Lineage Of Monarch (สายเลือดแห่งราชันย์)

    Scene 4: มื้อเช้า


    แสงแดดอ่อนๆของยามเช้าวันใหม่เป็นสัญญาณการออกมาใช้ชีวิตของผู้คนนับแสนในเมืองการากัส ภายใต้ท้องฟ้าสีครามอันปลอดโปร่งและดูจะสดใสกว่าทุกๆวันในชาวงนี้ หลังจากเกิดเหตุการณ์ความโกลาหลไปทั้งเมืองจากเสียงสัญญาณระฆังเตือนภัยเมื่อวาน แม้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่กล่าวถึงของชาวเมืองการากัส รวมไปถึงภายใต้หลังคาคฤหาสน์หลังใหญ่ของตระกูลกูเรียนที่เหล่าข้ารับใช้ส่วนใหญ่นำมาเป็นประเด็นในการพูดคุยระหว่างทำงาน

    “ฮาวววว”
    เสียงหาวของเด็กชายคนหนึ่งที่ยืนรอรับจานอาหารอยู่ในห้องครัวขนาดใหญ่ของคฤหาสน์กูเรียนดังขึ้นมาเป็นระยะๆ หลังจากที่ได้ยินคนนู้นคนนี้คุยเรื่องเหตุการณ์เมื่อวาน ตรงข้ามกับมือที่ทำงานอยู่ไม่หยุด กลายเป็นมือกับปากทำงานไม่สอดคล้องกัน ท่ามกลางความวุ่นวายของข้ารับใช้ตระกูลกูเรียนที่เดินขวักไขว่ไปมาในห้องที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบอาหาร
    “โนเอล เวลาจะหาวเจ้าควรเอามือมาปิดปากหน่อย”
    อีวาที่ยุ่งอยู่กับการชิมอาหารในหม้อของพ่อครัวคนหนึ่งเหลือบมองมาเห็นท่าทางของเจ้าลูกชายพอดี ก็ไม่รีรอที่จะพูดเตือนออกมาแกมดุนิดๆ
    โนเอลรีบฝืนหุบปากของตนลงไปทันทีที่ได้ยินเสียงแม่ของเขาตั้งแต่เอ่ยประโยคแรกออกมา เขารู้ว่ามารยาทที่ดีว่าควรทำอย่างไร แต่ก็อดไม่ได้ที่จะไม่ทำ เพราะอย่างน้อยโนเอลแค่ต้องการแสดงออกว่าเมื่อคืนเขารู้สึกยังพักผ่อนไม่พอ หลังจากเหตุการณ์เมื่อวานอีกทั้งรวมไปถึงกว่าจะออกมาจากห้องท่านเอลียาในตอนกลางคืน ถึงกับบางครั้งต้องแกล้งหาวหลอกๆเพื่อให้แม่ของเขาจะได้เห็นบ่อยขึ้น
    ข้ารับใช้ตระกูลกูเรียนในห้องครัวนับสิบชีวิตต่างพากันอดยิ้มกันแทบไม่ได้ เมื่อเห็นสภาพหน้าหงิกหน้างอของโนเอล
    ในหนึ่งเดือนจะมีหนึ่งวันที่ครอบครัวตระกูลกูเรียนพบปะและเข้าร่วมทานอาหารมื้อเช้ากันอย่างครบครัน ซึ่งคล้ายเป็นข้อบังคับกลายๆของตระกูล ตั้งแต่หัวหน้าตระกูลคนก่อนหน้ากำหนดขึ้นมาด้วยความนึกสนุก จนเป็นที่ยอมรับและเห็นพ้องต้องกันของคนในตระกูลเรื่อยมา โดยจะครอบคลุมคนในตระกูลที่อยู่ในอาณาเขตเมืองการากัส
