แคว้นตงจี๋ บนูเาสือฟาง
สวี่หยางจ้องมองเงาของตนเองที่สะท้อนอยู่ในกระจก ร่างกายของเขาผอมแห้งบอบบาง ฐานะยากจนข้นแค้น เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เต็มไปด้วยรอยปะชุน เขาใช้มือลูบปลายคางอันเรียบเนียนของตนเบา ๆ พลางคิดว่าอย่างน้อยใบหน้านี้ก็ยังดูหล่อเหลาเอาการอยู่บ้าง
"ทะลุมิติมาทั้งที ดันกลายมาเป็ผู้คุมซะงั้น..." สวี่หยางนวดคลึงขมับของตนเอง พยายามย่อยข้อมูลและทำความเข้าใจกับความทรงจำแปลกใหม่ที่เพิ่งหลั่งไหลเข้ามาในหัว
เขาอาศัยอยู่ในแคว้นที่มีชื่อว่าแคว้นตงจี๋ ซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากร และนับว่าเป็มหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลแห่งหนึ่งบนทวีปโหยวซิง
ส่วนเ้าของร่างเดิมที่เขาเข้ามาสิงสู่นี้ เป็เพียงผู้คุมคนหนึ่งในมหาเรือนจำสยบอสูรของแคว้นตงจี๋ ซึ่งบังเอิญมีชื่อว่าสวี่หยางเหมือนกับตัวเขาในโลกก่อนพอดี
ทวีปโหยวซิงแห่งนี้คือดินแดนที่เต็มไปด้วยการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และเป็โลกที่มหาปีศาจออกอาละวาดไปทั่ว แม้แต่แคว้นที่แข็งแกร่งอย่างแคว้นตงจี๋ก็ยังเคยเผชิญกับเหตุการณ์มหาปีศาจก่อความวุ่นวายจนเกือบจะสิ้นชาติมาแล้ว
ภาพมหาปีศาจนับหมื่นตัวเรียงรายเป็หน้ากระดาน เมฆดำทะมึนม้วนตัวบดบังแสงตะวันจนฟ้าดินมืดมิด เมืองหลวงถูกทำลายย่อยยับ เหล่ามหาปีศาจเข่นฆ่าผู้คนอย่างโเี้ไร้ความปรานี
ภาพเหตุการณ์อันน่าสยดสยองเ่าั้ เพียงแค่ได้ฟังคนเขาเล่าต่อกันมาก็ชวนให้หวาดกลัวจนตัวสั่นเทา และมหาเรือนจำสยบอสูรแห่งนี้ ก็คือสถานที่ที่ใช้คุมขังเหล่ามหาปีศาจและสิ่งชั่วร้ายที่เคยก่อความวุ่นวายเหล่านี้นั่นเอง
สวี่หยางจัดแจงเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อยแล้วเดินก้าวออกจากหอพัก แม้ว่าผู้คุมอย่างพวกเขาจะมีฐานะต่ำต้อย ทว่าเื่อาหารการกินและความเป็อยู่กลับได้รับการดูแลอย่างประณีตและพิถีพิถันเป็พิเศษ
นั่นก็เพราะงานผู้คุมเป็สิ่งที่ยากลำบากอย่างยิ่ง มักจะเกิดเหตุการณ์มหาปีศาจบุกชิงตัวนักโทษ หรือไม่ก็แหกคุกหนีออกไปอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น กลุ่มผู้คุมอย่างสวี่หยางย่อมต้องเป็ด่านแรกที่ต้องเผชิญหน้าและมีจุดจบเพียงอย่างเดียวคือความตาย
ด้วยเหตุนี้ เบื้องบนจึงต้องมอบผลตอบแทนและสวัสดิการที่สูงลิ่ว เพื่อเป็การปลอบขวัญและดึงดูดให้พวกเขายอมทำงานเสี่ยงตายนี้ต่อไปนาน ๆ
พูดก็พูดเถอะ สภาพแวดล้อมภายนอกของมหาเรือนจำสยบอสูรนั้นถือว่างดงามมากทีเดียว เรียกได้ว่าเป็ทิวทัศน์อันงดงามวิจิตรตระการตาบนโลกมนุษย์เลยก็ว่าได้ แต่ทว่าภายในนั้น...
