ครั้งสุดท้ายที่ซือเฟิงหลงออกจากหมู่บ้านคือเมื่อหลายปีก่อนปีนั้นบิดาพาเขากับมารดาเข้าเมืองใหญ่เพื่อไปส่งสินค้าและหาตัวยาสำคัญยามนั้นเด็กน้อยรู้เพียงว่าตัวยาเมื่อถูกเก็บจะต้องใช้ทันทีเพื่อรักษาสรรพคุณทางยาบิดาจึงได้พาเขากับมารดาเดินทางไปพร้อมกัน
การเดินทางครั้งนั้นทำให้ซือเฟิงหลงได้เห็นเมืองใหญ่ผู้คนมากมาย ร้านอาวุธวิเศษ หินิญญา และได้ยินชื่อเสียงของปรมาจารย์นักหลอมอาวุธที่มีอักษรตัวหนึ่งเหมือนกับชื่อของบิดา‘คงอวิ๋น’ ปรมาจารย์นักปรุงยานาม ‘จางฉง’ ปราชญ์เมธีผู้มีวิชาทำนายสูงส่ง ‘โจวเหยียน’ จากนักเล่านิทาน
การเดินทางครั้งนี้หากเป็ไปได้ซือเฟิงหลงก็อยากจะตามหาผู้มีชื่อเสียงเ่าั้ แล้วคำนับทักทายอยู่ไกลๆ
“คิดเื่อะไรอยู่หรือ”
เสียงของจูหลันดังขึ้นฝ่ามือเย็นเล็กน้อยลูบผมบุตรชายแ่เบา ซือเฟิงหลงส่ายหน้า
รถเทียมวัวแล่นไปบนเส้นทางขรุขระ เด็กชายหันกลับไปมองหมู่บ้านซานเหอเป็ครั้งสุดท้ายเห็นเพียงเด็กตัวเท่าปลายก้อยกลุ่มหนึ่งกำลังยืนโบกมือลาไกลๆ เ้าอ้วนจ้าวโถววิ่งนำอยู่ด้านหน้าะโไม่หยุด“หลงเกอท่านต้องกลับมาที่นี่อีกนะ!”
ซือเฟิงหลงพึมพำ “รอวันใดข้าแข็งแกร่งจะกลับมาเยี่ยมเ้าแน่นอน” ยังคงต้องมาตอบแทนตระกูลจู และสามตระกูลเ่าั้อีก
รถเทียมวัวค่อยๆเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า ทัศนียภาพข้างทางแปรเปลี่ยนไปตามภูมิประเทศจูหลันอารมณ์ดีเป็พิเศษมองสองข้างทางด้วยประกายตาสดใสเมื่อรถเคลื่อนผ่านทะเลสาบแห่งหนึ่งจึงชะโงกหน้าออกไปมองดวงอาทิตย์เวลาคล้อยบ่ายแล้วจึงหันไปเอ่ยกับสามี
“ได้เวลากินอาหารเที่ยงแล้วท่านพี่หยุดพักที่นี่เถอะ”
ซือคงรั้งสายบังเหียนบังคับรถให้บ่ายหน้าออกจากถนนไปหยุดลงใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาซือเฟิงหลงะโลงจากด้านหลังรถ ดึงถังไม้ออกมาเอ่ยว่า“ข้าจะไปตักน้ำและหาหญ้ามาให้วัวเองนะขอรับ”
“ระวังนะลูก อย่าตกลงไปในน้ำเล่า”ผู้เป็มารดาหันมากำชับ
“ท่านแม่วางใจได้ ข้าจะระวัง”
