เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์ระทึกขวัญเมื่อครู่ ทิงเสวี่ยก็ยังรู้สึกขวัญผวาไม่หาย...
ถ้าไม่มีกองต้นข้าวโพดแห้งกองนั้นรองรับไว้ ป่านนี้เธอคงพุ่งตกลงไปในคูน้ำลึกข้างทางนั่นแล้วแน่ๆ คูนั้นทั้งลึกและกว้างถึงเพียงนั้น ต่อให้ไม่ถึงตายก็ต้องเจ็บหนัก เผลอๆ อาจต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่โรงพยาบาล ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ไปอีกหลายเดือน
“พ่อคะ... หนูรู้ตัวแล้วว่าผิด ต่อไปหนูจะไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามแบบนี้อีกแล้วค่ะ” ทิงเสวี่ยก้มหน้าสำนึกผิด เสียงอ่อยจนแทบไม่ได้ยิน
พอเห็นลูกสาวตัวน้อยสลดลง หลินกั๋วผิงก็ดุต่อไม่ลง “รู้ตัวว่าผิดก็ดีแล้ว จำไว้เป็นบทเรียนนะลูก ว่าแต่... ลูกไปหัดขี่จักรยานตอนไหน? เจ้าฉางจื้อกับฉินหยวนเฟิงสอนให้เหรอ?”
ทิงเสวี่ยรีบส่ายหน้า “เปล่าค่ะ หนูหัดเอง ตอนพ่อไม่อยู่หนูแอบเอารถคันเก่ามาลองถีบเล่นในลานบ้าน นึกว่าคล่องแล้วซะอีก ไม่คิดเลยว่าจะพลาด...”
“เอาเถอะ เดี๋ยวรอพ้นปีใหม่ไปก่อน พ่อจะหาซื้อคันเล็กๆ ที่เหมาะกับลูกให้ ตอนนี้ลูกยังตัวเล็กเกินไป รถผู้ใหญ่มันบังคับยาก”
หลินกั๋วผิงลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู ในใจนึกชื่นชมว่าลูกสาวของเขาช่างเป็นอัจฉริยะจริงๆ ไม่มีใครสอนสักนิดยังอุตส่าห์หัดเองจนขี่เป็น
ทิงเสวี่ยเหลือบมองสีหน้าภูมิใจของพ่อแล้วก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ... เธอไม่ได้เก่งกาจอะไรขนาดนั้นเสียหน่อย ก็แค่มีความทรงจำเดิมติดตัวมา แต่ในเมื่อพ่อเข้าใจไปแบบนั้น เธอก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย
เฮ้อ... หลินทิงเสวี่ย เธอนี่มันหน้าไม่อายจริงๆ!
ด้วยความที่รักสวยรักงามเป็นที่หนึ่ง พอเห็นใบหน้าและมือตัวเองเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว ทิงเสวี่ยก็ทำใจไปโรงเรียนไม่ได้จริงๆ ขืนไปสภาพนี้มีหวังโดนล้อตาย เธอจึงตัดสินใจลาหยุดยาว รอให้แผลจางลงกว่านี้ค่อยกลับไปเรียน
ตอนแรกหลินกั๋วผิงก็กังวลกลัวลูกจะเรียนไม่ทันเพื่อน แต่พอเจอลูกอ้อนและความหัวรั้นของลูกสาว สุดท้ายคุณพ่อดีเด่นก็ต้องยอมตามใจ
สำหรับทิงเสวี่ยแล้ว เนื้อหา ป.2 มันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ต่อให้หยุดเรียนไปครึ่งค่อนเทอม เธอก็มั่นใจว่ายังไงก็สอบได้ที่หนึ่งอยู่ดี
ทิงเสวี่ยหายหน้าไปสองวัน คนที่กระวนกระวายใจที่สุดในห้องเรียนกลับเป็นสวี่หัวลี่
เพื่อนสนิทอาศัยช่วงพักกลางวันรีบมาเยี่ยมถึงบ้าน พอเห็นสภาพยับเยินของทิงเสวี่ย สวี่หัวลี่ก็ร้องเสียงหลง
“ทิงเสวี่ย! เธอไปโดนอะไรมาเนี่ย!?”
