ตอนที่ 14 น้ำพุิญญากลายเป็น้ำศักดิ์สิทธิ์ (1)
หวังซื่อคิดว่าตนคือสะใภ้คนโตของเรือนใหญ่แห่งสกุลหลี่ ว่ากันตามหลักแล้วนางควรดูแลทั้งสกุลหลี่ถึงจะถูก แต่ไม่คิดว่า หลายปีมานี้ ยายแก่ที่ไม่ยอมตายผู้นั้นจะคอยกดนางไว้ตลอดเวลา ข้างล่างยังมีอาเล็กที่เอาแต่ตอแยผู้นี้อีก ในแต่ละวันช่างใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจริงๆ
วันนี้ไม่ง่ายเลยที่จะเจออาหารจานเนื้อ เพียงแค่กินคำเดียวเท่านั้น ทั้งชามกลับหกคว่ำใส่ตัวนางหมด แบบนั้นเรียกว่าถูกลวกแล้ว
“กินๆๆ ข้าให้เ้ากิน ข้าให้เ้ากิน!”
หลี่จินเห็นแบบนี้ก็ยิ่งมีน้ำโห เห็นหวังซื่อยังอยากเอื้อมมือไปหยิบอีกก็พลันย่ำเท้าใส่อย่างแรง กระทืบเนื้อไก่ที่อยู่บนพื้นทั้งหมดหลายครั้ง ครั้งนี้ กินไม่ได้แล้วจริงๆ
หลี่จินถูกหลี่จางซื่อประคบประหงมมาั้แ่เล็ก ในบ้านมีใครบ้างที่ไม่ประจบเอาใจนาง นางเคยถูกด่าว่าเช่นนี้ั้แ่เมื่อไรกัน บวกกับในยามปกติที่กินไก่กัน นอกจากน่องไก่ของท่านแม่นางหนึ่งชิ้นแล้ว น่องไก่ที่เหลือก็จะเป็ของนางทั้งหมด ไฉนเลยจะทนเื่แบบนี้ได้
“เ้า…เ้า…เ้า…ดูซิว่าข้าจะตีนังชั้นต่ำเช่นเ้าให้ตายหรือไม่!” หวังซื่อโมโหจนหน้าเขียว พลันยกมือหมายจะตบหญิงสารเลวตรงหน้าสักฉาด ทว่าเพิ่งจะง้างมือขึ้น ก็ถูกคนผู้หนึ่งตีกลับด้วยด้ามไม้กวาดแล้ว
หวังซื่อเ็ป อ้าปากหมายจะด่าว่า ครั้นเมื่อเงยหน้ามองก็สบเข้ากับดวงตาที่อยากจะกลืนกินนางของแม่สามีพร้อมไม้กวาดไผ่ที่นางเหวี่ยงมา หวังซื่อกรีดร้องเสียงหนึ่ง และถลาตัวออกห่างอย่างรวดเร็ว
“เ้านางชั้นต่ำตัวดี เ้าจะตีใครกัน ตัวเองขโมยกินสมควรแล้วหรือ ยังจะกล้าลงไม้ลงมือกับน้องสามีอีก คอยดูข้าจะตีหญิงน่าไม่อายอย่างเ้าให้ตายไปเลย! ข้าทำให้เ้าต้องขโมยกิน ข้าทำให้เ้าต้องตะกละหรือ! ข้าใช้ให้เ้าขโมยไก่หรือไร!”
หลี่จางซื่อยกไม้กวาดไผ่ในมือ ร่างอ้วนท้วนสั่นไม่หยุดด้วยความโกรธพลางวิ่งไล่ลูกสะใภ้ใหญ่ด้วยอาการเหนื่อยหอบ ทั้งในครัววุ่นวายเละเทะไปหมด
“โอ๊ยท่านแม่ ตีคนตายแล้ว ท่านแม่ ข้าไม่ได้ขโมยไก่ ไม่ได้ขโมยนะเ้าคะ! ท่านหยุดตีได้แล้ว ครั้งนี้ท่านเข้าใจข้าผิดแล้วจริงๆ ข้าจะทำเื่เลวร้ายไร้คุณธรรมเช่นนี้ได้อย่างไร ข้ารู้ว่าท่านจะกลับมาแล้ว เลยอยากเตรียมน้ำแกงไก่เย็นๆ ไว้ให้ พอท่านมาถึงก็จะได้กินเลย แต่เพราะข้าไม่เจอของคาวมานานแล้ว เลยอดใจไม่ไหวชิมคำหนึ่งเท่านั้น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะขโมยกินจริงๆ นะเ้าคะ”
ต้องบอกว่า หวังซื่อเป็คนหัวไวทีเดียว หลบจากการไล่ตีไปพลาง ชี้ไปที่หลี่ซินแม่ลูกคนอื่นๆ ที่ดูเื่สนุกอยู่หน้ากระท่อมมุงหญ้าเหมาไปพลาง พูดเพียงไม่กี่คำก็ทำให้ตัวเองพ้นความเกี่ยวข้อง และทิ้งไฟาไว้ให้เรือนรองเสียแล้ว
“ไก่ตัวนี้ข้าไม่ได้ฆ่าจริงๆ เป็เรือนรองต่างหากที่ฆ่า และเป็เรือนรองที่ขโมย ไม่เกี่ยวกับข้าสักหน่อย ข้าก็เพิ่งทำงานกลับมา ท่านจะโทษข้าไม่ได้นะเ้าคะ”
หลี่จางซื่อและหลี่จินได้ยิน ก็เลื่อนสายตาไปที่เยี่ยซื่อทันที