"ถ้าไม่มีพวกปีศาจและสิ่งชั่วร้ายพวกนั้น การทะลุมิติมาครั้งนี้ก็คงไม่ได้โชคร้ายอะไรนักหรอก" สวี่หยางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เขาตักน้ำล้างหน้าล้างตาแล้วนั่งลงรับประทานอาหาร ในใจก็ยังนึกสงสัยว่าทำไมเบื้องบนถึงต้องนำพวกมหาปีศาจมาคุมขังไว้ที่นี่ด้วย ทำไมไม่ฆ่าให้ตาย ๆ ไปเสียให้จบเื่!
เมื่อต้องเผชิญกับอาชีพที่มีความเสี่ยงสูงลิ่วเช่นนี้ เขาย่อมเคยคิดที่จะหลบหนี แต่หากผู้คุมอย่างพวกเขากล้าหนีงาน ก็จะถูกออกหมายจับกุมและไล่ล่าในทันที และถ้าถูกจับตัวกลับมาได้ โทษทัณฑ์ที่ได้รับก็คงจะเลวร้ายไม่ต่างจากสิ่งที่พวกมหาปีศาจเจอสักเท่าไหร่
ยิ่งไปกว่านั้น สวัสดิการของที่นี่ก็สูงส่งยิ่งกว่าการเป็ขุนนางเสียอีก หากหนีไปก็คงไม่อาจหางานที่ดีขนาดนี้ได้อีกแล้ว
เมื่อไม่อาจหลบหนีได้ สวี่หยางจึงบังเกิดแผนการใหม่ขึ้นในใจ โลกใบนี้เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์และปราณิญญาอันอุดมสมบูรณ์ แม้แต่คนธรรมดาสามัญก็ยังสามารถฝึกฝนบำเพ็ญตบะได้
ขอเพียงแค่เขาสามารถฝึกฝนตนเองได้สำเร็จ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งชั่วร้าย อย่างน้อยเขาก็ยังมีโอกาสที่จะเอาชีวิตรอด!
โลกใบนี้แบ่งระดับพลังออกเป็เจ็ดขอบเขตด้วยกัน ได้แก่ ขัดเกลากายา รวบรวมลมปราณ ขอบเขตหลอมชีพจร ขอบเขตหลอมแก่นปราณ ขอบเขตหลอมจิต ขอบเขตหวนคืนสุญตา และขอบเขตเหนือสามัญ
ซึ่งใน่เริ่มต้นของการฝึกยุทธ์นั้น จะช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งจนสิ่งชั่วร้ายไม่อาจกล้ำกราย และเมื่อบรรลุถึงจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ แม้แต่มหาปีศาจก็ไม่อาจทำอันตรายได้ ทั้งยังมีอายุยืนยาวเป็ะ!
แม้สวี่หยางจะรู้สึกพึงพอใจกับความคิดที่จะฝึกฝนตนเองมากเพียงใด แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เขาก็พบว่าความฝันนั้นช่างหอมหวาน ทว่าความเป็จริงกลับโหดร้ายเสมอ ร่างกายของเขาในตอนนี้ช่างอ่อนแอและบอบบางเหลือเกิน
อย่าว่าแต่จะให้ฝึกฝนเลย แค่ขยับตัวนิดหน่อยก็รู้สึกเหนื่อยหอบแล้ว... หากเขาดันทุรังฝืนฝึกฝนไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เผลอ ๆ อาจจะทำให้ธาตุไฟเข้าแทรกจนเป็อัมพาตครึ่งซีก หรือไม่ก็ขับถ่ายรดกางเกงจนไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ ถ้าเป็แบบนั้น สู้ฆ่าตัวตายให้พ้น ๆ ไปเสียยังจะดีกว่า...
