีกสีหนึ่งอย่างสมบูรณ์ มันก็จะถูกยกระดับเข้าสู่ขั้นใหม่”
“ถ้าเป็นแบบนี้มันจะเป็นไปได้ไหมว่าขั้นพลังอักขระจะถูกเรียกตามสี”
“ครั้งก่อนฉันจารึกอักขระลงไปสิบตัวจากพลังอักขระที่ไร้สีก็ปรากฏเป็นสีฟ้าขึ้นมา ซึ่งมันอาจเป็นพลังอักขระขั้นสีฟ้า หากนับการจารึกอักขระสิบตัวเป็นมูลฐาน ขั้นต่อไปอาจจะเป็นจำนวนหนึ่งเท่าตัว แต่ฉันจารึกอักขระเลยยี่สิบตัวมาแล้ว อย่างนั้นมันจึงไม่ใช่ สองเท่าตัว สามเท่าตัวหรือสี่เท่าตัวก็ยังไม่ใช่”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่า ฉันจะต้องจารึกอักขระเป็นสิบเท่าตัว”
เมอร์ลินเริ่มทำการคาดการณ์การบ่มเพาะจารึกอักขระของเขา ตอนนี้เขาจารึกอักขระสะสมไปได้สี่สิบสี่ตัวแล้ว หากต้องจารึกสิบเท่าตัวนั่นหมายความว่าเขาจะต้องจารึกอักขระไปถึงหนึ่งร้อยตัว
ซึ่งถ้าหากเขาสามารถจารึกอักขระด้วยความเร็วแบบนี้ต่อไป คาดได้ว่าอีกไม่นานอาจจะหนึ่งถึงสองเดือน เขาคงจะสามารถบรรลุการยกระดับพลังอักขระในขั้นใหม่
“ตอนนี้พลังอักขระของฉันมีรัศมีสี่สิบสี่เมตรแล้ว มันเป็นไปได้มากว่าการจารึกอักขระแต่ละตัวจะเพิ่มรัศมีได้ตัวละหนึ่งเมตร จะว่าไปแล้วภายในพื้นที่รัสมีสี่สิบสี่เมตรรอบตัวของฉันในตอนนี้ ฉันสามารถรับรู้สัมผัสไม่ต่างไปจากจิตสัมผัสของพลังจิตเลยอีกทั้งมันยังชัดเจนมากกว่า ไม่เท่านั้นภายในรัศมีสี่สิบสี่เมตรนี้ฉันสามารถควบคุมพลังอักขระโจมตีหรือป้องกันได้ด้วย”
ดวงตาของเมอร์ลินเป็นประกายขึ้นมา
“ไม่แน่ว่าบางทีฉันในตอนนี้จะสามารถเทียบเทียมได้กับนักเวทสองวงเวทหรือพอที่จะรับมือกับนักเวทสามวงเวทได้” เมอร์ลินอดที่จะประเมินกำลังคร่าวๆ ของตัวเองไม่ได้
แต่เขารู้สึกได้จริงๆ ว่าพลังอักขระของเขานั้นแข็งแกร่งนำหน้านักเวทสองวงเวทอย่างมาร์เทลไปแล้ว
“หรือบางทีฉันจะขอให้มาร์เทลมาเป็นคู่มือดี”
ทว่าเขากลับส่ายศีรษะไปมา
“ไม่ได้ๆ พลังอักขระของฉันจะต้องเก็บไว้เป็นความลับ แม้แต่มาร์เทลก็ไม่ควรรู้เรื่องนี้ ... แต่ถ้าหากพวกเขารับรู้พวกมันขึ้นมาล่ะ?”