“ขี่จักรยานล้ม ไม่ระวังเองแหละ” ทิงเสวี่ยตอบด้วยท่าทีสบายๆ
“โห... อายุแค่นี้เธอหัดขี่จักรยานแล้วเหรอเนี่ย? แล้วไปหาหมอหรือยัง เป็นอะไรมากไหม?”
น้ำเสียงและแววตาของสวี่หัวลี่เต็มไปด้วยความห่วงใยจากใจจริง ทำให้ทิงเสวี่ยรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่เป็นไรแล้ว ที่ไม่ไปโรงเรียนเพราะไม่อยากให้ใครเห็นสภาพโทรมๆ แบบนี้ ถ้าเธอไปโรงเรียนก็อย่าบอกใครละ บอกแค่ว่าฉันป่วยก็พอ”
สวี่หัวลี่พยักหน้ารับคำหนักแน่น “วางใจได้เลย ฉันจะรูดซิปปากให้สนิท ว่าแต่... เธอขาดเรียนสองวันแล้วนะ ให้ฉันช่วยติวให้ไหม?”
ทิงเสวี่ยรีบปฏิเสธอย่างนุ่มนวล บอกว่าขอบใจในน้ำใจ แต่เนื้อหาพวกนั้นเธออ่านเองได้ หรือถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ก็ยังมีพ่อคอยสอน
“ทิงเสวี่ย... ฉันอิจฉาเธอชะมัด” สวี่หัวลี่บ่นอุบ “พ่อเธอไม่ใช่แค่รักเธอมาก แต่ยังเก่งสารพัด ทำซาลาเปาขายก็อร่อย แถมยังมีความรู้อีกต่างหาก”
ถ้าถามว่าในหมู่บ้านนี้สวี่หัวลี่อิจฉาใครที่สุด คำตอบเดียวก็คือหลินทิงเสวี่ยคนนี้นี่แหละ... เมื่อเทียบกับเพื่อนรักแล้ว ทิงเสวี่ยรู้สึกว่าชีวิตนี้เธอโชคดีกว่าใครจริงๆ
หลังจากสวี่หัวลี่กลับไปโรงเรียน ก็บังเอิญสวนกับต่งน่าที่กำลังเดินแก้มตุ่ยออกมาจากร้านค้าสหกรณ์ในโรงเรียน
ในยุคที่เด็กส่วนใหญ่แทบไม่มีเงินติดตัว ต่งน่าที่ฐานะทางบ้านค่อนข้างดีแถมยังเป็นลูกรัก จึงมักมีเงินค่าขนมวันละหนึ่งถึงสองเหมามาซื้อลูกอมหรือขนมกินเล่นเสมอ ซึ่งนั่นถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลสำหรับเด็กวัยนี้
ต่งน่าเห็นคู่ปรับเดินมาก็แสยะยิ้มทักทาย “อ้าว สวี่หัวลี่ ไปบ้านหลินทิงเสวี่ยมาเหรอ แล้วแม่คนเก่งเขาจะมาเรียนเมื่อไหร่ล่ะ?”
“คงอีกสักอาทิตย์นั่นแหละกว่าจะมา” สวี่หัวลี่ตอบห้วนๆ เธอไม่ชอบขี้หน้ายัยคุณหนูขี้อวดคนนี้เท่าไหร่ เพราะต่งน่าชอบหาเรื่องทิงเสวี่ยตลอด
พอรู้ว่าคู่แข่งคนสำคัญจะหยุดยาว ต่งน่าก็ลอบยิ้มกระหยิ่มในใจ หยุดเรียนไปนานขนาดนี้ กลับมาคงเรียนไม่ทันแน่ คราวนี้แหละที่หนึ่งของห้องต้องตกเป็นของฉัน!