ในระหว่างที่เขากำลังขบคิดถึงอนาคตอันแสนมืดมนของตนเองอยู่นั้น แรงสั่นะเือย่างรุนแรงก็พลันทำลายความเงียบสงบของูเาสือฟาง
สิ่งปลูกสร้างบนูเาที่เป็เสมือนที่พักของผู้คุมอย่างพวกสวี่หยางนั้น แท้จริงแล้วเป็เพียงฉากบังหน้า เพราะภายในหุบเขาลึกต่างหากที่เป็ที่ตั้งของมหาเรือนจำสยบอสูรที่แท้จริง!
เื่เหล่านี้คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางล่วงรู้ได้เลย ูเาทั้งลูกถูกขุดเจาะจนกลวงโบ๋จากบนลงล่าง ยิ่งลึกลงไปมากเท่าไหร่ มหาปีศาจที่ถูกคุมขังอยู่ก็ยิ่งแข็งแกร่งและดุร้ายมากเท่านั้น ภายในห้องทำกิจกรรมมีบันไดทอดยาวลงไปเบื้องล่าง ตรงดิ่งสู่ความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด!
ทันทีที่สวี่หยางก้าวเท้าเข้าไปด้านใน ร่างของใครคนหนึ่งก็เดินปรากฏตัวออกมาจากเงามืด ชายชราผู้นั้นบ่นพึมพำพลางไอค่อกแค่ก "ข้าบอกเ้าแล้วไงสวี่หยาง วันนี้เ้าเข้าเวรนะ ทำงานให้มันเร็ว ๆ หน่อยได้ไหม พลังผนึกมันอ่อนกำลังลงมากแล้ว หากชักช้ากว่านี้ พวกมหาปีศาจได้พังคุกออกมาจับพวกเรากินทั้งเป็แน่
นี่คือบัญชีรายชื่อมหาปีศาจมาร เก็บรักษาไว้ให้ดีล่ะ อย่าให้หายเชียว เ้าเพิ่งจะมาทำงานได้ไม่กี่วัน นี่คงเป็การซ่อมแซมผนึกครั้งแรกของเ้าสินะ?"
สวี่หยางพยักหน้ารับเบา ๆ พร้อมเอ่ยตอบ "ใช่แล้วผู้เฒ่าหวง นี่เป็ครั้งแรกของข้า"
ผู้เฒ่าหวงทำหน้าที่ดูแลเรือนจำแห่งนี้มานานถึงแปดเก้าปีแล้ว ผู้คุมที่เข้ามาทำงานพร้อมกับเขาในรุ่นเดียวกันล้วนตายไปจนหมดสิ้น และพวกเขาทุกคนต่างก็เสียชีวิตจากอาการเจ็บป่วยโดยไม่มีข้อยกเว้น มิหนำซ้ำอายุของแต่ละคนก็ไม่มีใครอยู่รอดเกินห้าสิบปีเลย ผู้เฒ่าหวงผู้นี้จึงเป็เพียงคนเดียวที่มีชีวิตรอดมาได้จนถึงวัยห้าสิบ ซึ่งในสถานที่แห่งนี้ เขาถือว่าเป็ผู้ที่มีอายุยืนยาวที่สุดแล้ว
"ในมหาเรือนจำสยบอสูรล้วนเต็มไปด้วยปีศาจน้อยใหญ่ ปราณหยินและกลิ่นอายสังหารรุนแรงจนแทบจะกลืนกินผู้คน คนธรรมดาลงไปเพียงครั้งเดียวก็ต้องอายุสั้นลงไปถึงสามปี
การที่มหาเรือนจำสยบอสูรสามารถคุมขังพวกมหาปีศาจและสิ่งชั่วร้ายเอาไว้ได้ ทั้งหมดนี้ต้องพึ่งพาพลังผนึกของยันต์หยกเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น
หากผนึกถูกทำลายลงเมื่อใด อย่าว่าแต่พวกเราจะไม่รอดเลย แม้แต่เมืองที่ตั้งอยู่เบื้องล่างของเรือนจำแห่งนี้ก็ต้องพังพินาศจนกลายเป็เถ้าถ่าน!