    แต่ความวุ่นวายที่เห็นของข้ารับใช้ในคฤหาสน์ตระกูลกูเรียนเช้านี้ไม่ได้เป็นเพราะความนึกคิดมื้อเช้าอันแสนสนุกของหัวหน้าตระกูลคนเก่าเท่าใดนัก เพราะพวกเขาทำจนเป็นกิจวัตรมานับเป็นพันครั้งแล้ว หากแต่ช่วงนี้เป็นเทศกาลล่าสัตว์อสูรของตระกูลกูเรียน เทศกาลที่เหล่านักรบอัศวินเวทขึ้นไปถือว่าเป็นประเพณีสืบทอดและการสร้างชื่อเสียง โดยทุกๆปีคฤหาสน์กูเรียนจะเชื้อเชิญอย่างน้อย 1 ใน 4 ตระกูลใหญ่ของเมืองการากัสมาเข้าร่วมเทศกาลล่าสัตว์อสูรนี้ของตระกูลกูเรียนด้วย ซึ่งวันที่เหล่าตระกูลที่มีชื่อเสียงนี้ได้ถูกเชื้อเชิญเข้ามาพูดคุยครั้งแรกของปีก็คือวันนี้
    ข้ารับใช้ทั่วทั้งคฤหาสน์ต่างวุ่นไปกับหน้าที่ของตัวเอง ทั้งในส่วนนอกในคฤหาสน์ อาหารการกินต่างๆ กลายเป็นเรื่องไม่ปกติขึ้นมาทันที ถึงแม้จะเป็นการนัดพบครั้งสำคัญของระหว่างตระกูลใหญ่ที่มีการเตรียมการมาเป็นอาทิตย์ แต่ก็ไม่พ้นในตอนเช้าที่ผู้ดูแลแต่ละคนต้องทำงานมือเป็นระวิงอยู่ดี และคงจะมีแค่เหล่าคนใหญ่คนโตตระกูลกูเรียนเองที่ไม่ได้ตื่นเต้นไปกับเหตุการณ์ต่อจากนี้เหมือนข้ารับใช้ส่วนใหญ่
    อาจยกเว้นเด็กหนุ่มที่พยายามเม้มปากเพื่อไม่หาวไว้อีกคนหนึ่ง ที่ดูไม่รู้สึกรู้สาอะไรนอกจากหมอนกับเตียงที่เขาพึ่งถูกลากออกมาตอนเช้ามืดนี้
    อาจจะกล่าวได้ว่าการเตรียมพร้อมที่ดูเกินความจำเป็นไปบ้างในครั้งนี้คือการต้อนรับแขกให้สมศักดิ์ศรี แต่โดยนัยก็เป็นการโอ้อวดบารมีและความมั่งคั่งของตระกูลกูเรียนเช่นเดียวกัน เพื่อให้เหมาะสมกับฐานะกับตระกูลที่ควบคุมเศรษฐกิจของเมืองการากัส
    ในห้องอาหารในคฤหาสน์กูเรียนที่ดูโอ่อ่ากว้างขวาง ประดับประดาด้วยของตกแต่งราคาแพงมากมาย แพดานของห้องที่ดูสูงกว่าห้องทั่วไปมากนัก โต๊ะทานอาหารที่ยาวเหยียดตั้งอยู่ตรงกลางห้อง ล้อมรอบไปด้วยเก้าอี้นับสิบตัว ชุดดอกไม้เล็กๆต่างถูกวางบนโต๊ะด้วยความสวยงาม กลับปรากฏหญิงสาวผมสีฟ้าคนหนึ่งนั่งอยู่ในห้อง คอยดูข้ารับใช้ที่เดินวุ่นกับทำการทำหน้าที่ของตัวเองตั้งแต่เช้า สายตาและรอยยิ้มที่แสดงออกมาทำให้คนที่มาเห็นคงคิดว่าเธอคงนึกชอบอยู่ไม่น้อยที่มาเห็นเหตุการณ์แบบนี้นานๆครั้ง
    “ท่านหญิงเอลียา”
    เสียงเรียกของหญิงวัยกลางคนที่เดินเข้ามาในห้อง ทำให้เธอต้องหันมามอง
    “น้าอีวา มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
    “เอ่อ ท่านหญิงไม่ต้องมารอตั้งแต่เช้าแบบนี้ก็ได้นะคะ ถ้าถึงเวลาแล้วน้าจะไปเรียกที่ห้องให้เอง”
    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะน้าอีวา เราว่ารอตรงนี้ก็สนุกดี”
    “แต่น้ากลัวอาการของท่านหญิงจะ... น้าหมายถึงจะเบื่อเอา”
    “สบายมาก เรามานั่งตรงนี้ทุกอาทิตย์ตั้งแต่เข้ามาในคฤหาสน์ เอาเป็นว่าถ้าเราเบื่อเราจะเข้าไปช่วยทำงานในห้องครัวอีกแรงดีไหม”