แม้ทิงเสวี่ยจะไม่อยู่ แต่กิจกรรมร้องเพลงในห้องก่อนเข้าเรียนก็ยังดำเนินต่อไป โดยมีต่งน่าที่เป็นฝ่ายนันทนาการทำหน้าที่นำร้องอย่างแข็งขัน
ทางด้านฉินหยวนเฟิง เพราะกลัวว่าทิงเสวี่ยจะเรียนตามเพื่อนไม่ทัน พอเลิกเรียนเขาจึงไม่รีบกลับบ้าน แต่ตรงดิ่งมาที่บ้านตระกูลหลินพร้อมหนังสือเรียน
“ทิงเสวี่ย วันนี้เรียนเรื่องใหม่ ฉันมาช่วยติวให้... ฟ้าจะมืดแล้วเหรอ? ไม่เป็นไร ฉันพกไฟฉายมา รีบเอาหนังสือออกมาสิ”
ความมีน้ำใจของเด็กหนุ่มทำให้ทิงเสวี่ยซึ้งใจไม่น้อย แต่เธอก็ยังยืนกรานปฏิเสธ “ขอบใจนะหยวนเฟิง แต่นายกลับไปเถอะ บทเรียนแค่นี้พ่อฉันสอนได้ นายรีบกลับเถอะเดี๋ยวที่บ้านจะเป็นห่วง”
เมื่อเจ้าตัวยืนยันหนักแน่น ฉินหยวนเฟิงจึงยอมแพ้และกลับบ้านไปตอนฟ้าเริ่มมืด พอถึงบ้าน ยายหวังก็เปรยขึ้นมาระหว่างมื้อเย็น
“หยวนเฟิง ว่างๆ ก็ช่วยติวการบ้านให้เจ้าไฉไฉมันบ้างสิ รายนั้นสอบได้ที่โหล่ตลอด อายเขาตาย”
ฉินหยวนเฟิงกลืนข้าวลงคออย่างยากลำบาก ก่อนตอบเสียงเรียบ “ยายครับ ถ้าเขาอยากให้สอนก็ให้เขามาขอดีๆ แต่จะให้ผมเสนอหน้าไปสอนเอง... ผมไม่ทำครับ”
ยายหวัง “...”
หญิงชรารู้ดีว่าหลานชายคนนี้เป็นคนจำฝังใจ ใครดีมาก็ดีตอบ ใครร้ายมาก็อย่าหวังว่าจะได้รับน้ำใจ... คงมีแต่พ่อแม่เท่านั้นแหละที่ให้อภัยลูกได้แบบไม่มีเงื่อนไข
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ทิงเสวี่ยรอจนแผลตกสะเก็ดและจางลงจนแทบมองไม่เห็น จึงยอมกลับไปโรงเรียน
“แหม... หลินทิงเสวี่ย ขาดเรียนไปตั้งสองอาทิตย์ จะตามเพื่อนทันเหรอจ๊ะ?" ต่งน่าแกล้งทักด้วยน้ำเสียงที่ดัดจนเล็กแหลม ฟังดูก็รู้ว่าไม่ได้ห่วงจริง
ทิงเสวี่ยจัดหนังสือใส่โต๊ะพลางส่งยิ้มหวานหยดกลับไป “ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ ต่อให้หยุดไปทั้งเทอม ปลายภาคฉันก็ยังสอบได้ที่หนึ่งอยู่ดี"
ต่งน่า “...”
ยัยขี้โม้! ต่งน่าค่อนขอดในใจ แต่แล้วในคาบเรียนต่อมา ทิงเสวี่ยก็พิสูจน์ให้เห็นว่าคนจริงเขาไม่พูดเยอะ
ไม่ว่าจะวิชาคณิตศาสตร์หรือภาษาจีน ทิงเสวี่ยตอบคำถามได้ฉะฉาน ออกไปทำโจทย์หน้ากระดานได้ถูกต้องทุกข้อ แม้แต่เขียนตามคำบอกศัพท์ใหม่เธอก็ไม่ผิดเลยสักคำ ราวกับว่าเธอนั่งเรียนอยู่ในห้องตลอดเวลาไม่ได้ขาดไปไหน
การกระทำของทิงเสวี่ยเท่ากับตบหน้าคนปากหอยปากปูอย่างต่งน่าไปฉาดใหญ่!
