หลังจาการส่งสัญญาณเตือนครั้งที่สอง นักศึกษาใหม่ทั้งกลุ่มที่กำลังคุยกันอย่างถึงพริกถึงขิงก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกก่อนจะก้มหน้าก้มตา และเงียบเสียงลงเป็ปลิดทิ้ง..
“ต่อไปผมจะพูดถึงแนวทางและปรัชญาของมหาวิยาลัยออแกเนียน โดยเริ่มจากคำขวัญประจำมหาวิทยาลัย นั่นก็คือ ‘ทุกสิ่งอย่างล้วนสำคัญ จงหาประโยชน์จากมันและประยุกต์ใช้’ แปลความง่าย ๆ ให้เข้ากับเหล่าออแกเนียนอย่างพวกเราจะได้ว่า อวัยวะทุกส่วนล้วนมีความสำคัญแตกต่างกัน ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็จะไม่ใช่ร่างกายที่สมบูรณ์” ชายมาดผู้ดีอธิบายถึงคติพจน์ของมหาวิทยาลัย
“และจุดประสงค์ในการตั้งมหาวิทยาลัยออแกเนียนขึ้นมา ก็เพื่อ้าให้ออแกเนียนทุกคนที่ได้เข้ามาศึกษาที่นี่ กลับออกไปใช้ชีวิตกับมนุษย์ทั่วไปได้อย่างปกติ รู้จักการเอาตัวรอดในสังคม และใช้ความสามารถของอวัยวะพิเศษที่มีอยู่ในการพัฒนาโลกใบนี้ ภายใต้กฎที่ว่าห้ามให้มนุษย์รู้ว่าเราคือออแกเนียน เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกและหวาดกลัวในตัวตนของเรา” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม กล่าวต่อด้วยสายตาที่ยังคงจับจ้องไปยังกลุ่มของเกษมเป็ระยะๆ
แต่ทางฝั่งของโสต หลังจากที่ก้มหน้าก้มตาเงียบกริบอยู่สักพัก ชายร่างท้วมก็คันปากจนทนไม่ไหวที่จะเล่าเื่ราวที่เขารู้ให้กับเพื่อน ๆ ได้ฟังอีกครั้งตามอุปนิสัยติดตัว
เขายื่นหน้าก้มต่ำลงมาตรงกลางระหว่างตัวของเกษม เพื่อเวลาที่เขาอธิบายด้วยเสียงแ่ ๆ มีสท์จะยังคงได้ยินไปด้วย “เราเคยได้ยินมาว่า คนที่ประสบความสำเร็จในทุกแขนงอาชีพบนโลกใบนี้ ส่วนใหญ่ก็จบมาจากที่นี่ ไม่ว่าจะเป็พวกนักธุรกิจ หมอ นักวิทยาศาสตร์ ศิลปิน นักแสดง นักกีฬา หรือในวงการอื่น ๆ อีก ไอ้นักฟุตบอลที่คนชอบหาว่าเขามาจากต่างดาวน่ะ ที่จริงเขาไม่ได้มาจากต่างดาวหรอก เขาก็เป็ออแกเนียนเหมือน ๆ กับพวกเรานี่แหละ” โสตร่ายยาวเหมือนกับทนอัดอั้นมานาน
และเมื่อคุณเวิร์ดสาดสายตากลับมาทางพวกเขาอีกครั้ง นายหูกางก็สะดุ้งพลันกลับไปยังตำแหน่งที่เขาควรจะอยู่ในทันที
ซึ่งเดอะคอนโทรลเลอร์ก็ชะงักการพูดของเขาไปชั่วครู่ หลังจากเห็นการพยายามทำตัวให้เหมือนเป็ปกติที่ดูแล้วไม่ปกติเลยสักนิดของโสต
แต่ท่านผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยก็ดูจะไม่อยากให้การปฐมนิเทศของเขาติดขัดมากจนเกินไป จึงยอมปล่อยผ่านและอธิบายต่อ “แน่นอน.. ในการอยู่ร่วมกันเราจำเป็ต้องมีกฎข้อบังคับเพื่อให้เกิดความสงบสุข และเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงแก่พวกเาาวออแกเนียน”