    คำตอบเชิงหยอกล้อของท่านหญิงเอลียาที่ดูสนิทสนมกับข้ารับใช้คนนี้ ทำให้ข้ารับใช้คนอื่นที่กำลังจัดจานอยู่ในห้องอาหารอีกสองคนถึงกับอดที่จะยิ้มไม่ได้
    เป็นที่รู้กันของข้ารับใช้คฤหาสน์ตระกูลกูเรียนตั้งแต่ท่านหญิงเอลียาเข้ามาเป็นนายหญิงอีกคนเมื่อสองปีที่แล้ว ทุกมื้อเช้าเธอจะเป็นคนแรกเสมอที่มารอที่ห้องอาหาร และด้วยความเป็นกันเองรวมกับรูปลักษณ์ที่ดูอ่อนโยนไม่ถือตัวทำให้ท่านหญิงเอลียาเป็นที่รักของข้ารับใช้ส่วนใหญ่ อาจเป็นเพราะเธอต้องการแสดงออกอีกนัยว่าอาการป่วยของเธอไม่ใช้ข้ออ้างในการละเลยมื้อเช้าของตระกูลกูเรียน โดยจะมีอีวาคอยดูแลอยู่ไม่ห่างตามคำสั่งของหัวหน้าตระกูลกูเรียนคนปัจจุบัน
    “แต่ถ้าน้าอีวากลัวเราเบื่อ เราขอตัวหนุ่มน้อยคนนั้นสักครู่ละกัน”
    ท่านหญิงเอลียาชี้มาตรงเด็กชายที่กำลังยกจานจนสูงท่วมหัวเดินเข้ามาในห้อง และด้วยท่าเดินที่โอนไปเอนมาเหมือนเริ่มไม่ไหว ทำให้ผู้เป็นแม่ต้องรีบไปยกจานทั้งหมดจากในมือเจ้าตัวแสบ ประกอบกับเสียงหัวเราะจากปากเล็กๆของท่านหญิงเอลียาที่ดูจะชอบเหตุการณ์นี้ไม่น้อย
    “เด็กคนนี้ เดี๋ยวเถอะ จานตกมาแตกใครจะรับผิดชอบ”
    “รีบทำรีบเสร็จไงล่ะท่านแม่ ข้าว่าข้าต้องการหมอนมากกว่ายกจาน ณ ตอนนี้”
    แม่ลูกคู่นี้ที่ยืนเถียงกันกลายเป็นเรื่องปกติของไปแล้วของการเตรียมงานมื้อเช้าทุกอาทิตย์ ตั้งแต่ที่อีวาเอาเจ้าตัวเล็กมาช่วยงาน
    “งั้นหนุ่มน้อยคนนั้นมาคุยกับข้าแก้ง่วงก่อนดีไหม”
    เสียงนุ่มๆ ของเอลียาทักเรียกโนเอลเพื่อให้หยุดต่อล้อต่อเถียงกับแม่ของเขา
    “ท่านหญิง มื้อเช้าครั้งนี้ก็ยังมาเร็วเหมือนเคยนะครับ”
    เด็กหนุ่มไม่พูดเปล่า ทั้งยังเดินไปตรงเก้าอี้ว่างตัวข้างๆ ท่านหญิงเอลียาแล้วกระโดดลงไปนั่ง คล้ายกับกลัวใครจะมาแย่งที่ ส่วนผู้เป็นแม่ที่เห็นการกระทำของเจ้าลูกตัวแสบก็ได้แต่ส่ายหัว แล้วจึงกลับไปทำงานในส่วนของตน
    “เจ้า ไม่กลัวแม่ของเจ้าบ้างเลยรึ?”
    “ถ้าให้เลือกไปทำงานกับมาอยู่เป็นเพื่อนท่าน แม่ข้าคงอยากให้ข้าอยู่กับท่านมากกว่า”
    “ก็สมกับเป็นน้าอีวา ...ว่าแต่ ของที่เจ้าโขมยมาเมื่อวานหละ เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ”
    ประโยคคำถามหลังสุดเหมือนท่านหญิงเอลียาจะลดเสียงพูดลงมา
    “ใครบอกข้าขโมยมา ข้าได้มาอย่างสุจริตหรอกท่านหญิง”
    “โดยมีสัตว์อสูรหมาป่าไล่เจ้ามาจากในป่ามัวร์?”
    “ข้าพูดออกไปตอนไหน?”
    “เหตุการณ์เมื่อวานเราได้ยินพวกแม่บ้านคุยออกรสออกชาติตั้งแต่เช้า คงไม่ใช่เด็กหนุ่มที่นั่งข้างข้าหรอกมั้ง?”
