DG Academy
ที่นี่คือหนึ่งในอาณาจักรในเครือของ Dragon Group กลุ่มธุรกิจออกแบบและผลิตรถยนต์แบรนด์ั์ใหญ่
บนพื้นที่กว่า 6,000 ไร่ ประกอบด้วย พื้นที่สำนักงานย่อย สนามแข่งรถ Dragon International Circuit สโมสร DG Academy และหมู่บ้านนักกีฬาแข่งรถ
ตึง ตึ่ง ตึ๋ง
“ขณะนี้รถ Shuttle Bus รับส่งผู้โดยสารฟรีภายในพื้นที่ DG Academy มาถึงหมู่บ้านนักกีฬาแล้วค่ะ ผู้โดยสารที่ประสงค์จะลงสถานีนี้ โปรดใช้ทางลงอย่างระมัดระวังเมื่อประตูรถเปิดออก ขอบคุณค่ะ”
เสียงประกาศอัตโนมัติบนรถบัสดังขึ้นก่อนจบลงในคราวเดียว เมื่อรถคันใหญ่ติดแอร์อย่างหรูบริการทุกระดับประทับใจ วิ่งมาหยุดตรงจุดจอดรถรับส่งผู้โดยสารหน้าหมู่บ้านนักกีฬา
หญิงสาวร่างบางในชุดเสื้อยืดคอกลมสีสันสดใสกับกางเกงยีนส์ขายาวสีอ่อน สวมรองเท้าผ้าใบสีขาวหุ้มข้อ ก้าวลงจากรถพร้อมกับกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทางไปตามถนน ผ่านป้อมยาม สวนสาธารณะขนาดย่อม และบ้านพักนักกีฬาที่สร้างเรียงแถวกันเป็ตับอีกหลายหลัง เพื่อไปยังบ้านเลขที่ 112 ตามที่ผู้จัดการคิมหันต์ (ผู้จัดการค่ายนักกีฬาในสังกัดสโมสร DG Academy ที่ตอนนี้ลาพักร้อนไปเที่ยวญี่ปุ่น) ได้บอกเอาไว้
บ้านเลขที่ 112
พอหญิงสาวเดินมาถึงที่หมาย 'ปลายฝน' ก็หยุดยืนชะเง้อมองบ้านเดี่ยวสองชั้นที่ออกแบบสไตล์โมเดิร์นดูทันสมัยและมีขนาดใหญ่กว่าบ้านพักหลังอื่นๆ ในระแวกเดียวกันด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ จนต้องหยิบมือถือขึ้นมากดดูข้อความของผู้จัดการคิมฯ ที่ส่งมาย้ำกับตนอีกรอบเมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว แต่ในข้อความที่ส่งมาก็เขียนไว้ชัดเจนว่าบ้านที่เธอต้องมาอยู่ในระหว่างที่เป็นักกีฬาเยาวชนในสังกัดสโมสรฯ DG Academy คือบ้านเลขที่ 112
“ใหญ่โตขนาดนี้สงสัยจะเป็บ้านที่นักกีฬาหลายคนพักอยู่รวมกันละมั้ง” ว่าแล้วก็ลองเอานิ้วจิ้มไปกดที่กริ่งหน้าบ้านทีนึงเผื่อจะมีใครในบ้านออกมาทักทาย
ออด...
ไม่มีสัญญาณตอบรับ
ออดๆ...
ปลายฝนกดกริ่งย้ำอีกครั้งแต่ก็ยังไร้วี่แววของคนในบ้าน เธอจึงส่งเสียงออกไปอย่างกระตือรือล้น
“สวัสดีค่ะ มีใครอยู่ไหมคะ!”