“โดย ณ ตอนนี้ ภายในมหาวิทยาลัยจะเป็ผมที่คอยควบคุมกฎ ส่วนโลกภายนอกในนั้น ผมได้มอบหมายให้เหล่าผู้พิทักษ์ทั้งแปด อันประกอบไปด้วยผู้พิทักษ์แห่งทวีปทั้งเจ็ด และอีกหนึ่งผู้พิทักษ์แห่งทั่วผืนมหาสมุทรเป็คนคอยควบคุม ซึ่งเราจะเรียกพวกเขาเ่าั้ว่า ‘ออการ์เดี้ยน’ (Orguardian) อันย่อมาจาก ‘ออแกเนียนการ์เดี้ยน’ (Organian’ s Guardian) โดยพวกเขาคือออแกเนียนระดับสุดยอดฝีมือ ที่จะคอยช่วยผมในการสอดส่องดูแลและปกป้องเหล่าออแกเนียนทุกคนจากภัยคุกคามทุกประเภท หากเกิดเหตุร้ายหรือสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลขึ้นพวกเขาจะไปถึง ณ ที่เกิดเหตุภายในทันทีด้วยพลังของผมที่แฝงเอาไว้ในแหวนที่อยู่ติดตัวพวกเขาตลอดเวลา” คุณเวิร์ดเริ่มเอ่ยถึงบุคคลสำคัญของเหล่าผู้มีอวัยวะพิเศษ
“เอาล่ะ! ต่อไปนี้ผมจะแจ้งกฎที่ออแกเนียนทุกคนต้องปฏิบัติตาม โดยกฎของเราก็จะเหมือนกับกฎหมายของมนุษย์ทั่วไป แต่มีเพิ่มขึ้นมาอีกสองข้อ คือ หนึ่ง.ห้ามให้ผู้ที่ไม่ใช่ออแกเนียนรู้ว่าเราเป็ออแกเนียน ยกเว้นคนคนนั้นจะกลายเป็ครอบครัวของคุณที่ถูกต้องตามหลักของสภาออแกเนียน เช่น ในกรณีของสามี-ภรรยาหรือบุตรบุญธรรม แต่บุคคลที่เกี่ยวข้องเองก็จะต้องถือกฎเดียวกัน คือห้ามให้มนุษย์ทั่วไปรู้ว่าคนที่เกี่ยวข้องกับคุณเป็ออแกเนียน” ผู้คุมกฎพูดเสียงเข้มเพื่อ้าให้นักศึกษาในการดูแลของเขาตื่นตัว และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
“ข้อที่สอง. การตัดสินของผมที่เป็ผู้ดูแลเหล่าออแกเนียนทั้งปวงถือเป็ที่สิ้นสุด หากใครทำผิดกฎจะถูกพิจารณาการลงโทษโดยผมเอง.. ขอให้พวกคุณทุกคนไว้วางใจได้เลยว่าการตัดสินของผมเป็ไปอย่างเที่ยงตรงและยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย” เขายังคงใช้น้ำเสียงเดิมเพื่อตรึงความสนใจของลูกศิษย์
“เพิ่มเติมสำหรับกรณีการเกิดเหตุทะเลาะวิวาท การพิจารณาความผิดผมจะพิจารณาจากการที่ออแกเนียนคนใดลงมือทำร้ายร่างกายคู่กรณีก่อน คนนั้นจะเป็คนผิดถึงแม้ว่าคู่กรณีจะเป็ฝ่ายยั่วยุก่อนก็ตาม เนื่องจากเหล่าออแกเนียนจำเป็ต้องมีความอดทนอดกลั้นอย่างสูงต่อการถูกยั่วยุ ไม่เช่นนั้นถ้าออกไปใช้ชีวิตจริง ๆ ก็จะเสี่ยงต่อการโดนมนุษย์พูดยั่วยุ จนบันดาลโทสะและเผลอเผยพลังของอวัยวะพิเศษออกไปได้” คุณสปีชพยายามอธิบายกฎของเหล่าออแกเนียนให้กับนักศึกษาใหม่ฟังอย่างละเอียดที่สุด
“ถ้าหากนักศึกษาคนใดหรือนักศึกษากลุ่มใด้าจะประลองความสามารถกัน ให้แจ้งความจำนงได้ที่ผม ซึ่งผมจะเป็คนพิจารณาเองว่าการประลองนั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ถ้าผมพิจารณาเห็นสมควรแล้วว่าให้มีการจัดประลองขึ้นได้ ผมจะไปเป็ดูแลการประลองครั้งนั้นด้วยตัวเอง และผู้ที่ถูกท้าจะต้องรับคำท้าไม่ว่ากรณีได้ทั้งสิ้น! เพราะมันถือว่าเป็ส่วนหนึ่งในการทดสอบของผมด้วย ส่วนเื่การาเ็และล้มตายจากการประลองนั้นไม่ต้องเป็ห่วง เพราะสิ่งนั้นจะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของผม โดยการประลองไม่จำเป็ต้องประลองเื่พละกำลังเพียงอย่างเดียวเนื่องจากนักศึกษาทุกคนในที่นี้มีความสามารถพิเศษที่หลากหลายและแตกต่างกัน ดังนั้นจึงจำเป็ต้องพิจารณาการประลองเป็กรณี ๆ ไป” สุภาพบุรุษชุดทักซิโด้พูดเสริม