เด็กน้อยรับคำแล้วหิ้วถังไม้เดินลงไปยังริมตลิ่งผิวน้ำทะเลสาบแห่งนี้เป็สีเขียวใสราวกับหยกเขียวเนื้องาม เขาค่อยๆ ก้าวลงไป หาตำแหน่งเหมาะสำหรับตักน้ำหางตาพลันเหลือบไปเห็นปลาสีเหลืองนวลตัวหนึ่งว่ายวับแวมอยู่ใต้น้ำเด็กชายชะงักมือที่กำลังจะหย่อนถังลงไป เพ่งสายตามองอีกครั้ง
ราวกับปลาตัวนี้จะรู้ตัวว่ามีคนมองเห็นมันแล้วจึงไม่ยอมโผล่ขึ้นมาอีกซือเฟิงหลงจึงก้มตัวลงหย่อนถังไม้ลงไป แต่ก่อนที่ก้นถังจะแตะผิวน้ำห่างออกไปราวสิบก้าวเงาสีเหลืองก็ดีดตัวขึ้นเหนือน้ำงับเอาบางอย่างบนยอดอ่อนกิ่งหลิวที่โน้มต่ำเหนือทะเลสาบ เกล็ดส่วนหางมันวาวสะท้อนแสงวูบหนึ่งก่อนจะหล่นลงไปในน้ำกระเซ็นเป็วงกระเพื่อมเด็กชายเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง เขาไม่เคยเห็นปลาหลีสีทองมาก่อน ที่ผ่านมาเคยเห็นนกโฉบลงจิกปลาในน้ำแล้วโผบินขึ้นฟ้าแต่ปลาะโงับเหยื่อบนอากาศกลับเพิ่งพบเห็นเป็ครั้งแรก
น้ำใสมากพอให้เห็นเงาร่างสีทองแหวกว่ายซือเฟิงหลงมองตาเป็ประกาย สิ่งประหลาดสามารถเห็นได้ทั่วไปในโลกกว้างสินะ!
“เ้าเด็กนี่จะตักหรือไม่ตักน้ำกันแน่”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเล็กๆเสียงหนึ่งดังขึ้น ซือเฟิงหลงมองหาต้นเสียงด้วยสีหน้างุนงงเขารู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาจากแนวกระดูกสันหลังอย่างไม่ทราบสาเหตุเพราะรอบตัวไม่มีใครอื่นอีกแล้วเสียงพูดเมื่อครู่ดังมาจากที่ใด
“เอะ! ได้ยินเสียงข้าด้วยหรือนี่ หูดีเสียด้วยแต่น่าเสียดายมองหาให้ตายเ้าก็ไม่เห็นข้า” เสียงเล็กๆราวกับเสียงลูกแมวยังดังไม่หยุด
ซือเฟิงหลงรวบรวมสติทำใจให้สงบเมื่อหลายวันก่อนเขาเพิ่งปะทะหมีอสูรเขี้ยวดำมาหยกๆ หากโลกนี้จะมีสิ่งมีชีวิตประหลาดอย่างอื่นอีกก็คงไม่น่าแปลกใจแล้ว
เมื่อตั้งสติได้จึงค่อยๆ มองหาไปรอบๆเสียงหัวเราะแหลมเล็กดังขึ้นบนกิ่งหลิวที่โน้มเอียงเข้าหาผิวน้ำมีร่างเล็กจิ๋วร่างหนึ่งปีกเล็กด้านหลังราวกับใบหลิวสีทับทิมใบหน้าเหมือนเด็กขนาดย่อส่วนมองสบตาซือเฟิงหลงเข้าอย่างจังทั้งคู่ต่างชะงักงันอยู่ในอาการอึ้งงัน
ต่างฝ่ายต่างก็ร้องออกมาพร้อมกัน “เ้า!...”
