“ผู้อำนวยการจู” เขาพูดช้าๆ
“หลิงหานใช่ไหม” จูเป่ยเสียนวางเอกสารลงบนโต๊ะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นิ้วมือทั้งสิบสอดประสานกันไว้ “คุณมีอะไรจะพูดกับผมหรือ”
หลิงหานค่อยๆ ยิ้ม “ใช่ครับ พี่คุนให้ผมมาบอกคุณเื่ที่ผมาเ็”
รอยยิ้มนั้นทำให้จูเป่ยเสียนใจสั่น ไม่รู้ทำไมถึงสนใจ
“บอกมาสิคุณาเ็ได้อย่างไร”
หลิงหานพูดเบาๆ “วันนั้นผมขับรถไปปัดกวาดหลุมศพ ระหว่างทางไม่ทันระวังเฉี่ยวกับรถคนอื่นเข้าเกิดมีปากเสียงกัน พวกเขามีคนมากกว่า ผมเลยถูกผลักตกลงไปในแม่น้ำ”
“ปัดกวาดหลุมศพหรือ”
“ใช่ครับวันนั้นเป็วันครบรอบวันตายของไอดอลผม พอรู้ที่ฝังศพของเขาเลยตั้งใจไปปัดกวาดหลุมศพ” หลิงหานพูดช้าๆ
จูเป่ยเสียนเกิดอยากรู้อยู่ไม่น้อย “ไอดอลของคุณคือใครหรือ”
หลิงหานเท้าแขนบนโต๊ะ เอนตัวมาข้างหน้า จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของจูเป่ยเสียนตาไม่กะพริบพูดขึ้นทีละคำ “ไป๋จื่อเช่อ”
“...” ท่าทางของจูเป่ยเสียนชะงัก แต่กลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว“เขานั่นเอง”
“ได้ยินมาว่าผู้อำนวยการจูกับไป๋จื่อเช่อเป็เพื่อนสนิทกันไม่ทราบว่าผู้อำนวยการจูเคยไปปัดกวาดหลุมศพหรือยังครับ”
มุมปากของจูเป่ยเสียนเม้มขึ้นเล็กน้อย มองมาด้วยสายตาเ็า “คุณได้ยินใครพูดว่าผมกับไป๋จื่อเช่อเป็เพื่อนกัน”
“แล้วไม่ใช่หรือ”
จูเป่ยเสียนหัวเราะเบาๆ ทีหนึ่ง “ผมกับเขาจะเป็เพื่อนกันได้อย่างไร”
หลิงหานนั่งตัวตรง ใจเย็นเยียบขึ้นทีละนิด เย็นจนถึงจุดๆ หนึ่งที่จะร้สึกว่าไม่เ็ปอีกต่อไปแล้ว
เขากำลังรออะไรอยู่กันแน่ เสียใจหรือ รู้สึกผิดหรือ
ตลกแล้ว! สำหรับคนอย่างจูเป่ยเสียน โดยพื้นฐานแล้วเขาไม่มีความรู้สึกแบบนี้หรอกอีกทั้งตัวเขาเองยัง้าของแบบนั้นมาสนองความภาคภูมิใจที่น่าเวทนาของเขาตอนไหนกัน
ภายในใจเหมือนมีอะไรบางอย่างเป่าควันสีเทาให้ลอยจางไป มองชายตรงหน้าที่อ่อนโยนและหล่อเหลาอีกครั้งจู่ๆ หลิงหานพบว่าเขากับคนอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกัน การกระตุ้นให้ใจเต้นแรงพวกนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้ว
“พูดมาก็ถูกไป๋จื่อเช่อทั้งต่อยตีคนทั้งเล่นชู้คนที่มีพฤติกรรมเสื่อมเสียแบบนี้จะมาเป็เพื่อนกับผู้อำนวยการจูผู้ทรงคุณธรรมสูงส่งใสสะอาดได้อย่างไรคุณว่าไหมครับ ผู้อำนวยการจู” หลิงหานยิ้มถาม
จูเป่ยเสียนทำเหมือนฟังคำเหน็บแนบในคำพูดของเขาไม่ออก ยังสงวนท่าทีอ่อนโยน “ไป๋จื่อเช่อไม่ใช่ไอดอลของคุณหรือทำไมวิจารณ์เขาอย่างนี้ล่ะ”
หลิงหานหัวเราะเบาๆ “ใช่แล้วครับ เขาเป็ไอดอลของผม ผมไม่ควรพูดแบบนี้แล้วผู้อำนวยการจูว่าเขาเป็คนอย่างนั้นไหมล่ะครับ”
“ผมไม่รู้” ดวงตาของจูเป่ยเสียนดูลึกล้ำดำมืด “เื่ที่ไม่เกี่ยวกับผม ผมไม่อยากจะพูดให้มากความคุณเล่ารายละเอียดตอนเกิดเหตุหน่อยสิ”
สีหน้าจูเป่ยเสียนเปลี่ยนแปลงไปน้อยมากๆแต่หลิงหานที่คบกับเขามาสามปีรู้ว่าเขาโกรธเข้าแล้ว จึงพูดเรียบๆ “ได้ยินว่าผู้อำนวยการจูอ่อนโยนใส่ใจห่วงใยลูกน้องมากๆั้แ่ผมเข้าประตูมาจนถึงตอนนี้ไม่ถามผมสักคำว่าเจ็บหนักสาหัสไหมเอาแต่ตั้งคำถามผมลูกเดียว ดูเหมือนว่าข่าวลือนั้นไม่เป็ความจริงนะ”
ตอนนี้เขาอยากฉีกกระชากหน้ากากของเขา อยากให้คนอื่นได้เห็นว่าแท้จริงแล้วเขาเป็คนอย่างไร!
