คำเตือน
เนื้อหาต่อไปนี้มีการใช้ความรุนแรง และการข่มขืน ซึ่งอาจจะทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกสบายใจ
จึงขออนุญาตแจ้งเตือนและขออภัยมา ณ ที่นี้
เมื่อรู้สึกตัวอีกฉันทีก็พบว่าตัวเองมาอยู่ที่ห้องๆหนึ่งในโรงพยบาลแล้ว หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนมาอธิบายเหตุการณ์กับฉัน พวกเขาบอกว่าแมรี่ตายแล้ว และฉันรู้สาเหตุได้โดยที่ไม่ต้องให้ใครอธิบายให้ฟัง เธอตายเพราะโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะกำเริบพอดี เธอคงตกใจและกลัวมากจนเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น
หลังได้กลับบ้าน ฉันนอนร้องไห้ทั้งวันทั้งคืน คืนแล้วคืนเล่า กว่าจะเริ่มทำใจได้ รู้ตัวอีกทีก็ผ่านมาเป็นเดือนแล้ว
คดีเริ่มคืบหน้า เด็กทั้งสามถูกพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับการตายของแมรี่
แน่นอนว่าพวกเขายังเป็นเด็ก สุดท้ายก็รอดจากคดี ในท้ายที่สุด เด็กทั้งสามได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ เหลือเพียงแต่ฉันที่ยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ตาม
ฉันยอมไม่ได้ แม้จะรู้ว่าพวกเขาเป็นเยาวชนก็ตาม
ในที่สุด ฉันก็ตัดสินใจว่าจะแก้แค้นให้ลูกสาวของฉันที่จากโลกนี้ไปแล้ว
ฉันไม่รู้ว่าวันนั้นเป็นวันอะไร เดือนไหน ปีที่เท่าไหร่ รู้เพียงแค่ว่าฉันใช้เวลาค่อนข้างนานในการเตรียมตัว
ในที่สุดฉันก็พบโอกาส เมื่อเด็กทั้งสามที่ทำให้ลูกสาวฉันตายมาอยู่รวมกันในที่ลับตาคน
ฉันทำสำเร็จ ฉันทำให้พวกเขาหมดสติก่อนพาตัวขึ้นรถไปยังสถานที่ที่ฉันจัดเตรียมไว้
ผ่านไปสักพัก พวกเขาจึงได้สติ ฉันจำได้ว่าพวกเขาพยายามร้องขอชีวิตกันอยู่นาน “ไว้ชีวิตผมเถอะครับ” “อย่าทำร้ายพวกเราเลย” “ถ้าปล่อยพวกผมไป พวกผมจะไม่ไปบอกใคร” ทุกอย่างที่พวกเขาพูดเป็นแค่คำร้องขอให้ไว้ชีวิตเท่านั้น ไม่มีคำขอโทษต่อฉันหรือแมรี่แม้แต่คำเดียวหลุดออกจากปากพวกเขา บางทีพวกเขาคงกลัวจนนึกคำพูดไม่ออก หรือไม่ก็อาจจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยทำอะไรไว้บ้าง
เลือดพวกเขาไหลนองเต็มพื้น ฉันที่เคยทำงานที่ร้านอาหารเคยเห็นภาพพวกนี้บ่อยแล้ว ภาพของสัตว์ที่ถูกชำแหละร่างกายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ในสายตาของฉัน พวกเขาไม่ต่างอะไรกับสัตว์เหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย
หลังแน่่ใจว่าคงไม่มีใครพบศพง่ายๆ ฉันจึงได้เดินทางกลับบ้าน
ฉันรู้สึกเหงาและโดดเดี่ยวเหลือเกิน แม้จะจัดการต้นเหตุไปแล้ว แต่ความรู้สึกเศร้ายังคงหลงเหลืออยู่เต็มไปหมด ฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว ไม่เลยแม้แต่คนเดียว