    ท่านหญิงเอลียาแทบจะยื่นหน้าของตนเองมาติดอยู่กับใบหน้าของผู้ที่เด็กกว่า พร้อมสายตาที่แสดงออกว่าอยากรู้อยากเห็น มือก็แบออกมาเหมือนบังคับอีกฝ่ายเอาของออกมาให้ดู ส่วนโนเอลก็ทำท่าคิดหนักอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันซ้ายหันขวาไปดูรอบๆ ห้อง มือก็ล้วงไปหยิบของที่ว่าจากกางเกงแล้วยื่นให้คนที่อายุมากกว่าตรงหน้า
    “ศาสตรเวทริเริ่มจริงๆ ด้วย”
    “ใช่เรื่องนี้ท่านหญิงบอกข้าแล้วเมื่อคืน และก็เรื่องนี้เหมือนกันที่ทำให้เมื่อวานข้ากลับมาถึงคฤหาสน์ช้า”
    “มีดเล่มนี้ยังไม่ได้ปลดผนึก”
    “ใช่ท่านหญิง เรื่องนี้ตาลุงหัวโล้นเชอร์แมนก็บอกข้าแล้ว”
    “ข้าสามารถหาผู้ปลดผนึกศาสตราเล่มนี้ให้เจ้าได้นะ”
    “ใช่ ท่านหญิง เรื่องนี้ก็มีคนบอก เราต้องหา... หา ท่านพูดว่าอะไรนะ”
    ประโยคสุดท้ายของโนเอลออกจะเสียงดังกว่าเดิมมาก เล่นเอาผู้เป็นนายหญิงของคฤหาสน์สงสัยอยู่ไม่น้อย
    “ไม่ได้สินะ?”
    “ข้าไม่ได้หมายถึงแบบนั้นท่านหญิง แต่ข้าหมายถึง ทำไมท่าน?”
    “ความลับจ๊ะ”
    ท่านหญิงเอลียายกนิ้วมาทำท่าจุ๊ปากแล้วจึงส่งมีดสั้นสีดำคืนเจ้าของ พร้อมกับสีหน้าสีตาทะเล้นไม่เหมาะกับหญิงผู้สูงศักดิ์สักนิด
    “โนเอล เจ้าเสียงดังไปแล้วนะ”
    ก่อนที่โนเอลจะได้ถามอะไรต่อ เสียงดุๆ ของผู้เป็นแม่ดังมาจากประตูทางเข้าห้องอาหาร ทำเอาเด็กชายหุบปากแทบไม่ทัน
    “สงสัยว่าเจ้าต้องไปช่วยงานน้าอีวาก่อนแล้วแหละ เดียวจะโดนเอ็ดเอาได้”
    “ข้าก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกันท่านหญิง”
    สิ้นบทสนทนา โนเอลก็รีบกระโดดลงจากเก้าอี้ แล้ววิ่งจ้ำอ้าวไปทางประตู ก่อนจะพ้นสายตาของท่านหญิงเอลียา เด็กชายหันกลับมามองนายหญิงของคฤหาสน์อีกครั้ง พร้อมกับชูนิ้วนางให้เธอเห็นเด่นชัด เสร็จแล้วจึงวิ่งออกไป
    ท่านหญิงเอลียายิ้มรับให้กับท่าทางตลกๆ เป็นเชิงสัญลักษณ์ของโนเอลที่ทำให้เธอเห็น จากนั้นจึงหันมามองนิ้วนางข้างซ้ายที่ว่างเปล่าของตนเอง ท่านหญิงเอลียาจมอยู่ในภวังค์ของตนเองอยู่ในห้องอาหารคนเดียวสักพักใหญ่ สีหน้าที่เศร้าหมองแสดงออกมาภายใต้ใบหน้าที่งดงาม หน้าตาที่แสดงออกตีความหมายไม่ได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ก่อนเธอจะหยิบแหวนสัญลักษณ์รูปใบไม้ออกมาจากกระเป๋าลับตรงชายเสื้อมาสวมที่นิ้วนางของเธอ แล้วค่อยคิดได้ว่า อย่างน้อยเธอก็ควรขอบคุณเจ้าหนูโนเอลสักหน่อย ถ้าเผลอลืมใส่แหวนประจำตระกูลกูเรียนเข้ามาร่วมมื้อเช้า คงมีเรื่องให้โดนติติงถึงที่ผ่านมาตนเองเข้ามาร่วมมื้อเช้าโดยไม่ขาดตกบกพร่อง หรือเอาอาการป่วยของตนมาเป็นข้ออ้างก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