“เอาล่ะ.. สิ่งที่ผมจะพูดในการปฐมนิเทศก็มีเพียงเท่านี้ และผมขอแจ้งว่าการเรียนการสอนของทางมหาวิทยาลัยจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้ ที่หอประชุมแห่งนี้ เวลาแปดนาฬิกา มีนักศึกษาคนใดสงสัยในประเด็นไหนหรืออยากถามอะไรหรือไม่? ” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม พูดพลางกวาดสายตาไปทั่วห้องประชุมหลังจากเปิดโอกาสให้นักศึกษา
ทุกคนในหอประชุมเงียบกริบ.. ก่อนที่จะมีมือมือหนึ่งยกขึ้น “ผลึ่บ!” “ผมมีคำถามครับ” เกษมยกแขนขึ้นชิดติดใบหู
“เชิญ..” คุณเวิร์ดผายมือไปยังชายผู้มีตาสองสีเชิงว่าตอบรับคำขอ
“ผมเคยอ่านมาจากทางเว็บไซต์ของทางมหาวิทยาลัย ที่บอกว่าจะเลือกคณะที่เหมาะสมให้กับผู้สอบที่ผ่านการคัดเลือก โดยจะพิจารณาจากคะแนนในหมวดวิชาต่าง ๆ ของนักศึกษา แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่เห็นได้มีการแจ้งคะแนนสอบเลย แล้วผมจะต้องเรียนคณะอะไรครับ? ” เกษมถามพลางชูโทรศัพท์ที่เปิดเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยขึ้นมาเป็หลักฐาน
จากนั้นหอประชุมที่เงียบกริบก็เริ่มมีเสียงการสนทนากันของเหล่าออแกเนียนถึงประเด็นนี้ในทันที
และเมื่อเริ่มมีความวุ่นวายเกิดขึ้น.. เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม จึงได้เคาะแท่นโพเดียมจนเสียงนั้นได้กังวานไปทั่วหอประชุม เพื่อหวังให้นักศึกษาเงียบ “เอาล่ะ ทุกคนโปรดอยู่ในความสงบแล้วฟังผมอธิบาย”
ซึ่งนั่นก็ได้ผล นักศึกษาต่างกลับมาตั้งใจฟังเขาอีกครั้ง
“จากที่ผมได้กล่าวไปข้างต้น มหาวิทยาลัยของเรามีจุดประสงค์คือ้าให้ออแกเนียนทุกคนที่ได้เข้ามาศึกษาที่นี่ กลับออกไปใช้ชีวิตกับมนุษย์ทั่วไปได้อย่างปกติ รู้จักการเอาตัวรอดในสังคมและใช้ความสามารถของอวัยวะพิเศษที่มีอยู่ในการพัฒนาโลกใบนี้ เพราะฉะนั้นการเรียนการสอนของทางมหาวิทยาลัย จึงมีวิชาเรียนที่แตกต่างไปจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ และนักศึกษาออแกเนียนทุกคนจะต้องเรียนเหมือนกันในวิชาที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด.. เอาล่ะมีใครจะถามอะไรอีกไหม? ” ชายมาดผู้ดีอังกฤษตอบคำถามของเกษม และเปิดโอกาสให้นักศึกษาถามต่อ
ทุกคนก็เริ่มปรึกษากันเสียงดังอื้ออึงอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครยกมือ จนกระทั่ง.. “ผลึ่บ!” นายแว่นคนเดิมยกมือขึ้นแนบชิดหูเป็รอบที่สอง
“เชิญ..” เอ็ดเวิร์ดผายมือมาที่เกษมอีกหนึ่งรอบ ก่อนจะนำกลับไปไขว้หลังเช่นเดิม
“แล้วจะไม่มีพี่ ๆ มาทำกิจกรรมรับน้องของมหาวิทยาลัยหรอครับ?” หนุ่มแว่นขี้สงสัยถามขึ้น เพราะในสิ่งที่เขาวาดภาพไว้ในหัวตอนเป็น้องใหม่ของมหาวิทยาลัยนั้น มันก็จะต้องมีกิจกรรมรับน้องสนุก ๆ ที่จัดขึ้นโดยรุ่นพี่เป็ส่วนประกอบด้วย
แต่เมื่อสิ้นสุดประโยคคำถาม ผู้คนในหอประชุมต่างพากันหัวเราะกับคำถามอันไร้สาระนี้ จนกระทั่ง..
“ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่มีการรับน้องหรอก เพราะรุ่นพี่ที่มาเรียนรุ่นก่อนพวกคุณก็คือพ่อ ๆ แม่ ๆ ของพวกคุณนั่นแหละ มหาวิทยาลัยออแกเนียนนั้นจะเปิดรับสมัครนักศึกษาเป็รุ่นต่อรุ่น พวกคุณจะสังเกตได้ว่าคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พวกคุณตรงนี้อายุไม่เท่ากันหรอก แต่พวกคุณคือออแกเนียนเจนเนอร์เรชั่นเดียวกัน” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม ตอบเสียงนิ่ง แต่กลับทำเอาทุกคนในหอประชุมที่กำลังขบขันกันอยู่นั้นเงียบกริบไปในทันที
“เอาล่ะ มีใครจะถามอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่? ถ้าไม่มีผมจะขออนุญาตปิดการปฐมนิเทศครั้งนี้อย่างเป็ทางการแล้ว” ดูเหมือนท่านผู้อำนวยการอยากจะจบการประชุมครั้งนี้ลงแล้ว
ทั้งหอประชุมเงียบสงัดอีกเช่นเคย.. แต่หนุ่มแว่นก็ได้สะกิดไปที่โสต ก่อนเอ่ยคำขอร้อง “โสต ๆ ช่วยยกมือถามคำถามแทนเราทีสิ ขืนเรายกมือถามอีกทีคงโดนคุณเวิร์ดเขม่นเอาแน่ ๆ เลย” เกษมพูดวานให้ชายหูกางช่วย
“ดะดะ.. ได้สิ..” โสตอึก ๆ อัก ๆ อยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจรับคำจากเกษม “จะให้ถามว่าอะไรล่ะ?” หนุ่มหูกางเอ่ยถาม
จากนั้นเกษมก็ทำท่าเรียกให้เขาเงี่ยหูมาใกล้ ๆ เพื่อกระซิบบอกอะไรบางอย่าง
“โอเค ๆ ” ชายร่างท้วมพยักหน้าแสดงความเข้าใจในข้อความที่เกษมฝากบอก
แต่เมื่อถึงคราวต้องยกมือขึ้นเพื่อถามจริง ๆ โสตก็ได้แต่ยึก ๆ ยัก ๆ เนื่องด้วยบุคลิกของเขาที่มีความขี้อายเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว นี่จึงถือว่าเป็ความท้าท้ายอันยิ่งใหญ่ของชายหนุ่ม ร่างกายของเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมาไม่หยุด
จนกระทั่ง.. “เอาล่ะ คงจะไม่มีคำถามอะไรกันแล้วนะ ถ้าเช่นนั้นผมจะขอจบการปฐมนิเทศไว้เพียงเท่านี้ก็แล้วกัน” เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม กล่าวปิดพิธี
เมื่อได้ยินดังนั้น โสตก็ถึงกับเป่าปากฟู่ราวกับรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็เขารู้สึกผิดมากด้วยเช่นกัน..
“ขอโทษนะ” ชายหนุ่มร่างท้วมก้มหน้าตามองต่ำ
“เฮ้ย ๆ ๆ ไม่เป็ไร ๆ แค่เราเห็นนายพยายามเพื่อเราขนาดนี้ก็ขอบคุณมาก ๆ แล้ว” เกษมรีบพูดปลอบพร้อมโอบไปที่ไหล่ของโสตทันที
“ว่าแต่ เษมจะฝากโสตถามอะไรคุณเวิร์ดหรอ?” มีสท์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้น
“อ๋อ.. เราแค่อยากรู้ว่าจะไม่มีการแนะนำอาจารย์คนอื่น ๆ เลยหรอ แค่นั้นเอง แฮะ ๆ ” หนุ่มแว่นยิ้มแหย ๆ
“โถ้!! ก็นึกว่าอะไร เดี๋ยวตอนเรียนก็รู้เองนั่นแหละ ฮ่า ๆ ๆ ” สาวผมเปียทำหน้ายู่ก่อนจะหลุดขำออกมา..
