ซ่อนรักลับหัวหน้าแผนก

    ตอนที่ 9: ข้อตกลงในความลับ

    แรงสั่นสะเทือนแผ่วเบาจากเครื่องปรับอากาศในแผนกการตลาดของบริษัท ไม่ได้ช่วยบรรเทาความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในใจของมินตราเลย เด็กสาวนั่งจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลหน้าเอกสารเปล่า นิ้วเรียวแตะค้างบนแป้นพิมพ์โดยไม่ขยับ ทุกครั้งที่ขยับกาย ความตึงและปวดหน่วงบริเวณสะโพกและเรียวขายังคอยตอกย้ำถึงบทรักร้อนแรงในห้องเก็บเอกสารเมื่อชั่วโมงก่อน
    กลิ่นน้ำหอมโทนไม้ผสมกลิ่นยาสูบจาง ๆ ของปกป้องยังอบอวลอยู่รอบตัวเธอ ผิวกายตรงซอกคอยังรู้สึกร้อนผ่าวเหมือนสัมผัสจากจูบแรกที่เขากลืนกินเธออย่างเอาแต่ใจ
    เสียงเพื่อนร่วมงานที่กลับจากห้องประชุมเริ่มดังใกล้เข้ามา มินตรารีบเปิดไฟล์งานเพื่อทำเป็นยุ่ง ทว่าความรู้สึกผิดเริ่มบีบหัวใจ ยามนึกย้อนไปถึงรูปครอบครัวของปกป้องที่เคยแอบค้นเจอในเฟซบุ๊กส่วนตัว... ภาพหญิงสาวรอยยิ้มอ่อนโยนและเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมกอดของเขา ครอบครัวแสนอบอุ่นที่เขาปกปิดแยกจากที่ทำงานอย่างเด็ดขาด
    ‘เรากำลังทำอะไรอยู่...’ มินตราถามตัวเองด้วยความละอายใจ
    การลักลอบข้ามเส้นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะในซอกหลืบมืดทึบของแผนก หรือที่คอนโดส่วนตัวในคืนฝนตก อาจยังพออ้างได้ว่าเป็นเพียงความเผลอไผลชั่ววูบ ทว่าการปล่อยตัวปล่อยใจในห้องเก็บเอกสารกลางวันแสก ๆ ครั้งนี้ คือความบ้าคลั่งที่ไร้สติอย่างแท้จริง หากมีใครเดินเข้ามา อนาคตการทำงานของเธอคงจบสิ้นลง และเธอกลายเป็นคนทำลายครอบครัวผู้อื่นอย่างไม่อาจปฏิเสธ
    มินตราซับน้ำตาที่รื้นชื้นดวงตาอย่างรวดเร็ว ความคิดหนึ่งแจ่มชัดขึ้นมาว่าเธอต้องหยุดเรื่องนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายลงไปมากกว่านี้ เธอต้องขีดเส้นแบ่งระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องให้ชัดเจนเสียที
    ---
    เวลาเลิกงานเวียนมาถึงอย่างเชื่องช้า มินตราแสร้งทำเป็นเคลียร์งานจนกระทั่งพนักงานในแผนกเริ่มบางตา แพรวที่สะพายกระเป๋าคู่ใจเดินผ่านมาหยุดข้างโต๊ะ ดวงตาคมจิกมองใบหน้าซีดเซียวของเด็กสาวอย่างจับสังเกต
    “มินต์ ยังไม่กลับอีกเหรอจ๊ะ? หน้าตาดูเพลีย ๆ นะ ป่วยหรือเปล่า?” แพรวถามด้วยน้ำเสียงกึ่งห่วงใยกึ่งจับผิด
    “เปล่าค่ะพี่แพรว มินต์แค่เคลียร์เอกสารนิดหน่อยค่ะ กำลังจะกลับแล้วเหมือนกันค่ะ” มินตราส่งยิ้มบาง ๆ ซ่อนมือสั่นเทาไว้ใต้โต๊ะ
    “งั้นก็ดีแล้วจ้ะ รักษาสุขภาพด้วยนะ ช่วงนี้ฝนตกบ่อย” แพรวทิ้งท้ายแล้วหมุนตัวจากไป มินตราถอนหายใจยาวเหยียด รู้สึกอึดอัดกับสายตาของคนรอบข้างที่เริ่มจับจ้องเธอมากขึ้น
    เด็กสาวเก็บของเดินออกจากตึก ท่ามกลางลมเย็นหลังสายฝนที่เพิ่งหยุดตก ในขณะที่กำลังก้าวเดินตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้า รถยุโรปสีดำสนิทของปกป้องก็เคลื่อนตัวมาจอดเทียบข้างทางเดิน กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลง เผยใบหน้าคมคายสุขุมของเขา
    “ขึ้นรถครับมินต์ เดี๋ยวพี่ไปส่ง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งเรียบ ๆ
    มินตราอึกอัก มองซ้ายมองขวาด้วยความกังวล “พี่ป้องคะ... ไม่เป็นไรค่ะ มินต์กลับรถไฟฟ้าสะดวกกว่า...”