ตัดภาพมาที่การพัฒนาหมู่บ้าน... ถนนเส้นใหม่ผ่านการตรวจรับจากกรมทางหลวงอย่างรวดเร็วและพร้อมเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนธันวาคม
ถนนสายนี้คือเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมต่อหมู่บ้านต้าเหอและหมู่บ้านใกล้เคียงเข้ากับตัวอำเภอ ต่อไปนี้ชาวบ้านไม่ต้องทนนั่งหลังขดหลังแข็งปั่นจักรยานหรือเดินเท้าเข้าเมืองอีกแล้ว รถโดยสารประจำทางจะวิ่งผ่านรับส่งผู้คน ช่วยประหยัดเวลาการเดินทางจากเป็นชั่วโมงเหลือเพียง 30-40 นาที
แน่นอนว่าทำเลทองบริเวณจุดจอดรถกลายเป็นที่จับตามองของพ่อค้าแม่ขาย
หลินกั๋วผิงผู้มองการณ์ไกลมีที่ดินตรงจุดนั้นพอดี เขาจึงวางแผนขยายกิจการจากแผงลอยหน้าบ้าน เตรียมสร้างเป็นร้านถาวรในปีหน้า เพื่อรองรับลูกค้าที่จะสัญจรผ่านไปมา
วันเสาร์เวียนมาบรรจบอีกครั้ง...
ทันทีที่เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น เด็กๆ ต่างวิ่งกรูกันออกจากห้องเรียนด้วยความดีใจ
ฉินหยวนเฟิงวิ่งมาดักรอทิงเสวี่ย “ทิงเสวี่ย! พรุ่งนี้รถเมล์วิ่งแล้วนะ เรานั่งรถเข้าเมืองไปเที่ยวบ้านหย่าจิ้งกันเถอะ!”
ทิงเสวี่ยเองก็อยากลองนั่งรถใหม่เข้าเมืองอยู่แล้ว แต่พอนึกขึ้นได้เธอก็ลังเล “เอ่อ... แต่ฉันนัดหลินฉางจื้อไว้แล้วว่าจะไปเที่ยวด้วยกัน งั้น... เราไปกันสามคนไหม?”
“เอาสิ! คนเยอะๆ สนุกดี” ฉินหยวนเฟิงตอบรับทันที สำหรับเขา การมีเพื่อนเพิ่มขึ้นนอกจากทิงเสวี่ยและหวังกังแล้ว ถือเป็นเรื่องราวดีๆ ในชีวิตที่เขาหวงแหน
เช้าวันรุ่งขึ้น...
ทิงเสวี่ย หลินฉางจื้อ และฉินหยวนเฟิง มารวมตัวกันที่ป้ายรถเมล์ด้วยความตื่นเต้น
รถโดยสารคันใหญ่แล่นเข้ามาจอด ทั้งสามทยอยเดินขึ้นรถ ทิงเสวี่ยตัวเล็กกว่าเกณฑ์จึงได้นั่งฟรี ส่วนสองหนุ่มต้องจ่ายค่าตั๋ว
กระเป๋ารถเมล์เป็นคุณป้ารูปร่างท้วมวัยสี่สิบกว่า พอเห็นเด็กน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูสามคนมาด้วยกันก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของทิงเสวี่ยและฉินหยวนเฟิงด้วยความมันเขี้ยว
“โอ๊ยตายแล้ว... ลูกเต้าเหล่าใครเนี่ย น่ารักน่าชังจริงๆ พ่อแม่กล้าปล่อยมากันเองได้ไง ไม่กลัวโดนจับไปขายหรือไง?”
เด็กทั้งสามหัวเราะคิกคักแล้วพากันไปนั่งเบาะหลังสุด
พอนั่งปุ๊บ หลินฉางจื้อผู้เคร่งขรึมก็หยิบหนังสือเล่มหนาออกมาจากกระเป๋าทันที ก้มหน้าก้มตาอ่านอย่างตั้งใจ
ทิงเสวี่ยเห็นแล้วก็นึกชื่นชมในใจ หลานชายเรานี่มันหนอนหนังสือตัวจริง โตขึ้นต้องได้ดีแน่ๆ...
แต่ทว่า... พอเธอชะโงกหน้าเข้าไปดูปกหนังสือใกล้ๆ ความชื่นชมเมื่อครู่ก็หายวับไปกับตาทันที
นี่มัน... โดนต้มซะเปื่อยเลยนี่นา!