    ความเงียบงันครอบคลุมอยู่ในห้องอาหารได้ไม่นาน หลังจากที่ข้ารับใช้วุ่นวายอยู่ภายในบริเวณนี้ตั้งแต่เช้า แขกกลุ่มใหม่ได้ปรากฏเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม หน้าตาเกลี้ยงเกลา ท่าทางดูน่าสำองค์ และชุดแต่งกายที่ดูหรูหรามากกว่าปกติ คล้อยหลังตามาด้วยสตรีมผมยาวสีดำถึงกลางหลัง ใบหน้าเรียวสวยและสายตาที่บ่งบอกถึงความรู้สึกเย็นชาเป็นจุดเด่น โผล่ออกมาจากประตูทางเข้า โดยถ้าจับสังเกตคนที่เดินนำหน้าให้ดี จะเห็นแหวนสัญลักษณ์รูปใบไม้นิ้วชี้ของเขา
    “อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณชายเกลทอส คุณหญิงลาน่า”
    ท่านหญิงเอลียายืนขึ้นกล่าวทักทาย เมื่อเห็นแขกผู้มาใหม่
    “สวัสดียามเช้าคุณเอลียา ...อะ ไม่สิ ต้องเป็นท่านหญิงแห่งคฤหาสน์กูเรียนสินะ”
    คำทักทายกลับของแขกผู้มาใหม่ดูจะมีความนัยเป็นพิเศษ ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้โต๊ะอาหาร ส่วนหญิงสาวที่ตามมาก็เพียงแค่พยักหน้าให้ตามมารยาท แล้วจึงเดินตามไปนั่งข้างฝ่ายชาย
    “มื้อเช้าครั้งนี้ ท่านหญิงเอลียาก็ยังคงมาก่อนเป็นคนแรกเหมือนทุกครั้งเช่นเคยนะครับ”
    เกลทอสเริ่มต้นบทสนทนาอีกครั้ง หลังจะที่พึ่งนั่งลงเก้าอี้ได้ไม่นาน
    “เป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่คนป่วยอย่างข้ายังสามารถทำให้คฤหาสน์หลังนี้ได้”
    “หึ …หึ หวังว่าท่านจะทำได้ดีอย่างครั้งนี้ในครั้งต่อไป”
    “ถ้านี้เป็นคำชม ข้าก็จะขอรับมันไว้”
    ท่านหญิงเอลียาตอบคำถามของคู่สนทนาด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย เพราะไม่ทราบว่าฝ่ายตรงข้ามมีจุดประสงค์อะไร ซึ่งดูจะผิดกับลาน่าที่ส่งสายตาเย็นชามาที่เธอตลอดการสนทนาสั้นๆ ของเธอกับเอลทอส
    “เอลทอส ท่านถามท่านหญิงเกินไปแล้ว ท่านเป็นถึงนายหญิงของคฤหาสน์ตระกูลกูเรียน เรื่องมาร่วมมื้อเช้าคนแรกคงเป็นเรื่องปกติของท่านไปแล้ว ...อ่อ ข้าหมายถึงถ้าเป็นนายหญิงจริงๆ ของคฤหาสน์หลังนี้หรอกนะ”
    ลาน่าหันมาพูดกับเอลทอสบ้างหลังจากนิ่งเงียบตั้งแต่เข้ามาในห้องอาหาร แต่สายตากลับเหลือบมองมาที่ท่านหญิงเอลียาเป็นส่วนใหญ่ ส่วนฝ่ายชายก็ดูนิ่งเฉยไม่ได้มีปฏิกิริยาอันใดต่อคำพูดของลาน่าที่เหมือนจะประชดประชันท่านหญิงเอลียาบางอย่าง

    การปรากฏของแขกผู้มาใหม่นี้ ทำให้ท่านหญิงเอลียากลับคิดไปถึงคำพูดของน้าอีวาที่ขอให้เธอกลับไปรอในห้อง ไม่รู้ด้วยความเป็นห่วงหรือรู้ตั้งแต่แรกว่าใครจะมาถึงในห้องอาหารกลุ่มแรก น้าอีวาจึงเตือนอาจเธอแบบอ้อมๆ แต่ที่แน่ๆ ถ้าท่านหญิงเอลียาเลือกที่จะกลับไปที่ห้องนอน ป่านนี้เธอคงไม่ต้องมาเจอบรรยากาศแปลกๆ แบบนี้ตั้งแต่เช้า ว่าแล้วก็ได้แต่ภาวนาขอให้มื้อเช้าครั้งนี้จบเร็วๆ ด้วยเถอะ

    นิยายแนะนำ