“อ้าวซินแคลร์เองเหรอจ้ะ”
“แม่นี่หนูเอง”
“?”
“หนูเองแม่ เอล—”
“มาหาเอลลีเหรอ น่าเสียดายเอลลีไปโรงเรียนเสียแล้วสิ” ฉันได้แต่ยืนกุมขมับอยู่หน้าประตูบ้านของตัวเอง ผู้เป็แม่ตัวจริงได้แต่ส่งยิ้มให้อย่างไม่เอะใจว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้านี้ใช่ลูกสาวจริง ๆ ไหม “ให้น้าไปส่งไหมจ้ะ”
“ไม่เป็ไร ขอบคุณค่ะ” ยิ้มแห้งตอบกลับไปแล้วหันหลังให้ เดินล่องลอยคอตกออกมาจากบ้านจริง ๆ ของตัวเองอย่างหมดแรง ทางเดียวที่จะได้คำตอบของเื่นี้คือฉันต้องไปหาแคลร์ที่ฉันคิดว่าหล่อนน่าจะอยู่ในร่างตัวจริงของฉันเหมือนกัน
ความรู้สึกที่จำได้จากการพยายามประติดประต่อคือภาพสุดท้ายที่แคลร์วิ่งมาหาตอนที่ฉันกำลังจะลงไปช่วยแฮดลี่ย์ที่สระว่ายน้ำเก่า ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ในโลกของความจริงที่เป็อยู่ตอนนี้คือฉันสลับร่างกับแคลร์และเหนือไปกว่านั้นคือเราทั้งสองคนดันย้อนเวลากลับมาในตอนที่ยังเป็เด็กนักเรียนไฮสคูล
“นี่ยัยขี้แพ้” หมวกของฮู้ดที่ใส่ถูกดึงจากด้านหลังจนเซ “เมื่อเช้าเป็บ้าอะไรทำไมถึงวิ่งตาตื่นออกบ้านไปแบบนั้น” โดยคนที่ทำคือเควินพี่ชายฝาแฝดของแคลร์ ฉันน่าจะจำได้ั้แ่ที่เขารีบวิ่งลงบันไดจากชั้นสองแล้วแต่ดันลืมไปเสียสนิท
“เฮ้แคลร์ฉันกำลังพูดกับเธออยู่นะ อย่าเดินหนีพี่ชายแบบนั้นสิ” เขาปั่นจักรยานตามหลังมาแล้วเอาแต่จ้องมองอย่างจับผิดกับการกระทำแปลก ๆ ของฉัน
“ขอโทษคุณนายบิชอปด้วยละกัน”
“คุณนายบิชอป?” เควินเลิกคิ้วสูง “เธอเรียกแม่ว่าคุณนายบิชอปเหรอ” ลืมไปว่าตัวเองไม่ใช่เอลลี ที่เป็อยู่ตอนนี้คือร่างของแคลร์วัย 18 ปี
“จะอะไรก็ช่าง นายตามฉันมาทำไม” ยืดตัวตรงล้วงมือกับฮู้ดที่สวมใส่มองดูคนที่ไม่ลงจากจักรยานและเอาแต่ปั่นวนเวียนไปมาไม่เลิก
“ก็แม่น่ะสิให้ฉันรีบตามเธอมาแล้วถามว่าเป็อะไร” เควินทำหน้าเบื่อโลก “ขึ้นมายัยขี้แพ้ เดี๋ยวก็สายหรอก” เขาว่าแล้วหยุดจักรยานอยู่ตรงหน้า ฉันมองกลับอย่างไม่เข้าใจ
“เดี๋ยวมิสเตอร์ควิ้นท์ได้ลงโทษเธอหรอก” ฉันจำได้ว่าคนที่เควินพูดถึงขึ้นชื่อว่าทั้งโหดทั้งน่ากลัวเพียงใดเพราะเขาเป็อาจารย์ฝ่ายปกครองที่ทำให้เด็กหวั่นเกรงและร้องไห้เป็ว่าเล่น
“อุตส่าห์เรียนจบแล้วหนีไปได้แล้วเชียว” บ่นอุบตอนนึกถึงใบหน้าแสนโหดของเขาแล้วได้แต่ขนลุก
“เธอว่าไงนะ”
“เปล่า”
..