เมื่อเ้าลงไปแล้ว หยกผนึกจะตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่ง และที่ด้านข้างของหยกผนึกจะมีทับกระดาษวางอยู่ จงใช้มันกรีดฝ่ามือของเ้าให้เืไหลซึมเข้าไปในยันต์หยก เท่านี้ก็เป็อันเสร็จสิ้น"
เมื่อกล่าวจบ ผู้เฒ่าหวงก็ไอออกมาอีกสองสามครั้งแล้วรีบสาวเท้าเดินจากไป ขอเพียงอดทนทำงานให้ครบสิบปี พวกเขาก็จะได้รับเงินก้อนโตเป็รางวัล และสามารถเกษียณอายุออกไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้
ซึ่งในตอนนี้ สิ่งเดียวที่ผู้เฒ่าหวงเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อก็คือวันที่จะครบกำหนดสิบปีนั่นเอง
สวี่หยางมองตามแผ่นหลังที่โค้งงอของเขาไป สภาพร่างกายของผู้เฒ่าหวงดูย่ำแย่ลงทุกวัน จะสามารถทนอยู่จนครบสิบปีได้หรือไม่นั้น ก็ยากที่จะคาดเดา...
สวี่หยางถอนหายใจออกมา วันนี้บังเอิญเป็เวรของเขาพอดี และดันเกิดเื่ผนึกสั่นะเืขึ้นมาอีก เขาไม่อยากจะก้าวเท้าเข้าไปในนั้นเลยแม้แต่น้อย แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจเดินเข้าไปในเรือนจำ
สวี่หยางจุดคบเพลิงในมือ และเพียงแค่ก้าวเท้าลงบันไดไปได้ไม่กี่ก้าว ลมหนาวที่แฝงไปด้วยปราณหยินก็พัดโหมกระหน่ำเข้าใส่ใบหน้าอย่างจัง!
ภายในมหาเรือนจำสยบอสูรแห่งนี้มีมหาปีศาจถูกขังอยู่กี่ตัวนั้น สวี่หยางเองก็ไม่อาจทราบได้เลย
สวี่หยางเดินตามบันไดลงมาจนถึงพื้นราบ แม้ที่นี่จะเป็เพียงหอคอยสยบอสูรชั้นแรก ทว่าสภาพแวดล้อมภายในกลับไม่ทำให้รู้สึกดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย เทียนไขภายในหอคอยราวกับถูกจุดทิ้งไว้ไม่มีวันดับมอด เปลวเพลิงสีสลัวส่องสว่างให้เห็นพื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่าปากชาม
เมื่อเดินลงมาจากบันได ความหนาวเหน็บและอับชื้นก็เสียดแทงทะลุเข้าไปถึงกระดูก กำแพงหินที่ขรุขระเป็หลุมเป็บ่อแบ่งแยกพื้นที่ภายในูเาออกเป็กรงขังขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป
สภาพภายในเรือนจำแต่ละส่วนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก มีเพียงความหนาวเย็นที่บาดลึกถึงกระดูก และในตอนนี้ สิ่งเดียวที่สวี่หยาง้าก็คือ การรีบซ่อมแซมผนึกให้เสร็จสิ้นแล้วออกไปจากสถานที่บ้า ๆ แห่งนี้เสียที
ที่ใจกลางของมหาเรือนจำสยบอสูร ยันต์หยกที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศกำลังเปล่งประกายแสงสีเหลืองนวลอบอุ่นออกมา สวี่หยางจ้องมองแสงสว่างนั้นพลางรู้สึกได้ว่าความหนาวเย็นรอบกายถูกปัดเป่าให้เจือจางลงไปบ้าง เขาจึงรีบเร่งฝีเท้าก้าวเดินต่อไป
เมื่อเดินมาถึงเบื้องหน้าของยันต์หยก เขาถึงกับลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก โชคดีที่ภายในกรงขังเหล่านี้ไม่มีความเคลื่อนไหวหรือเสียงร้องน่ากลัวใด ๆ เล็ดลอดออกมาเลย