    “ขึ้นมาเถอะครับ ฝนตั้งเค้าจะตกอีกรอบแล้ว พี่มีเรื่องงานด่วนจะคุยด้วยนิดหน่อย” ชายหนุ่มตัดบท น้ำเสียงนุ่มนวลทว่ามั่นคง มินตราจึงจำต้องเปิดประตูและก้าวเข้าไปนั่งเบาะข้างคนขับอย่างรวดเร็ว
    ปกป้องเคลื่อนรถออกสู่ถนนใหญ่อย่างนุ่มนวล ท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโดยสารอุ่นที่มีกลิ่นไม้จากน้ำหอมของเขา มินตรานั่งตัวเกร็งมือกำสายกระเป๋าไว้แน่น จนกระทั่งทนความอึดอัดไม่ไหวจึงตัดสินใจพูดขึ้น
    “พี่ป้องคะ... มินต์มีเรื่องอยากจะคุยกับพี่ค่ะ”
    ปกป้องเลี้ยวรถเข้าสู่ซอยเงียบสงัดข้างทางซึ่งเป็นที่จอดรถส่วนบุคคลของร้านอาหารที่ปิดทำการ ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์แต่ยังเปิดไฟสำรองและเครื่องปรับอากาศเอาไว้ แสงไฟสีส้มจากถนนลอดผ่านกระจกเข้ามาสลัวเลือน
    “ว่าไงครับเด็กดี มีอะไรอยากคุยกับพี่งั้นเหรอ?” ปกป้องเบี่ยงตัวหา ยื่นมือหนาหมายจะกุมมือบางทว่ามินตราเบี่ยงหลบอย่างสุภาพ
    แววตาคมฉายประกายลุ่มลึกเดาใจยากเมื่อเห็นอาการขัดขืนของเด็กสาว
    “พี่ป้องคะ... เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเราทั้งหมด... มินต์ว่ามันไม่ถูกต้องเลยค่ะ” มินตราเม้มปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตา “พี่ป้องมีครอบครัวแล้ว และมินต์ก็เป็นแค่เด็กใหม่ในแผนก ถ้าคนอื่นรู้เรื่องจะพังหมด มินต์รู้สึกผิดจนทนเกลียดตัวเองไม่ไหวแล้วจริง ๆ ค่ะ เราหยุดอยู่แค่นี้เถอะนะคะ กลับไปเป็นแค่หัวหน้าลูกน้องเหมือนเดิมเถอะค่ะ”
    หยาดน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงอาบแก้มใส ร่างบางสั่นเทาด้วยความกลัวต่อความผิดศีลธรรม ปกป้องเฝ้ามองภาพนั้นด้วยความสุขุมของผู้ใหญ่ ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้ ขยับปลดเข็มขัดนิรภัยแล้วเอื้อมมือประคองใบหน้าหวานอย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาบนแก้มแผ่วเบา
    “มินต์ครับ... มองหน้าพี่สิเด็กดี” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างใบหู
    มินตราช้อนตาฉ่ำน้ำสบตาคม แววตาของเขาอ่อนโยนและเต็มไปด้วยเสน่ห์ลุ่มลึก รอยยิ้มบางเบาตรงมุมปากช่วยคลายความกังวลของเธอ
    “พี่เข้าใจความอึดอัดของมินต์นะ และพี่ขอโทษที่เอาแต่ใจตัวเองมากไปหน่อยเมื่อบ่าย... พี่แค่ห้ามใจไม่อยู่เวลามินต์ทำท่าเหมือนคนแปลกหน้าใส่พี่ พี่ทรมานรู้ไหมครับ?” น้ำเสียงเว้าวอนเอ็นดูของชายหนุ่มทำให้ใจดวงน้อยสั่นไหวรุนแรง
    “แต่จะให้พี่หยุด... กลับไปเป็นแค่คนอื่นสำหรับมินต์ พี่ทำไม่ได้จริง ๆ ครับ” ฝ่ามือหนาเกาะเกี่ยวกระชับนิ้วมือบางไว้แน่น ส่งผ่านความอุ่นชวนเคลิ้ม “มินต์ทำให้ชีวิตของพี่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พี่ปล่อยมินต์ไปไม่ได้หรอกครับ”
    “แต่พี่ป้องคะ... ครอบครัวของพี่...”