ั้แ่เมื่อเช้าจนถึงตอนนี้เกือบจะเลิกเรียนวิชาสุดท้ายฉันก็ยังไม่เจอร่างจริงของฉันเลย ทั้ง ๆ ที่คิดว่าจำได้แล้วแท้ ๆ ว่าตัวเองจะเรียนวิชาอะไร ฉันยืนวนเวียนอยู่หน้าห้องคณิตศาสตร์ที่อีกไม่กี่นาทีจะเลิกเรียนแล้ว ค่อนข้างมั่นใจว่าร่างของฉันต้องอยู่ในนั้นและเข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่าแคลร์ที่อยู่ในร่างของฉันคงมีวิธีจัดการตัวเองได้ดีไม่สติแตกแบบฉันที่เป็อยู่ตอนนี้ อย่างน้อยหากเจอแคลร์ฉันจะได้รู้ว่าควรทำยังไงต่อไป
“เฮ้ดูสิ ใครมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้”
“อเล็กซ์?” ยืดตัวขึ้นตอนเจอเข้ากับใคร “มาทำบ้าอะไรตรงนี้” ใบหน้าเขาดูเด็กกว่าเมื่อคืนที่เจอมาก
“ดูสิยัยนี่เรียกชื่อฉันด้วยล่ะ” เขาหันไปหัวเราะกับกลุ่มเพื่อนของตัวเอง
“บู้ม!” สะดุ้งสุดตัวกับการแกล้งเรียกเสียงดังจากคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อเล็กซ์ ฉันไม่รู้จักแต่จำเขาได้จากเมื่อคืนที่แกล้งทำค็อกเทลหกใส่ชุดของแคลร์ “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ทำหน้าตลกเป็บ้า”
“เสียงดังอะไรกัน” โชคดีที่อาจารย์สอนคณิตเปิดประตูออกมาพอดี พวกอเล็กซ์ถึงทำตัวแยกย้ายกันออกไป ฉันรีบมองเข้าไปในห้องเรียนที่พึ่งเปิดในขณะที่นักเรียนคนอื่น ๆ ต่างกรูกันออกจากห้อง
“แคลร์เธออยู่ไหน” ชะเง้อมองหาก็แล้วแต่กลับไม่เจอ ฉันยกมือขึ้นนวดขมับเบา ๆ ทำไมการตามหาร่างจริงของตัวเองช่างเป็เื่ที่ลำบากขนาดนี้กัน เพราะใช้สายตาในการมองหาเยอะเกินไปเลยรู้สึกปวดเบ้าตา ฉันถอดแว่นแล้วนวดเบา ๆ ที่สันจมูกเป็จังหวะเดียวกันกับใครบางคนแกล้งมาชนจนแว่นตาของฉันกระเด็นออกจากมือไป
“เฮ้ ดูยัยฮู้ดดี้ขี้แพ้สิควานหาแว่นใหญ่เลย ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ” ผู้ชายคนนั้นมันจะคอยจองล้างจองผลาญไปถึงไหน ฉันพยายามสูดหายใจเข้าเพราะไม่อยากให้เกิดเื่ใหญ่ขึ้น ทำตัวจำยอมและพยายามควานหาแว่นตาที่ทำตกของตัวเอง
แกรบ บ
“อุ๊ปส์ แย่แล้วสิ ฉันดันเหยียบขาแว่นเธอหักเสียแล้ว” ยังไม่หยุดแค่แกล้งชนจนแว่นหลุดมือ เขายังเหยียบขาแว่นให้หักแล้วเตะมันออกไปอีก เสียงหัวเราะดังลั่นทั่วทุกพื้นที่ไม่มีใครที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเลยสักคน ฉันได้แต่กัดฟันแล้วเอาแต่คิดว่าเวลาที่ผ่านมาแคลร์ตัวจริงโดนแบบนี้ตลอดเลยหรือยังไง
“นี่” ใครบางคนยื่นแว่นที่ขาหักมาให้ ฉันรับมาแบบงุนงง “เฮ้ แบบนี้ไม่ตลกเลยพวก พวกนายไปควรไปซ้อมได้แล้ว”
ฉันจัดขาแว่นให้กลับมาปกติแม้ว่ามันจะไม่ปกติแล้วก็ตาม พยายามเช็ดกระจกแว่นที่เป็รอยแล้วใส่กลับเข้าไปตามเดิม ให้ตายสิ ไม่มีแว่นแล้วฉันเหมือนคนตาบอดไปเลย
“เธอโอเคนะ” เขาถามขึ้นตอนที่หนึ่งในไอ้ตัวแสบของกลุ่มของอเล็กซ์ยอมเดินจากไปแล้ว
“อเดล?”