ที่ด้านข้างของยันต์หยกมีทับกระดาษวางอยู่ บนทับกระดาษนั้นยังคงหลงเหลือคราบเืกรังติดอยู่ สวี่หยางจำต้องใช้ทับกระดาษชิ้นนี้กรีดนิ้วกลางของตนเองเพื่อหยดเืลงไป
โลหิตสีแดงสดไหลรินจากปลายนิ้วของสวี่หยางและซึมซาบเข้าไปในยันต์หยก แสงสว่างของยันต์หยกก็พลันสว่างไสวเจิดจ้าขึ้นในทันตา ทว่าสวี่หยางกลับรู้สึกว่าสติสัมปชัญญะของตนเริ่มเลือนรางและพร่ามัวลงเรื่อย ๆ
"เฮ้อ นึกว่าจะมีนิ้วทองคำมาช่วยเสียอีก ที่แท้ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย" สวี่หยางยกมือขึ้นนวดคลึงศีรษะ เมื่อเห็นว่ารอยร้าวของยันต์หยกถูกซ่อมแซมด้วยเืของเขาจนสมบูรณ์แล้ว เขาก็เตรียมตัวที่จะหันหลังกลับ
ทันใดนั้น เสียงกระซิบราวกับมนตร์ดำก็ดังก้องเข้ามาในโสตประสาท เป็น้ำเสียงที่แหบพร่าและเต็มไปด้วยมนตร์สะกดแห่งความลุ่มหลง
"เ้าผู้คุมตัวน้อย จงมาสิ... มาหาข้าทางนี้"
สวี่หยางเดินเหม่อลอยไร้สติมุ่งหน้าไปยังกรงขังแห่งหนึ่งอย่างควบคุมไม่ได้ ในตอนนั้นเอง ดวงตาเรียวยาวคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังกังวานขึ้น
"ปล่อยข้าออกไปสิ แล้วข้าจะมอบลาภยศสรรเสริญและความมั่งคั่งนับไม่ถ้วนให้กับเ้า แบบนั้นไม่สุขสบายกว่าการต้องมาทนเป็ผู้คุมต๊อกต๋อยอยู่ที่นี่งั้นหรือ?
ขอเพียงแค่เ้าทุบทำลายยันต์หยกนั่นทิ้งซะ เ้าก็จะได้ติดตามข้าไปเสวยสุขกับความมั่งคั่งร่ำรวยแล้ว!"
หลังจากที่ถูกมนตร์ล่อลวง สวี่หยางก็รู้สึกเพียงว่าสมองของเขามึนงงสับสน ร่างกายไม่อาจควบคุมได้ดั่งใจนึก และในชั่วขณะที่เขาหันหลังกลับไป พร้อมทั้งเงื้อมือขึ้นหมายจะทุบทำลายยันต์หยกนั้นเอง...
กระแสความเย็นเยียบสายหนึ่งก็พลันไหลซาบซ่านจากส่วนลึกในห้วงสมอง แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่างราวกับน้ำเย็นที่ราดรดลงบนศีรษะ
เขาสะดุ้งเฮือกและได้สติกลับคืนมาในทันที พร้อมกันนั้น ในหัวของเขาก็ปรากฏภาพของวัตถุบางอย่างที่ดูคล้ายกับหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา
[บันทึกเื่ราวปีศาจ]
แววตาของสวี่หยางกลับมาสว่างกระจ่างใส เขาเพ่งมองจนเห็นร่างที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดได้อย่างชัดเจน และในเวลาเดียวกันนั้นเอง หน้าที่สองของบันทึกเื่ราวปีศาจก็ค่อย ๆ ปรากฏข้อมูลทุกอย่างของมหาปีศาจเบื้องหน้าขึ้นมา
[จางหลิง : ปีศาจจิ้งจอก]
[ระดับพลัง : รวบรวมลมปราณ ขั้นที่ห้า]
[ค่าความมุ่งร้าย : 1%]
[ผลตอบแทน : หนึ่งชั่วยามได้รับสิบค่าประสบการณ์]
"ฮ่า ๆ นึกว่านิ้วทองคำจะไม่มาซะแล้ว ที่แท้นิ้วทองคำก็เพิ่งจะมาเอาป่านนี้นี่เอง"