มีสมุดเล่มหนึ่งวางอยู่หน้าบ้านตอนฉันไปถึง นั่นคือไดอารี่เล่มนี้เอง ฉันคิดว่านี่คือโอกาสที่พระเจ้ามอบให้หลังฉันผ่านเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดมา
ถ้าหากว่าสามารถลบความทรงจำได้จริงๆ ความทรงจำที่ฉันอยากลบก็คงเป็นเรื่องราวทั้งหมดที่ฉันเขียนไว้
ไม่สิ
บางที ฉันก็อยากจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่เขียนและไม่ได้เขียนลงไปในไดอารี่ให้หมด
ความทรงจำของฉัน
ฉันอยากจะทิ้งทุกอย่างไปให้หมด
นั่นคือข้อความสุดท้ายของไดอารี่เล่มนี้ที่ถูกเขียนโดยแคลร์ ด้านล่างของประโยคมีรอยเลือดแต้มอยู่
“จะเอายังไงกันต่อ”
“ฉันคิดว่าข้อความ 3 บรรทัดสุดท้ายที่เธอเขียนได้ผล มันน่าสนใจเหมือนกัน แต่ถ้าเธอรู้ว่าเพียงแค่เขียนว่าอยากลืมทุกอย่างแล้วมันได้ผล เธอคงไม่เขียนลากยาวมาขนาดนี้ เรื่องนี้แม้แต่เจ้าตัวเองคงไม่รู้จนกระทั่งมันได้ผลนั่นแหละ”
“…”
“อ้อ โทษที ฉันว่าไดอารี่นี้ไม่อันตรายขนาดนั้น และใช้ทำร้ายคนอื่นได้ยาก ควรเอามันไปเก็บไว้เป็นขององค์กรมากกว่าทำลายทิ้ง ส่วนเรื่องชิ้นส่วนของเด็กก็คงต้องหาให้พบ แล้วก็แคลร์ แม้เราจะรู้ว่าเธอเคยทำการฆาตกรรมมาไม่นานนี้ แต่ตอนนี้เธอไม่เหลือความทรงจำใดๆแล้ว ก็คงต้องตัดสินโทษกันแบบใหม่ บางทีเธออาจจะไม่ได้รับโทษอะไรเลยก็ได้ แต่ถึงจะได้รับโทษจริงๆ ฉันคิดว่าเธอคงไม่เหลือความรู้สึกเสียใจใดๆอีกแล้วล่ะ”
“ถามหน่อยเถอะ นายน่ะ รู้สึกสงสารเธอบ้างมั้ย ชาร์ล”
“เธอผ่านเรื่องเลวร้ายมามาก นั่นคงเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แน่นอนว่าฉันรู้สึกแย่ที่เธอต้องมาแบกรับเรื่องแบบนั้นคนเดียว บางทีอาจเรียกว่าความสงสารก็ได้ แต่ฉันจะไม่แสดงออกใดๆในเรื่องแบบนั้น นี่คืออาชีพของฉัน ทุกคนที่ทำเรื่องผิดย่อมมีเหตุผลที่เพียงพอสำหรับตัวเองในการทำเรื่องเหล่านั้นไม่ว่ามันจะฟังไม่ขึ้นสำหรับคนอื่นยังไงก็ตาม ฉันไม่สามารถตัดสินได้ว่าเรื่องที่คนๆนั้นทำมันสมควรหรือไม่ และฉันไม่เคยรู้สึกโกรธหรือเกลียดการกระทำของคนเหล่านั้น เพียงแค่ว่ากันไปตามกฎเท่านั้น”
ไม่นานนัก รถพยาบาลก็มาถึง ภายในบ้านเหลือเพียงแค่หญิงสาวเพียงผู้เดียว คนที่โทรแจ้งโรงพยาบาลได้หายตัวไปพร้อมกับไดอารี่แล้ว เธอยังคงจ้องมองไปที่รูปถ่ายนั้นอยู่ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ขยับรูปใบนั้นออก สายตาของเธอกลับไม่เลื่อนไปหารูป นั่นเป็นหลักฐานว่าเธอลืมมันไปแล้วจริงๆ รูปใบนั้นไม่มีคุณค่าใดๆกับเธออีก เธอคงจ้องมันก่อนที่ความทรงจำจะหายไป แล้วก็จ้องมันอยู่อย่างนั้น
-End-