“อ่าใช่ ฉันเอง” ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มาช่วยฉันคืออเดล ใน่เวลานี้เขาเป็หนุ่มนักบอลสุดหล่อและฮอตยิ่งกว่าดาราเสียอีก
“ขอบใจ” ฉันบอก เขายิ้มให้เพียงนิดหน่อยแล้วพยักหน้าให้ก่อนจะเดินออกไป ทุกการกระทำของเขาอยู่ในสายตาของผู้คนบริเวณโดยรอบและการที่เขามาช่วยยิ่งทำให้หลายคนมองเหยียดฉันไปอีก
“หล่อนไม่สมควรได้รับความใจดีของอเดลด้วยซ้ำ” เสียงซุบซิบดังขึ้นขณะที่ฉันเดินผ่านเหล่านักเรียน ฉันไม่ได้สนใจเพราะยังไงเสียมันก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้ว ...หมายถึงอย่างน้อยถ้าไม่ได้อยู่ในร่างของแคลร์
..
“เอาอะไรเพิ่มไหมจ้ะ”
โรงเรียนเลิกแล้วและฉันล้มเลิกกับการตามหาร่างจริงของตัวเอง ตอนนี้ฉันเลยเลือกที่จะกลับบ้าน แม่ออกมาต้อนรับอย่างดีเพราะฉันให้เหตุผลไปว่าจะมารอเอลลีที่บ้าน หล่อนทำอาหารเย็นให้ตอนที่ฉันนั่งรอบนโซฟาในห้องรับแขกอยู่แล้วจู่ ๆ ก็ท้องร้องเสียงดัง
“ไม่แล้วค่ะขอบคุณค่ะ” อาหารฝีมือแม่นี่แหละอร่อยที่สุดสำหรับฉัน “แม่คะ...เอ่อ คุณนายสมิธคะ แล้วเอลลีจะกลับมาตอนไหนพอจะทราบไหมคะ”
“นั่นสิ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน ่นี้เอลลีบอกว่าต้องอ่านหนังสือกับเพื่อนเพราะใกล้จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”
“ใกล้เข้ามหาวิทยาลัย?”
“ใช่จ่ะ แล้วหนูล่ะจ้ะซินแคลร์ เห็นคุณบิชอปบอกว่าหนูจะเข้ามาวิทยาลัยเมืองใกล้ ๆ นี้ใช่ไหม”
“เอ่อ... ขอโทษนะคะ” ฉันวางส้อมลง “คุณบอกว่าใกล้จะเข้ามหาวิทยาลัย หมายถึงมันยังเหลืออีกตั้งเทอมนึงไม่ใช่เหรอคะ”
“หมายถึงเทอมนึงที่เป็เทอมสุดท้ายนี้เหรอ” หล่อนถามกลับ
“คือตอนนี้ไม่ใช่เทอมหนึ่งอยู่เหรอคะ”
“เทอมสองแล้วสิจ้ะ”
“...”