“เ้าคือตัวอะไร!” ซือเฟิงหลงตาโตชี้นิ้วถาม
“เ้ามองเห็นข้า!” คนจิ๋วใจนหูแหลมตั้งชัน ร้องเสียงหลงพลางบินฉวัดเฉวียนขึ้นไปบนยอดหลิวที่สูงที่สุด
“หรือว่าเ้าคือปีศาจ ตำราบอกว่าอสูรที่เปลี่ยนร่างได้คือปีศาจ” ซือเฟิงหลงสันนิษฐาน สีหน้าครุ่นคิด
คนจิ๋วโวยวายโดยพลัน “เ้าสิปีศาจ! ข้าคือภูติต้นไม้ หล่อเหลาเช่นข้าจะเป็ปีศาจได้อย่างไร”เ้าตัวน้อยเท้าเอวทั้งสองข้างเชิดหน้าราวจะโอ้อวดฐานะ
ซือเฟิงหลงเห็นเื่อัศจรรย์เป็ครั้งแรกดวงตาเปล่งประกายวาววับ “ภูติต้นไม้เป็เช่นนี้เอง เหตุใดเ้าจึงตัวเล็กเพียงนี้เล่าถ้าปี
ศาจโผล่มาเ้าจะสู้ยังไง”
คนจิ๋วมองเด็กชายตัวจ้อยตรงหน้าด้วยสายตาครางแคลงใจ“เ้านี่ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ หรือ? ข้าคือภูติต้นหลิวพันปี บำเพ็ญเพียรมาพันปีป้อนน้ำค้างอาบแสงจันทร์บริสุทธิ์ให้กับเหล่าทายาทท่านผู้นั้นมาพันปีไม่มีคุณความชอบก็มีคุณเหนื่อยยาก ข้าย่อมได้รับความคุ้มครอง...เพ้ย!อย่ามาหลอกถามข้าซะให้ยาก”
ร่างเล็กๆ หมุนเป็วงกลมแล้วหายวับไปทิ้งไว้เพียงสายลมหนาวของปลายฤดูใบไม้ร่วงที่แปรเปลี่ยนใบของต้นไม้สองข้างริมทะเลสาบให้กลายเป็สีส้มอมทองยกเว้นเพียงต้นหลิวต้นนี้ ที่ยังคงเขียวสดราวกับจะคั้นน้ำออกมาได้
ซือเฟิงหลงเก็บความสงสัยไว้ในใจหันไปตักน้ำ ตัดหญ้าแล้วจึงกลับขึ้นไปบนเนิน เขาวางถังใส่น้ำไว้ตรงหน้าวัวแก่พร้อมหญ้าแห้งอีกหนึ่งกอง “กินเยอะๆ นะเ้าวัว จะได้มีแรงเดินทางอีกไกล”
ข้างรถเทียมวัวบิดาก่อไฟเสร็จแล้วกำลังอุ่นน้ำแกงที่ห่อมาด้วยกลิ่นหอมของน้ำแกงไก่ป่าโชยชายไปทั้งชายฝั่งทะเลสาบมารดาวางตะกร้าสานไว้หนือหม้อน้ำแกงเพื่ออุ่นซาลาเปาไส้เนื้อ
เมื่อเห็นซือเฟิงหลงกลับมาจูหลันจึงรีบตักน้ำแกงไก่ป่าส่งให้ทันที“เสี่ยวหลงรีบดื่มน้ำแกงเร็วลูก ร่างกายจะได้อบอุ่น”
เด็กชายนั่งลงข้างมารดาแล้วรับชามน้ำแกงมาดื่มสายตายังวนเวียนอยู่ที่ริมทะเลสาบ ในใจยังค้างคาสงสัยในเื่ที่เพิ่งพบเจอแต่ไม่รู้จะเอ่ยถามผู้ใด แววตาใคร่รู้เลื่อนมายังบิดาที่กำลังเติมฟืนย่างเนื้อรมควัน
วันนั้นเขาถูกบิดาหิ้วลงจากูเาวรยุทธ์แบบใดกันที่ทำให้คนทะยานลมเดินบนความว่างเปล่าได้หากไม่ใช่วิชาเซียนแต่ที่ผ่านมาซือเฟิงหลงยังไม่เคยเห็นบิดาใช้วิชาเซียนมาก่อนนอกจากเก่งกาจในด้านวิชาตีเหล็ก เื่ที่บิดามีฝีมือต่อสู้เป็วิชาหมัดมวยล้วนไม่ใช่ความลับ
ทว่าวิชาหมัดมวยนั้นบิดาสอนเขาให้เรียนรู้มาั้แ่เด็กแล้วไม่อย่างนั้นคงถูกจูเจิ้นที่อายุมากกว่ารังแกไม่ว่างเว้นเป็แน่