อย่างไรก็ตามจูเป่ยเสียนไม่อาจฉีกหน้ากากเสแสร้งทิ้งไปด้วยเื่นี้ได้รีบถามหลิงหานอย่างห่วงใยสองประโยค หลิงหานก็พูดข้ออ้างแบบที่เตรียมไว้แต่แรกสายตาเขาไม่ละไปจากจูเป่ยเสียน ยิ่งมองยิ่งรู้สึกไร้ความหมาย
เพราะเคยรักจึงเ็ป ตอนนี้ไม่รักแล้ว ก็ไม่เจ็บแล้วเหมือนกัน
“ผู้อำนวยการจูยังมีอะไรจะถามอีกไหมครับ” หลิงหานพูดอย่างเ็า เขาไม่นึกเลยว่าตัวเองจะสุภาพเยือกเย็นจนน่าเหลือเชื่อเดิมทีความรู้สึกไม่รักใครสักคนแล้วนี้ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรหรือพูดอะไรไปล้วนไม่มีประโยชน์กระทั่งความโกรธความเกลียดก็ลดลงไปหลายส่วน กับคนคนนี้เหลือเพียงแค่ความเฉยเมยก็เท่านั้น
จูเป่ยเสียนจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ถามต่อ “ไม่มีแล้ว คุณไปเถอะ”
หลิงหานยืนขึ้นทันที ออกจากห้องทำงานไปอย่างไม่หันกลับมา
หลังจากเขาไป จูเป่ยเสียนวางมือที่กอดอกอยู่ลง สีหน้าเ็าขึ้น “LISA”
เลขาสาวสวยสูงโปร่งเดินเข้ามา “คะ หัวหน้าจู”
“ไปสืบมาทีสิว่าไม่กี่วันมานี้หลิงหานไปไหนมา”
“ค่ะ”
หลังจากเลขาสาวเดินออกไป จูเป่ยเสียนหลับตาในสมองกลับหวนนึกถึงทุกสายตาทุกการกระทำของหลิงหานอย่างอดไม่ได้สายตาที่ไม่เห็นตัวเองในสายตา ดื้อดึงทั้งยังสูงส่งมากมายแบบนั้นเหมือนคนคนหนึ่งเหลือเกิน คนนั้น...