Holy sh*t! ฉันเข้าใจว่าได้ย้อนเวลากลับมาตอนเทอมหนึ่งเสียอีก เื่นี้คอนเฟิร์มได้โดยเควิน เขาเป็คนบอกฉันเองว่าพึ่งเปิดเทอมแรกมาได้ไม่กี่วัน “ไอ้เควิน...” เชื่อเลยว่าเขาต้มฉันเสียจนเปื่อย รู้ทั้งรู้ไม่น่าไปหลงเชื่ออะไรคนอย่างเขาเลย ฉันต้องกลับมาตั้งสติแล้วคิดใหม่อีกรอบ ตอนนี้ฉันออกมาจากบ้านจริง ๆ ของตัวเองแล้วเพราะรอเท่าไหร่แคลร์ที่อยู่ในร่างของฉันก็ไม่ยอมกลับบ้านสักที ฉันไม่รู้เลยว่าหล่อนไปที่ไหน ไม่รู้อะไรทั้งนั้น “เฮ่อ” ถึงกับอยากเขกหัวตัวเองเอาแต่คิดว่าจำวิชาเรียนได้แต่ทว่าไปจำผิดเทอม ถึงว่าหาหล่อนเท่าไหร่ก็ไม่เจอสักที
“35เซ็นต์ เฮ้แคลร์” ชายหนุ่มที่สวมหมวกแก๊ปของมินิมาร์ทที่ฉันแวะระหว่างเดินกลับบ้านร้องทัก เขายิ้มกว้างอยู่หลังเคาท์เตอร์ ไม่รู้บังเอิญหรืออะไรในวันนี้ฉันเจอเขาอีกแล้ว
“หวัดดีอเดล”
“เธอมาทำอะไรแถวนี้”
“มาซื้อเจลลี่”
“โอ้ มาซื้อไกลแฮะ” ฉันทำหน้าซังกระตายอเดลยกมือยอมแพ้ เขายื่นเจลลี่ที่ฉันพึ่งยื่นเงินจ่ายให้ “นี่ของเธอ” เขายิ้มหวานจนตาปิดหากเป็ผู้หญิงคนอื่น ๆ ในโรงเรียนก็คงละลายกันไปเป็แถบหรือไม่แคลร์อาจจะเป็ด้วยก็ได้ แต่ไม่ใช่สำหรับฉันสักนิด
“ขอบใจ”
“แว่นเธอซ่อมแล้วหนิ” ถือว่าเป็คนช่างสังเกตเลยทีเดียว
“แม่ฉันซ่อมให้น่ะ” คุณนายสมิธน่ะเก่ง ไม่ว่าอะไรแม่ฉันก็ทำและซ่อมได้หมดทุกอย่าง
“แคลร์เดี๋ยวสิ” จู่ ๆ อเดลก็ะโข้ามเคาท์เตอร์คิดเงิน เขารีบมาดักหน้าก่อนที่ฉันจะก้าวขาออกจากร้าน “คือว่า จริง ๆ ฉันจะถามเธอั้แ่ตอนนั้นแล้วแต่คนเยอะน่ะ”
แต่จะว่าไป...
ฉันจำไม่ได้ว่าคนอย่างอเดลทำไมถึงให้ความสนใจแคลร์ขนาดนี้ เขาเป็ถึงนักกีฬาของโรงเรียน หนุ่มหล่อที่ทุกคนต่างให้ความสนใจและไม่มีทางเลยที่เขาจะรู้จักกับแคลร์หรือเพราะเห็นว่าเควินเพื่อนในทีมของเขาเป็พี่ชายของแคลร์งั้นหรือ นั่นยิ่งเป็ไปไม่ได้เพราะเควินแทบไม่เคยบอกใครว่าแคลร์เป็น้องสาวของตัวเอง ขนาดวันนี้ที่ให้ซ้อนจักรยานไปโรงเรียนด้วยยังปล่อยให้ฉันลงก่อนจะถึงหน้าโรงเรียนตั้งไกล
เพราะแคลร์คือยัยฮู้ดดี้ขี้แพ้
ลืมคิดข้อนี้ไปสนิท แม้แต่ฉันในตอนนั้นที่ไม่ได้รู้จักกับเคลร์เป็ส่วนตัวยังรู้เลยว่าใครเป็เ้าของฉายานั้น ไม่รู้ว่าใครเป็ต้นตอของการตั้งชื่อบ้า ๆ นี้ให้ แต่เดาว่าคงมาจากลุ่มของอเล็กซ์เพราะพวกนั้นเป็เด็กเกเรชอบกลั่นแกล้งและล้อเลียนคนอื่น ขนาดฉันยังโดนตั้งฉายาว่ายัยจอมเพี้ยนนับประสาอะไรกับแคลร์ ยิ่งใส่แว่นหนาเตอะ มัดผมลวก ๆ อย่างกับไม่เคยหวี ใส่แต่ฮู้ดตัวโคร่งตัวเดิม ๆ ดูเนิร์ดยิ่งกว่าอะไรอะไรทั้งปวงแล้วคงไม่รอดพ้นเงื้อมมือของคนพวกนั้นไปอย่างง่ายดายอยู่แล้ว
“เธอฟังฉันอยู่หรือเปล่า”
“อะไรนะ” ฉันกระพริบตาปริบ ๆ ตอนอเดลปัดมือผ่านหน้าไปมา “นายว่าไงนะ”
“จู่ ๆ เธอก็หลุดไปเลย” เขาว่าแล้วยกมือลูบคางตัวเองอย่างครุ่นคิด “คิดอะไรอยู่ในหัวหรือเปล่า”
“เปล่านี่” ฉันรีบส่ายหน้า ผลักอกให้เขาหลีกทางไป
“เดี๋ยวสิแคลร์เธอยังไม่ตอบคำถามฉันเลย” หันกลับไปเลิกคิ้วใส่อเดล “เธอเห็นเอลลีกับแฮดลี่ย์บ้างไหม”
..