“ท่านพ่อ เมื่อครู่ตอนที่ข้าไปตักน้ำข้าเห็นปลาหลีสีทอง มันะโขึ้นมากินน้ำค้างบนยอดหลิว”
ซือคงหยิบซาลาเปาที่อุ่นดีแล้วยัดใส่มือบุตรชายเอ่ยเสียงเรียบ“รีบกินเถอะ จะได้เดินทางต่อ เราต้องไปให้ถึงเมืองข้างหน้าก่อนค่ำท่านแม่ของเ้าไม่อาจนอนกลางป่าได้”
“อ้อ! ขอรับ” ซือเฟิงหลงรับคำแล้วรีบกินอาหารต่อทันที ทิ้งเื่ปลาหลีสีทองภูติต้นสนพันปี และ ‘ท่านผู้นั้น’ ที่ไม่รู้ว่าเป็ใครไว้เื้ัไม่ไปสนใจอีก
ขณะเดียวกัน เหนือทะเลสาบฟู่เซียนมีแพไม้ไผ่ลำหนึ่งค่อยๆล่องมาตามน้ำ บุรุษชุดดำสวมงอบไม้ไผ่ยืนอยู่ส่วนหัวของแพยาวไม่ต้องใช้ไม้ถ่อแพก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเสรีลำน้ำสีมรกตสะท้อนแสงจากดวงอาทิตย์ระยิบระยับ ลมูเาพัดชายอาภรณ์สะบัดปลิวแพเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาอย่างช้าๆ เมฆหมอกบนฟ้าก็เริ่มตั้งเค้า
ซือคงแหงนหน้าขึ้นมองกลุ่มเมฆที่จู่ๆก็มารวมตัวกัน “พายุกำลังมา เราต้องรีบออกเดินทางแล้ว เสี่ยวหลงพาท่านแม่ขึ้นรถพ่อจะเก็บของ”
“ขอรับ”ซือเฟิงหลงพยุงมารดาขึ้นรถเทียมวัวทันทีก่อนจะรีบกลับมาช่วยบิดารดน้ำกลบดินดับถ่านไฟ รถเทียมวัวถูกจูงขึ้นไปบนถนนอีกครั้งยามที่ะโขึ้นนั่งบนส่วนท้ายของรถก็อดหันไปมองต้นหลิวสีเขียวหนึ่งเดียวต้นนั้นไม่ได้
ซือเฟิงหลงโบกมือลาก่อนจะมุดผ่านม่านหนาหนักเข้าไปภายในประทุนรถเสียงฟ้าดังคลืนๆ บรรยากาศหนักข้นราวกับหยาดฝนกำลังจะหล่นลงมาได้ทุกเมื่อ
ซือคงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“หลันเอ๋ออดทนหน่อยนะ ต้องเร่งความเร็วออกจากพื้นที่พายุให้ได้ก่อนเสี่ยวหลงดูแลท่านแม่ด้วย”
“ขอรับท่านพ่อ”
สิ้นคำลมหอบใหญ่ก็พัดมาวูบหนึ่งจนม่านพรมหนาหนักปลิวสะบัดพรึ่มพรับ ฝนโปรยปรายลงมา ซือคงจึงดึงม่านด้านหน้าลงมาปิดไว้ไม่ให้ฝนสาดเข้าไปภายในรถตนเองนั่งตากฝนบังคับรถต่อไปด้านนอกเพียงลำพัง จู่ๆ อากาศก็เย็นะเืขึ้นมาซือเฟิงหลงง่วนอยู่กับการจุดเตาไฟให้ความอบอุ่นมารดา
ทันใดนั้นเสียงเปรี้ยงก็ดังขึ้นไม่ต่างจากเสียงฟ้าผ่าอยู่ไม่ไกลแรงะเิดังกึกก้อง สายลมหอบใหญ่พัดมาเป็ระรอกราวกับคลื่นซัดฝั่งอากาศผันผวนเดี๋ยวเย็นเดี๋ยวอุ่น ครู่ต่อมาก็เกิดเสียงะเิครั้งใหญ่เปลวไฟสีแดงแลบเลียท่วมฟ้าแม้รถเทียมวัวจะวิ่งด้วยความเร็วแต่แรงสั่นะเืยังตามมาเขย่าข้าวของภายในรถให้สั่นระรัวร่วงกราวลงมาไม่ต่างจากเรือลำน้อยที่ลอยอยู่บนยอดคลื่น