แต่ก็ยังคงไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิต
“หรือว่าจะไม่มีใครอยู่จริงๆ แต่ว่ามีรถตั้งหลายคันจอดอยู่ในบ้านนี่หน่า” ปลายฝนพรึมพรำกับตัวเองปากขมุบขมิบพลางสอดส่องสายตาผ่านช่องเล็กๆ ของประตูรั้วสูงเข้าไปเห็นว่ามีทั้งรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์คันงามจอดอยู่จนเต็มพื้นที่ในส่วนของโรงจอดรถ
เวลาผ่านไปเกือบ 10 นาทีได้ เธอจึงถือวิสาสะเปิดประตูรั้วเดินเข้าไปข้างใน ซึ่งประตูไม่ได้ล็อก
พอลากกระเป๋าพ้นประตูรั้วบ้านเข้าไป ผ่านสวนหย่อมเล็กๆ หน้าบ้าน ก็มาถึงประตูบ้าน เมื่อปลายฝนผลักประตูเดินเข้าไป เธอก็แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ที่นี่เป็สวัสดิการบ้านพักนักกีฬาที่ทางสโมสรฯ จัดไว้ให้กับนักกีฬาในสังกัด เพราะมันทั้งหรูหรา ใหญ่โต มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันอย่างกับบ้านพักส่วนตัวอย่างไงอย่างนั้น
ปลายฝนยังคงกวาดสายตาสำรวจมองไปรอบๆ ภายในบ้าน เดิมเธอคิดว่าไม่มีใครอยู่บ้านแล้วแน่ๆ แต่ทันใดนั้นสายตาก็พลันกวาดไปสะดุดเข้ากับเ้าของร่างสูง ผิวขาว โดยที่บนตัวของเขามีเพียงผ้าขนหนูพันไว้แค่ท่อนล่างของลำตัวกำลังเดินสะโหลสะเหลลงมาจากบันไดชั้นสองของบ้านพลางยกมือขึ้นบีบนวดข้างขมับถี่ๆ ท่าทางราวกับคนยังไม่สร่างเมา
“เฮ้ย!!!” O0O ทันทีที่เขาเห็นเธอก็สะดุ้งใจนตัวโย่ง
“!!!” O0O พลอยทำให้ปลายฝนที่ยืนมองอึ้งสะดุ้งใตามไปด้วย
พอได้สติ ปลายฝนก็ก้มหน้างุดพลางรีบกล่าวขอโทษ "ขอโทษค่ะ ฉันน่าจะมาผิดบ้าน" พูดจบก็หันหลังกลับอย่างไวพร้อมกับลากกระเป๋าเดินทางไปจนถึงหน้าประตูบ้าน
“ผิดบ้าน?” ชายหนุ่มทวนคำที่ปลายฝนบอกอย่างฉงน พอเริ่มนึกอะไรขึ้นมาได้เขาก็รีบเดินไปรั้งแขน "เดี๋ยวก่อนสิ"
ฟึ่บ
ร่างบางหันขวับไปตามแรงมือ
O///O
จังหวะนั้นจมูกของปลายฝนก็ชนเข้ากับแผงอกเปลือยเปล่าของชายหนุ่มเข้าเต็มๆ พอผละตัวออกก็ดันไปสะกิดผ้าที่พันอยู่รอบเอวของเขาหลุดออกจากตัว
“กรี๊ด!!!” O0O ด้วยความใ ปลายฝนกรีดร้องออกมาเสียงดังระดับแปดสิบเดซิเบล ยกมือปิดหน้าด้วยความอายที่จะมอง
(‘_’)(._.)(‘_’)(._.)! ในขณะที่ชายหนุ่มเ้าของผ้าขนหนูรีบก้มลงไปหยิบเอาผ้าขนหนูกลับขึ้นมาพันรอบเอวของตัวเองอย่างไว และยังไม่ทันจะเงยหน้าขึ้นมาอธิบายอะไร ก็ถูกปลายฝนฉวยโอกาสงอเข่าข้างหนึ่งขึ้นมาแล้วกระทุ้งเข้าที่อวัยวะด้านหน้าของเขาเต็มแรง
ปั้ก!
“โอ๊ย!”
“ไอ้โรคจิต!”