    “พี่รู้ครับ และพี่สัญญากับมินต์ตรงนี้เลยว่า เรื่องของเราจะไม่มีวันกระทบกับสถาบันครอบครัวของพี่ และพี่จะไม่ยอมให้อะไรมากระทบอนาคตการทำงานของมินต์เด็ดขาด” ปกป้องขยับเข้าไปใกล้จนกลิ่นกายอุ่นโอบล้อมเธอ ชายหนุ่มเอ่ยข้อเสนอด้วยน้ำเสียงทุ้มหวานล่อลวง
    “เราจะมี ‘ข้อตกลงร่วมกัน’ ในความลับ... มินต์เป็นเด็กดีของพี่ในพื้นที่ลับของเรา พี่จะคอยดูแลและปกป้องมินต์ทุกอย่าง ไม่ให้ใครรังแกได้ ส่วนเวลาทำงาน... เราจะเป็นเพียงหัวหน้าและลูกน้องที่เข้มงวดที่สุด พี่จะไม่แตะต้องหรือแสดงอาการให้คนจับพิรุธได้อีก... ดีไหมครับ?”
    คำว่า ‘ดูแลและปกป้อง’ จากปากผู้ใหญ่ที่อบอุ่นและมั่นคงอย่างปกป้อง สะกิดเข้ากับปมจิตวิทยาที่มินตราโหยหามาตลอด ปราการศีลธรรมอันบอบบางของเด็กสาวพังทลายลงในพริบตาพ่ายแพ้ต่อความต้องการลึก ๆ และเสน่หาอันท่วมท้น
    “พี่ป้องสัญญากับมินต์จริง ๆ ใช่ไหมคะ... ว่าจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้...” เด็กสาวถามเสียงสั่น แววตายอมจำนน
    “พี่สัญญาด้วยเกียรติของพี่เลยครับเด็กดี” ปกป้องยิ้มละมุน โน้มตัวกดจูบหน้าผากมน ไล่ลงมาที่ปลายจมูกรั้น และบดจูบริมฝีปากอิ่มอย่างอ่อนโยนเนิ่นนาน รสจูบนี้เต็มไปด้วยความนุ่มนวลและปลอบประโลม ประหนึ่งสัญญาในความลับระหว่างกันได้รับการลงนามเรียบร้อย
    เมื่อผละริมฝีปากออก มินตราซบหน้ากับอกอุ่นของเขาอย่างหมดแรงเลือก ชายหนุ่มกอดร่างบางไว้แน่น ลูบหัวกล่อมเกลาชั่วครู่ ก่อนจะสังเกตเห็นอาการเกร็งตัวอย่างอึดอัดของเธอ
    “เจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับมินต์?” ปกป้องถามห่วงใย
    “ปวดนิดหน่อยค่ะ... ตรงเอวกับเรียวขา...” มินตราตอบเสียงเบาอ้อมแอ้มแก้มแดงซ่าน “ตอนที่ทำในห้องเก็บเอกสาร... มันแคบและขอบตู้เหล็กมันแข็งมากค่ะ...”
    คำสารภาพซื่อตรงทำให้ปกป้องหลุดหัวเราะในลำคอด้วยความเอ็นดู ชายหนุ่มบีบแก้มใสเบา ๆ อย่างหยอกล้อ “พี่ขอโทษครับที่รุนแรงกับเรา ขากลับเลยล้าใช่ไหม? เดี๋ยวพี่ไปส่งที่ห้องพักแล้วจะช่วยดูแลนะ”
    ---
    ปกป้องขับรถมาส่งมินตราที่หอพัก ชายหนุ่มเดินตามเธอขึ้นห้องไป มินตราขัดเขินแต่ความเหนื่อยล้าทำให้ไม่มีแรงปฏิเสธความเอาใจใส่ของเขา
    เมื่อเปิดประตูเข้าห้องพัก กลิ่นแป้งเด็กผสมพีชลอยมาปะทะ ปกป้องก้าวเข้ามาถอดสูทพาดกับเก้าอี้ ปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตพับขึ้น เผยท่อนแขนแข็งแรงที่มีเส้นเลือดขึ้นจาง ๆ
    “ไปอาบน้ำอุ่นให้ร่างกายผ่อนคลายก่อนนะคนดี เดี๋ยวพี่ทายาแก้ปวดและนวดคลายเส้นให้” ชายหนุ่มสั่งอ่อนโยน
    มินตราพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย หยิบผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำไปชำระกาย สายน้ำอุ่นช่วยชะล้างความล้า ทว่าใจกลับอิ่มเอมกับความใส่ใจที่ได้รับ