หลิงหานออกจากห้องทำงานของจูเป่ยเสียน ก้าวท้าวเร็วๆ เดินมารอลิฟต์อยู่หน้าลิฟต์จิตใจของเขาสงบอย่างหาที่ไม่เคยเป็มาก่อน ไม่มีระลอกคลื่นสักนิด
เสียงเดินตึกๆ บอกว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ตามด้วยเสียงคุ้นเคยที่นำมาซึ่งความประหลาดใจดังขึ้น “เสี่ยวหาน ทำไมคุณมาอยู่ที่นี่”
หลิงหานข่มอารมณ์ตื่นเต้นหันกลับไป พบว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆเป็คนคุ้นเคยคนหนึ่งนั่นเอง
ผู้ชายข้างกายเขาสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงิน เข้ากับกางเกงยีน ผมสั้นๆ ใบหน้าหล่อเหลาสดใสรอยยิ้มเจิดจ้าน่ารักราวกับดอกทานตะวัน แค่มองก็ทำให้คนอารมณ์ดีได้มาก
เจี่ยงอี้
“นายเองหรือ” หลิงหานหลุดปากพูดหลังจากเจอคนที่เกลียดมาแล้วได้เจอศิษย์น้องที่น่ารัก อารมณ์ก็ดีขึ้นเยอะ
เมื่อก่อนความสัมพันธ์เขากับเจี่ยงอี้ไม่เลวเลย เขาชื่นชมศิษย์น้องคนนี้มากกระตือรือร้นอยากส่งเสริมเขา แต่ทำไมไม่รู้โชคชะตาของเจี่ยงอี้มักจะไม่ดีนักถ้าไม่โดนแย่งบทก็เกิดอุบัติเหตุจนแสดงไม่ได้กะทันหัน ทำให้เขาอยู่เงียบๆไม่มีข่าวคราวมาตลอด
หลิงหานยังเคยคิดดันเขาเป็พระรอง ผลคือบทนั้นถูกลู่ซือหยวนแย่งไป
ทำไมคิดถึงลู่ซือหยวนอีกแล้วล่ะ
หลิงหานส่ายหัวหวังสะบัดไล่เขาออกไป
หลิงหานจ้องมองเจี่ยงอี้ ่เวลาหนึ่งปีบนหน้าเขาไม่หลงเหลือร่องรอยแล้วเขามีเส้นผมอ่อนนุ่มสีดำสนิท สองตาช่ำวาว ภายนอกหล่อเหลาสดใส ทำให้คนหลงใหลได้เป็พิเศษเมื่อเขายิ้มหากว่ากันตามนี้รูปลักษณ์คุณสมบัติก็ไม่เลว และเขาเองก็มุ่งมั่นพยายามถึงขนาดว่าไม่ขาดคนสนับสนุน ตัวอย่างเช่นหลิงหาน แต่ดันโชคไม่ดีเสียอย่างนั้นซวยเป็ที่สุด
แต่เด็กคนนี้ก็ไม่ท้อแท้ ตัวเขาก็เหมือนรูปลักษณ์ภายนอกของเขา สดใสมีพลังทัศนคติดีมากๆ นี่คงเป็สาเหตุว่าทำไมตัวเขาเองถึงเต็มใจส่งเสริมเขาในตอนแรก
“ไม่เจอกันตั้งนาน!” เจี่ยงอี้กำหมัดชกไหล่เขา ขมวดคิ้วพูดทันที “ได้ยินมาว่านายาเ็ไม่เป็ไรใช่ไหม”
หลิงหานไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนคืออะไร ทำได้เพียงตอบคำง่ายๆ สั้นๆแล้วเงียบปากไม่พูดจา
ดูท่าว่าเื่ที่ตัวเองหัวแตกตกแม่น้ำน่าจะรู้กันหลายคนแล้ววงการบันเทิงก็แบบนี้ ไม่มีอะไรที่เป็ความลับ
“ไม่ระวังเลยนะ โชคดีแค่าเ็ที่ท้ายทอยถ้าเป็ใบหน้าล่ะก็ พวกเราที่ทำอาชีพนี้ได้พังจริงๆ แน่ แต่ว่าสถานะทางการเงินบ้านนายดีขนาดนั้นถ้าไม่อยู่ในวงการบันเทิงที่วุ่นวายนี้แล้ว ก็ยังกลับไปสืบทอดกิจการของที่บ้านได้”
ในใจหลิงหานยุ่งเหยิง ดูท่าว่าเื่ปลอมเป็ลูกเศรษฐีนี้ หลิงหานทำได้ค่อนข้างประสบความสำเร็จ
“ใช่แล้ว ฉันได้ยินมาว่าสัปดาห์นี้นายจะไปถ่าย MV ของอีซวี่ จริงหรือเปล่า”
MV ของอีซวี่หรือ
หลิงหานตกตะลึงจนพูดไม่ออก เกรงว่าที่อาคุนบอกว่าเขามีงานสำคัญมากหมายถึงเื่นี้หรือ