หลังจากจบการปฐมนิเทศ นักศึกษาทั้งหอประชุมก็ค่อย ๆ ทยอยกันกลับที่พัก เหลือเพียงแต่กลุ่มของเกษมที่นั่งคุยกันต่อ และชายหัวเห็ดกับหนุ่มเดรดล็อคที่ยังคงหลับปุ๋ย
“เฮ้ยย! ตื่นได้แล้ว เขาปฐมนิเทศกันเสร็จแล้ว จะนอนเฝ้าหอประชุมหรือไง?” เกษมเข้าไปเขย่าตัวทั้งสองคน
“หาวววววว~ เขาพูดกันถึงเื่อะไรบ้างล่ะ?” โจเซฟขยี้ตาด้วยความงัวเงียก่อนจะบิดี้เีครั้งใหญ่
“หลายเื่น่ะ.. แล้วเราก็มีเื่จะถามนายด้วย แต่ตอนนี้ออกจากหอประชุมก่อนเถอะ ขี้เซาชะมัดเลยพวกนายเนี่ย” เกษมบ่นพลางฉุดตัวอลันกับโจเซฟขึ้นมาจากที่นั่ง
ซึ่งในขณะที่ยื้อยุดฉุดกระชากันอยู่นั้นเอง คุณเวิร์ดก็ได้เดินผ่านมาเหฌนเหตุการณ์เข้าพอดี “นี่! พวกนักศึกษากลุ่มนั้นน่ะ.. ทำไมถึงยืดยาดไม่ยอมออกจากหอประชุมสักทีล่ะ? งั้นผมขอวานให้พวกคุณช่วยกันทำความสะอาดหอประชุมเลยก็แล้วกันนะ” เขาพูดกับกลุ่มของเกษมพลางยิ้มด้วยความเอ็นดูก่อนที่จะเดินจากไป
และนั่นมันก็ทำให้มีสท์ถึงกับคอตกพลางเดินไปหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดด้วยความจำนน “แง้ว.. อยู่ ๆ ก็ต้องมาทำเวรซะงั้น”
“เอาน่ะ! เรามาเริ่มช่วยกันทำเลยดีกว่า คิดซะว่าเป็กิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ของพวกเราก็แล้วกันเนอะ ถ้าช่วยกันแค่แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว จะได้รีบกลับห้องไงล่ะ” เกษมใช้วิธีการมองโลกในแง่ดีของเขาพูดปลุกเร้าเพื่อน ๆ ที่กำลังเซ็ง
“ไอ้การกวาดห้องนี่มันจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ตรงไหนกันล่ะเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ ” อลันพูดพลางปล่อยก๊ากออกมา จึงทำให้บรรยากาศตรงนั้นดูคึกครื้นขึ้นถนัดตา
“ก็ตรงนี้ยังไงล่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ” มีสท์เองก็หลุดขำออกมาเป็คนที่สอง ก่อนที่ทุกคนจะช่วยกันลงมือทำความสะอาดหอประชุมกันอย่างสนุกสนาน
เมื่อเวลาผ่านไปสักพักใหญ่พวกเขาก็ทำความสะอาดหอประชุมจนเสร็จและได้เดินทางกลับที่พัก..
ในขณะที่ทุกคนกำลังเดินกลับโจเซฟก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงเอ่ยถามออกมา “เอ้อ! แล้วมีเื่อะไรจะถามเราหรอเกษม?”
“อ๋อ.. คือว่าตอนที่พวกนายนอนหลับอยู่ พวกเราคุยกันถึงเื่อวัยวะพิเศษของแต่ละคนน่ะ แต่เรายังไม่รู้เลยว่าอวัยวะพิเศษของนายคืออะไร เราเลยอยากรู้เฉย ๆ ” เกษมตีหน้าซื่อก่อนถามชายหนุ่มชาวละตินอย่างตรงไปตรงมา
“เฮ้ยยย.. ถามกันอย่างนี้เลยหรอ?” หนุ่มเดรดล็อคสวนกลับด้วยใบหน้าที่สุดแสนจะฉงน
“ทำไมถึงถามไม่ได้ล่ะ? มันเป็เื่ที่ต้องปิดเป็ความลับหรอ?” เกษมยังคงซักไซ้โจเซฟไปเรื่อย ๆ โดยทางฝ่ายโจเซฟเองก็ได้แต่กระอึกกระอักที่จะตอบ
จนอลันทนไม่ไหวจึงเอ่ยปากตอบขึ้นแทน “ก็ใช่น่ะสิ พ่อของพวกเราเคยบอกว่า กฎที่ห้ามให้มนุษย์รู้ว่าเรามีอวัยวะพิเศษอะไรนั่นน่ะ ที่จริงแล้วก็ไม่ควรให้คนที่เป็ออแกเนียนเหมือนกันรู้ด้วยเพราะไม่งั้นมันน่าจะมีผลเสียมากกว่าผลดี”
ซึ่งสิ่งที่อลันอธิบายก็ดูมีเหตุผลดีอยู่หรอก แต่เดี๋ยวก่อน..
.
.
เดี๋ยวก่อนนะ..