    เมื่ออาบน้ำเสร็จ มินตราสวมเสื้อยืดตัวโคร่งและกางเกงขาสั้น ก้าวเดินออกมาเผยเรียวขาคู่สวยขาวนวลที่มีรอยแดงช้ำจาง ๆ บริเวณโคนขาด้านในจากการบดเบียดของสะโพกแกร่งและสัมผัสจากผิวตู้เหล็ก ปกป้องนั่งรอบนเตียงปรายตามองด้วยสายตาเข้มจัด
    ชายหนุ่มตบฟูกนอนข้างตัวเบา ๆ “มานอนคว่ำตรงนี้เร็วคนเก่ง พี่จะทายาให้”
    มินตราคลานขึ้นเตียงอย่างว่าง่าย นอนคว่ำหน้าลงกับหมอน กลิ่นหอมแป้งผสมพีชที่สดชื่นหลังอาบน้ำใหม่ ๆ ปลุกเร้าอารมณ์เสน่หาของชายหนุ่ม ทว่าเขาพยายามหักห้ามใจและเน้นการดูแล
    ปกป้องบีบเนื้อครีมยาแก้ปวดสีขาวเย็นลงบนฝ่ามืออุ่น ถูมือเพิ่มความอุ่นก่อนจะทาบทับลงบนแผ่นหลังบางลากไล้มายังช่วงเอวคอดกิ่ว แรงนวดพอเหมาะจากปลายนิ้วแข็งแรงทำให้มินตราหลุดเสียงครางแผ่วในลำคอด้วยความสบาย
    “ตรงนี้ปวดค่ะพี่ป้อง...” เด็กสาวกระซิบอู้อี้กับหมอน
    “ตรงนี้ใช่ไหมครับเด็กดี? พี่จะกดเบา ๆ นะ” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงทุ้ม นวดคลึงเน้นน้ำหนักอย่างทะนุถนอม ฝ่ามืออุ่นลากไล้ผ่านเนื้อผ้ากางเกงขาสั้นอย่างตั้งใจ สัมผัสส่วนโค้งเว้าของร่างบางจนใจเต้นรัว
    ปกป้องดึงกางเกงขาสั้นของเด็กสาวขึ้นเล็กน้อยเพื่อเปิดผิวเนื้อบริเวณโคนขาและสะโพกโดยตรง ปลายนิ้วเรียวนวดกดโคนขาด้านในที่มีรอยช้ำแดงอย่างอ่อนโยน ชายหนุ่มโน้มตัวลงไปกดจูบแผ่วเบาบนรอยแดงเหล่านั้นช่วยบรรเทาความเจ็บปวด
    “อ๊ะ... พี่ป้อง... มันสยิวค่ะ...” มินตราประท้วงเบา ๆ ยามปลายนิ้วอุ่นเกลี่ยใกล้จุดไวต่อสัมผัส ทว่าร่างกายกลับผ่อนคลายและซาบซ่าน
    “พี่กำลังช่วยรักษารอยช้ำให้อยู่นี่ไงครับคนดี” ชายหนุ่มนวดคลึงด้วยความทะนุถนอมปนขี้เล่น ปลายนิ้วเกลี่ยหยอกล้อเนื้อนุ่มจนเด็กสาวสั่นสะท้านด้วยความเสียวซ่านที่แฝงความละมุน ความอบอุ่นในห้องนอนเล็ก ๆ ช่วยปัดเป่าความกังวลและความกลัวผิดศีลธรรมของมินตราจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอุ่นใจที่ได้รับการดูแล
    เมื่อทายาเสร็จ ปกป้องจัดเสื้อผ้าเธอให้เข้าที่ ประคองร่างเล็กให้พลิกตัวนอนหันมากอดเคียงข้างบนเตียงแคบ โอบร่างบางเข้าอกกว้างกดจูบกลุ่มผมนุ่มหอมพีชอย่างรักใคร่
    “พักผ่อนนะมินต์ พรุ่งนี้จะได้มีแรงไปทำงาน และจำข้อตกลงของเราไว้... ที่ออฟฟิศเราคือหัวหน้ากับลูกน้อง แต่ที่นี่... มินต์คือคนในความลับของพี่ป้องคนเดียว” ชายหนุ่มกระซิบน้ำเสียงจริงจัง
    “ค่ะพี่ป้อง... มินต์จะจำไว้...” มินตราตอบรับเสียงแผ่ว ซุกหน้าเข้ากับอกแกร่งกอดรัดเอวแน่นราวกับกลัวว่าอ้อมกอดนี้จะหายไป
    ปกป้องเฝ้ารอจนเด็กสาวหลับสนิท ชายหนุ่มค่อย ๆ ถอนกายออกอย่างอ้อยอิ่ง กดจูบหน้าผากมนบอกลา ก่อนจะสวมสูทเดินออกจากห้องเงียบเชียบ... กลับไปทำหน้าที่ ‘หัวหน้าครอบครัว’ ในโลกความจริงของเขาต่อไป
    ทิ้งให้มินตราหลับฝันในห้วงความรักในความลับ... โดยไม่รู้เลยว่าพายุใหญ่แห่งศีลธรรมกำลังตั้งเค้ารอทำลายความสุขชั่วคราวนี้อย่างเงียบงัน