เดิมหลี่ซินอยากจะชมละครอยู่ด้านข้าง ไหนเลยจะยอมให้หวังซื่อปาไฟมาที่พวกนางแทน จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“ท่านย่า ท่านอาเล็ก พวกท่านดูให้ดีสิ ไก่ที่บ้านพวกเราเลี้ยงไว้ยังมีชีวิตอยู่กันดี นั่นเป็ไก่ป่าที่ข้าและพวกพี่ใหญ่ล่าได้ในระหว่างทางขึ้นเขาวันนี้ต่างหากเล่า เดิมอยากจะตุ๋นน้ำแกงร้อนๆ ให้ท่านย่าเพื่อแสดงความกตัญญู ไม่นึกเลยว่าจะทำให้ท่านป้าใหญ่เข้าใจผิดเสียได้ แถมเมื่อครู่ยังไปโวยวายที่เรือนข้าและทำให้ประตูของเรือนข้าพังอีก ไม่กล่าวทักทายอะไร ก็ไปแอบกินที่ห้องครัวเองแล้ว พวกเราอยากจะห้ามก็ห้ามไว้ไม่ได้”
หลี่จางซื่อได้ยินว่าไม่ใช่ไก่ที่บ้านเลี้ยงก็โล่งอกในพลัน ทั้งคิดได้ว่านี่เป็ไก่ป่าที่หลานล่ามาเพื่อแสดงความกตัญญูต่อตน กลับถูกหวังซื่อหญิงจอมี้เีผู้นี้ฉกกินไปเสียแล้ว จึงเริ่มมีน้ำโหอีกครั้ง
นางเหวี่ยงไม้กวาดไผ่ในมือจะตีหวังซื่ออีกครั้ง ปากยังด่าสาปแช่งไม่หยุด
ทั่วทั้งลานบ้านสกุลหลี่เต็มไปด้วยเสียงผรุสวาทด่าทอและเสียงร่ำไห้ร้องขอความเมตตา...
หลี่ซินเม้มปากโค้งเป็รอยยิ้ม ไม่สนใจดูอีกต่อไป พลันหมุนตัวประคองเยี่ยซื่อกลับเข้าเรือน นางคร้านจะยุ่งกับคนเหล่านี้ว่าจะทำอะไร
หลังจากเยี่ยซื่อเข้ามาในห้องแล้วกลับนั่งไม่เป็สุข ชะเง้อมองไปทางห้องครัวอย่างกังวล หากเป็เช่นนี้ต่อไป คงจะไม่ถึงแก่ชีวิตใช่หรือไม่ นึกถึงตรงนี้ นางก็นั่งไม่นิ่งแล้ว พลันลุกขึ้นจะเดินออกไปด้านนอก
“ท่านแม่ ท่านจะไปทำอะไรเ้าคะ”
หลี่ซินดึงมือเยี่ยซื่อไว้อย่างหูไวตาไว และถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ข้าจะไปเกลี้ยกล่อมท่านย่าเ้า ว่าอย่าทำอะไรจนถึงแก่ชีวิต” เยี่ยซื่อเอ่ยตามจริง
“ท่านแม่ ท่านนั่งอยู่ตรงนี้ให้สบายใจเถอะเ้าค่ะ ท่านคิดว่าท่านป้าใหญ่เป็คนอ่อนแอหรือ ท่านป้าใหญ่จะยืนอยู่ตรงนั้นปล่อยให้ท่านย่าตีอย่างนั้นหรือ หากอีกประเดี๋ยวท่านเข้าไป จะไม่ใช่เป็การแกว่งเท้าหาเสี้ยนหรือ ไม่แน่หากท่านย่าตีท่านป้าใหญ่ไม่ได้ ก็จะพาลมาโกรธที่พวกเราแทน ต่อให้ท่านจะอยากไปเกลี้ยกล่อมท่านย่า ท่านอาสามก็อยู่ในเรือนเหมือนกันมิใช่หรือเ้าคะ”
หลี่เฉินก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่เห็นด้วยเช่นกัน “อีกอย่าง ปกติเวลาท่านย่าตีพวกเรา ท่านป้าใหญ่ไม่ทุบตีเราซ้ำก็นับว่าดีมากแล้ว นางเคยช่วยพูดเพื่อพวกเราสักคำหรือไม่ ทำไมท่านต้องไปให้คนเขารำคาญด้วยเล่า”
เยี่ยซื่อได้ยินถึงกับผงะ จากนั้นมองแม่สามีกับลูกสะใภ้ทั้งสองที่ยังคงไล่ตีกันในครัว ทำเอาไม่รู้ว่าควรจะไปดีหรือไม่
ทว่าสือโถวนั้น เขาปีนี้อายุเพียงแปดขวบ เป็่เวลาที่ชอบความสนุกสนาน ยามนี้ฟุบนอนอยู่ริมหน้าต่าง มองด้วยสีหน้าเพลิดเพลินพร้อมกับแอ่นหน้าแอ่นหลังหัวเราะสนุกสนาน หากกลับไม่กล้าหัวเราะออกมาดังๆ ได้แต่เอามือปิดปากไว้แน่น
หลังจากละครสนุกผ่านพ้น วันเวลายังคงดำเนินต่อไป เพียงแต่ในมื้อเที่ยงนี้ ผู้ที่ไม่มีโอกาสได้มาร่วมโต๊ะกลายเป็ท่านป้าใหญ่หวังซื่อ กลับให้เยี่ยซื่อสองแม่ลูกนั่งร่วมโต๊ะแทน แม้สุดท้ายทุกคนจะได้น้ำแกงไก่ครึ่งชาม แต่อย่างน้อยก็ยังได้กินหมั่นโถวธัญพืชสองก้อน