เจี่ยงอี้พูด “แม้ฉันจะไม่ค่อยชอบอีซวี่แต่ถ้านายเข้าร่วม MV ของเขาได้ ฉันก็สนับสนุน ตอนนี้บริษัทกำลังเอาอกเอาใจเขาเต็มที่ นายเองก็ควรจะคว้าโอกาสนี้ไว้”
หลิงหานขมวดคิ้ว จูเป่ยเสียนเพิ่งจะมาไม่พอ ตอนนี้ต้องเจออีซวี่อีกหรือ
หลิงหานพูดคลุมเครือ “ยังไม่แน่ใจ”
บังเอิญลิฟต์มาพอดี ทั้งสองคนเดินเข้าลิฟต์ลงจากตึก
อยู่โรงพยาบาลสองวัน เขานอนโรงพยาบาลไม่มีอะไรทำก็เลยเอาโทรศัพท์มือถือมาค้นหาเื่ราวของจูเป่ยเสียนกับอีซวี่เขารู้ว่าตอนนี้จูเป่ยเสียนเลื่อนตำแหน่งเป็ผู้อำนวยการฝ่ายการแสดงของบริษัทมีอำนาจตัดสินใจมากมายในด้านของตัวศิลปิน อีซวี่ก็กลายเป็ดารามีชื่อระดับกลางๆ่นี้อยู่ใน่ขาขึ้น กระแสมาแรงมาก
นึกถึงตอนนั้นที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ มีใครรู้จักอีซวี่บ้างอันดับดาราต๊อกต๋อยเขายังไม่ติดอันดับเลย
ดูเหมือนว่าหลังจากตัวเองตายไปแล้ว จูเป่ยเสียนทุ่มทรัพยากรทั้งหมดไปรวมไว้ที่ตัวอีซวี่ตัดสินใจแน่วแน่ว่าอยากปั้นเขาเป็ดาราชั้นนำ
ยังรักใคร่ลึกซึ้งกันจริงๆ!
แม้ไม่ชอบจูเป่ยเสียนแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพอใจในสิ่งที่เขาทำ เื่ที่ตัวเขาเองถูกตราหน้าว่า‘ซื้อบริการ’ ยังไม่รู้ว่าเป็ฝีมือพวกเขาหรือไม่
หลิงหานยิ้มเยือกเย็นในใจ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
หลังกลับเข้าไปที่ห้องทำงานของอาคุน อาคุนก็พูดว่า “สัปดาห์หน้าจะถ่าย MV ของอีซวี่ ถึงเวลาต้องปรับสภาพให้ดีไม่ให้เกิดปัญหาอย่างนี้ขึ้นอีก”
“ตอนนี้นายได้โอกาสสำคัญถ้าคว้าไว้ได้ก็มีหนทางให้เติบโตพัฒนา ถ้าคว้าไม่ได้ ฉันเองก็ช่วยนายไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”
หลิงหานพูด “ผมไม่อยากไปได้ไหม”
ดวงตาของอาคุนเบิ่งกว้างโดยฉับพลัน พูดเสียงดัง “นายว่าอะไรนะ ไม่อยากไปหรือ หลิงหานนายอย่าเพิ่งมีอารมณ์มาล้อเล่นได้ไหม ตอนนี้มีโอกาสดีขนาดนี้คนอื่นขอร้องอ้อนวอนให้ตายก็ไม่ได้มันมาแต่นายกลับไม่้า ถ้านายไม่ไป หลายคนที่ร้องไห้อ้อนวอนอยากไปนายต้องคิดดูให้ดีๆ แล้ว อย่าคิดว่านายขับรถหรู อยู่บ้านหรู แล้วหลงคิดว่าตัวเองเป็ลูกเศรษฐีจริงๆล่ะ มีดีแค่ไหนควรไตร่ตรองให้ดีๆ เองละกัน”
หลิงหานคิดถึงผลประโยชน์ไม่ใช่เพราะการด่าหรือความโกรธของอาคุนถ้าตัวเองเป็ผู้จัดการ ดูแลคนที่ปลอมตัวเป็ลูกเศรษฐี ทั้งยังทำตัวเองจนต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างหลิงหานก็คงโกรธ
เขาจึงพูดอย่างอดทนว่า “ไม่งั้นรออีกหน่อยแผลผมอาจจะรักษาไม่หาย ถึงเวลาเกิดปัญหาทำให้งานคนอื่นช้าลง ผมก็ได้ตายจริงๆ น่ะสิ”
สีหน้าของอาคุนดีขึ้นหน่อย “อย่างนั้นไม่ได้คนอื่นกระดูกหักยังมาได้ แต่นายผิวแตกนิดหน่อย ทำไมจะเข้าร่วมไม่ได้กันล่ะ”
อะไรเรียกว่าผิวแตกนิดหน่อย หลิงหานคิดเงียบๆ ในใจไม่เห็นหัวที่ห่อเหมือนบ๊ะจ่างของผมหรือไง ผมถูกคนฆ่านะ แผลจะตื้นขนาดนั้นเชียว
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5e985a8f9bfc68dbf98421554d797302