เ้าของร่างสูงราวหนึ่งร้อยแปดสิบเซ็นติเมตรจุกจนพูดอะไรไม่ออกที่โดนปลายฝนเตะผ่าหมาก
ในขณะที่ปลายฝนไม่รอดูผลของการกระทำ เธอรีบหมุนตัวกลับไปที่ประตูแล้วสับเท้าออกจากบ้านไปอย่างไว
เวลาผ่านไป
ปลายฝนเดินเตร็ดเตร่ออกมาตามถนนจนมาถึงป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ห่างจาก DG Academy กว่า 10 กิโลฯ สาวน้อยจากเชียงใหม่ยังไม่ทันได้ทำความคุ้นเคยกับเมืองหลวง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็ทำให้เธออยากกลับบ้านเกิดทันทีแล้ว
ปลายฝนถอนหายใจด้วยความรู้สึกทดท้อ นอกจากหมู่บ้านนักกีฬาที่เพิ่งจะหนีเตลิดออกมา ก็ไม่รู้จะไปที่ไหนอีก คนเดียวที่รู้จักและพอจะขอความช่วยเหลือได้ก็ดันลาพักร้อนไปเที่ยวญี่ปุ่นอย่างสบายใจ โทรไปก็ไม่รับ ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ จนโทรศัพท์ของเธอดับไปดื้อๆ เพราะแบตหมด
“ซวยจริงๆ เลยเรา” ปลายฝนบ่นรำพึงกับตัวเองขณะนั่งมองดูความวุ่นวายที่เกิดจากความเร่งรีบใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองหลวง รถราที่วิ่งอยู่บนท้องถนนผ่านป้ายรถเมล์ไปคันแล้วคันเล่าั้แ่กลางวันจนพระอาทิตย์ตกดิน
นี่น่ะเหรอที่เขาเรียกว่ากรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว
“ไม่เห็นจะชอบเลยสักนิด เฮ้อ~ แล้วจะทำยังไงดีล่ะปลายฝน เธอจะมานั่งหมดอะไรตายอยากอยู่แบบนี้ไม่ได้นะ นึกแล้วก็โมโหไอ้โรคจิตนั่นชะมัด” -,,-
ซ่า!!!
อยู่ดีๆ ฝนหลงฤดูก็เทลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีเค้าลางว่าฝนจะตกเลยสักนิด
พริบตาเดียวถนนทั้งสองฝั่งก็เปียกชุ่มไปด้วยสายฝนที่ตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ผู้คนที่กำลังเดินกันขวักไขว่ต่างรีบร้อนพากันวิ่งหาที่หลบฝน บางส่วนก็มายืนออกันอยู่ที่ป้ายรถเมล์จนหายใจไม่สะดวก
เป็ความรู้สึกที่ปลายฝนอยากจะร้องไห้ออกมาจริงๆ
ในขณะที่ปลายฝนนั่งท้อแท้ให้กับชีวิตสุดรันทดของตัวเองท่ามกลางสายฝนที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตก จู่ๆ เสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากก็ดังขึ้น ก่อนจะปรากฏร่างผอมๆ ของเด็กนักเรียนชายคนหนึ่งกำลังวิ่งหนีกลุ่มวัยรุ่นชายกลุ่มหนึ่งที่มีอาวุธถืออยู่ในมือ
เด็กนักเรียนชายร่างผอมใบหน้าและตามเสื้อผ้าโชกไปด้วยเืวิ่งตรงมายังป้ายรถเมล์
"มึงหนีพวกกูไม่รอดหลอกเว้ย!" หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นที่วิ่งตามมาะโเสียงดัง
ตุ๊บ!
ไม่ทันขาดคำ ร่างผอมที่ถูกไล่ล่าก็วิ่งมาสะดุดขาตัวเองล้มลงตรงหน้าปลายฝน หลังจากนั้นผู้คนที่ยืนหลบฝนกันอยู่ในป้ายรถเมล์ก็พากันหนีหายไปคนละทิศละทาง
ที่ป้ายรถเมล์ตอนนี้เหลือเพียงปลายฝนที่หนีไปไหนไม่ได้เพราะถูกคนตัวผอมจับขาเอาไว้