มันปฏิเสธไม่ได้ว่าเขายังรู้สึกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะพลังอักขระนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสตร์วิญญาณซึ่งเป็นศาสตร์ต้องห้าม
“แต่ยังไงพลังอักขระก็ไม่มีร่องรอยของพลังวิญญาณอยู่แล้ว ทำไมฉันไม่บอกไปล่ะว่ามันคือพลังจิตของฉัน”
เมื่อคิดได้ดังนี้ใบหน้าของเมอร์ลินก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที
เขานั้นมีพลังจิตอยู่จริงๆ และรูปแบบของพลังจิตก็ยังคล้ายคลึงกับพลังอักขระอีกด้วย ทั้งนี้พลังจิตไม่ใช่พลังลี้ลับที่ต้องห้ามแต่อย่างใด
มหาทวีปแห่งนี้ยังมีกลุ่มคนที่ใช้พลังจิต โดยเฉพาะนักเวทที่เป็นข้าราชการรัฐของแต่ละประเทศ ซึ่งผู้ใช้พลังจิตกลุ่มนี้มักจะใช้เพื่อค้นหาความจริงในกรณีจับโกหกกับนักโทษ
ซึ่งความสามารถการจับโกหกนี้มีเทคนิคพลังจิตหลายอย่าง และมันแทบจะเป็นทักษะระดับต้นสำหรับการใช้พลังจิตสะกดจิตผู้คนเลยด้วยซ้ำ แม้แต่เมอร์ลินในตอนนี้ก็สามารถทำได้เช่นกัน
“เอาล่ะ ถ้าฉันบอกมาร์เทลออกไป เขาคงจะไม่สงสัยล่ะมั้ง” เมอร์ลินใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากเบาๆ
“อืม ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน ถ้าฉันสามารถบอกมาร์เทลได้ เขาก็จะได้กลายเป็นคู่ซ้อมของฉัน ยังไงการอยู่ในโลกนี้ฉันก็ต้องมีฝีมือการต่อสู้ติดตัวเอาไว้บ้าง”
ว่าแล้วเมอร์ลินก็ไม่ลังเลที่จะขึ้นไปบอกมาร์เทลเกี่ยวกับเรื่องนี้ทันที
เมอร์ลินเปิดประตูออกมาจากห้องลับ แต่แล้วเขาก็พบกับคนที่คาดไม่ถึง
“เคลบี้ นายมาอยู่ที่นี่ได้ไง?”
“แหะๆ โทษทีที่ฉันมาบ้านนายโดยไม่ได้บอก แต่นายเล่นหายไปหลายวันพวกเราเลยไม่ได้เจอกันเลย ฉันเลยแวะมาหานายนี่ไง”
เมอร์ลินพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งโซฟารับแขก
“ดูจากท่าทางของนาย เหมือนนายน่าจะมีเรื่องอะไรที่มากกว่านี้นะ” เมอร์ลินกล่าวด้วยท่าทางที่สบายๆ
เขาแอบใช้พลังจิตตรวจสอบเคลบี้ แน่นอนว่าเขาสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ผันผวนแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้น แม้พลังจิตของเขายังไม่ได้อยู่ในระดับขั้นที่สามารถอ่านใจผู้คนได้ แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าเคลบี้กำลังคิดอะไรอยู่
“เจ้าเด็กนี่นายจะฉลาดมากเกินไปแล้วนะ ใช่แล้วที่ฉันมาหานายก็เพราะอาทิตย์หน้ามหาลัยของพวกเราจะจัดการแข่งขันชิงแชมป์นักเวทยังไงล่ะ”
“อะไรคือการแข่งขันชิงแชมป์นักเวท แล้วท่าทางของนายทำไมถึงตื่นเต้นขนาดนั้น” เมอร์ลินถาม
แต่เรื่องนี้เคลบี้ไม่ได้ตอบ แต่กลับเป็นมาร์เทลที่เป็นคนตอบคำถามนี้ด้วยท่าทางที่ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“คุณเมอร์ลิน นี่เป็นการแข่งขันการต่อสู้เวทมนตร์เพื่อคนหาคนที่จะไปเป็นตัวแทนระดับมหาลัยครับ ในทุกปีแต่ละมหาลัยจะคัดเลือกตัวแทนเพื่อไปแข่งขันในระดับประเทศ และผู้ที่ชนะในระดับประเทศจะเป็นตัวแทนในการแข่งขันโอลิมปิกเวทมนตร์” มาร์เทลกล่าวอธิบาย
เมอร์ลินรู้ว่าโอลิมปิกเวทมนตร์คืออะไร มันคือการแข่งขันเวทมนตร์ที่ร้อยประเทศจะจัดขึ้นทุกๆ สี่ปี จุดประสงค์เพื่อกระชับมิตรความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ยังมีผลประโยชน์ต่อประเทศที่จัดการแข่งขันอีกด้วย
อย่างไรก็ตามการแข่งขันโอลิมปิกเวทมนตร์นั้นเกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้ว และทุกๆ ประเทศนั้นเคยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกันหมด เพราะกฎการเวียนเรียงลำดับที่มีอย่างยุติธรรม
มันจึงไม่แปลกที่ทั้งเคลบี้และมาร์เทลจะตื่นเต้นแบบนี้