“พะ พี่สาวครับ!” หมอนั่นจับขาของเธอเอาไว้แน่น “ช่วยผมด้วย…” มันร้องขอความช่วยเหลือจากเธอขณะที่กลุ่มวัยรุ่นเืร้อนวิ่งตามหลังมาติดๆ
“ไปลากคอมันมา!” ไอ้หน้าปลากระโห้ ที่น่าจะเป็หัวโจกของกลุ่มพอวิ่งมาถึงป้ายรถเมล์มันก็ร้องสั่งลูกกระจ๊อกของมัน
“ยะ อย่าเข้ามานะ” ในเมื่อหนีไปไหนไม่ได้ ก็ขอเป็พลเมืองดีไปเลยแล้วกัน ปลายฝนโบกไม้โบกมือร้องห้ามคนที่จะวิ่งเข้ามาตามคำสั่งจนมันชะงัก “ถ้าเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียวฉันจะโทรแจ้งตำรวจ”
“ฮ่าๆๆ ตำรวจเหรอ ไม่กลัวหรอกเว้ย!" มันว่า ก่อนจะยกท่อนเหล็กที่ถืออยู่ในมือขึ้นมาชี้หน้า "ทางที่ดีเธออย่ามายุ่งจะดีกว่า ถ้าไม่อยากเจ็บตัวเพราะมันก็ไสหัวไปซะ!” มันตะคอกแข่งกับสายฝน
"พี่ครับ พวกมันจะฆ่าผม" มือผอมๆ ที่เต็มไปด้วยเืยังคงจับขาของปลายฝนเอาไว้
“ไปลากคอมันมาสิวะ!” ไอ้หน้าปลากระโห้ร้องสั่งลูกน้องมันอีกครั้ง ก่อนที่ไอ้หน้าปลาไหลลูกกระจ๊อกของมันจะวิ่งมาจับกระชากคอเสื้อของเด็กนักเรียนชายไปจนมือที่เกาะกุมขาของปลายฝนอยู่หลุดออก
“พี่ครับช่วยผมด้วย!” หมอนั่นพยายามดิ้นรนหัวฟัดหัวเหวี่ยงสุดชีวิตและพยายามที่จะคว้าจับปลายฝนเอาไว้ดังเดิมแต่ก็ไม่เป็ผล
อั๊ก!
พอไอ้หน้าปลาไหลลากตัวหมอนั่นไปได้สำเร็จ ไอ้หน้าปลากระโห้ก็ลงมือต่อยเข้าที่ท้องหมอนั่นจนตัวงอ ก่อนจะฟาดท่อนเหล็กลงไปที่กลางกบาล
“อย่านะ! นายจะฆ่าเค้าให้ตายหรือไง!!” ปลายฝนรวบรวมความกล้าวิ่งเข้าไปยั้งท่อนเหล็กในมือของไอ้หน้าปลากระโห้จนมันชะงักกลางอากาศ
“ยัยบ้านี่! อยากตายแทนมันหรือไงฟะ!” มันสบถพร้อมกับหันหน้ามามองด้วยความหงุดหงิด กระชากท่อนเหล็กออกจากการเกาะกุมแล้วผลักปลายฝนจนเซล้มลงไปกองกับพื้นท่ามกลางสายฝนที่ยังตกลงมาอย่างไม่ปราณีจนฝ่ามือทั้งสองข้างของเธอถลอกปอกเปิกไปกับพื้นคอนกรีต แสบและมีเืซิบไหลออกมา
พอไม่มีคนขัดขวางมันก็เตรียมจะฟาดท่อนเหล็กใส่หมอนั่นอีกครั้ง
ปลายฝนรวบรวมแรงฮึด ลุกขึ้นจับกระเป๋าเดินทางยกขึ้นทุ่มไปที่แขนของไอ้หน้าปลากระโห้สุดกำลังที่มี
ย๊ากกก!
ตุ๊บ!
"อ่าห์ อีนี่ มึงอยากตายจริงๆ ใช่ไหม!" พอท่อนเหล็กหลุดมือไอ้หน้าปลากระโห้ก็เดือดจัด มันกระชากผมของปลายฝนจนหน้าหงายพร้อมกับเงื้อฝ่ามือขึ้นมาจะตบ
"....>_<" ปลายฝนหลับตาปี๋เตรียมรับแรงกระแทก
หมับ
ทว่าผ่านไปประมาณห้าวินาทีกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พลั่ก!
พอปลายฝนลืมตาขึ้นมองก็เห็นไอ้หน้าปลากระโห้ถูกถีบจนกระเด็นกระดอนล้มลงไปเกือกกลิ้งอยู่ที่พื้น
ปลายฝนทรุดตัวลงไปนั่งกองที่พื้นแล้วหายใจหายคอออกมาอย่างโล่งอก
จากนั้นแรงหมัด แรงเท้า และสารพัดเสียงของการต่อสู้ก็ดังขึ้นรอบตัว มันชุลมุนวุ่นวายมากจนรู้สึกหูอื้อ พะอืดพะอม ตาลาย คล้ายจะเป็ลม
แล้วไม่กี่วินาทีต่อมาโลกทั้งใบก็กลายเป็สีดำ!