มีเหตุผลเพียงข้อเดียวที่อเดลถามหาแฮดลี่ย์นั่นเพราะเขาและแฮดลี่ย์ต่างเป็คนดังของโรงเรียนและมีข่าวลือที่ว่าพวกเขากำลังคบหากันอยู่และตอนนั้นฉันรู้ดีว่าแฮดลี่ย์กำลังสนใจใครมากที่สถดอยู่ ส่วนเื่ที่เขาถามหาเอลลีฉันยังหาเหตุผลข้อนี้ไม่ได้ว่าเพราะอะไร อเดลไม่เคยสนใจฉัน เขาไม่รู้ความสัมพันธ์ของฉันกับแฮดลี่ย์แต่วันนี้เขากลับถามหาฉันกับหล่อนคำถามคือเพื่ออะไร ถ้าฉันไม่ตื่นใและรีบเดินหนีไปเสียก่อนคงได้รู้แต่เพราะตอนนั้นฉันอยู่ในร่างของแคลร์ฉันเลยไม่รู้ต้องตอบเขาว่ายังไง
“น่าปวดหัว”
ยกมือขึ้นนวดขมับขณะที่เอาแต่จ้องเพดานห้องนอนของแคลร์ ฉันเริ่มนึกถึงความทรงจำของตัวเองในตอนนั้น ่เวลานี้ฉันไปไหนและทำอะไรอยู่กับใคร ทุกอย่างมันคงจะง่ายหากว่าร่างตัวจริงของฉันไม่ใช่แคลร์ไม่อย่างนั้นฉันคงไปตามหาเธอที่สระว่ายน้ำเก่าเพราะฉันนึกออกั้แ่นั่งรอร่างของตัวเองที่บ้านของแม่แล้ว แต่เพราะเอาแต่คิดว่าไม่มีทางเป็ไปได้บางทีแคลร์อาจจะกำลังหาทางทำอะไรอยู่ทำให้ฉันล้มเลิกความคิดนั้นไป
ในตอนนั้นหรือวันนี้ที่เกิดขึ้นคือฉันกับแฮดลี่ย์แอบเข้าไปที่สระว่ายน้ำเก่า จำได้ว่าหล่อนบอกกับฉันว่าอยากให้อ่านหนังสือให้ฟังและฉันก็ยอมอย่างง่ายดาย เป็วันที่เราทั้งคู่ไม่ได้เข้าเรียนแต่ใช้เวลาทั้งวันกับการพูดคุย ตอนนั้นฉันมีความสุขเพราะได้อยู่กับแฮดลี่ย์คอยฟังหล่อนเล่าเื่ราวต่าง ๆ อย่างไม่มีเบื่อเลย
“หยุดคิดได้แล้ว”
หลับตาลงเพราะยังไงเสียเื่ที่เกิดขึ้นในตอนนี้คงเปลี่ยนอะไรบางอย่างไปแล้ว ฉันอยู่ในร่างของแคลร์และแคลร์เองก็อยู่ในร่างของฉัน คงแปลกน่าดูที่แคลร์ต้องรับรู้ว่าตอนนั้นฉันกำลังคบอยู่กับแฮดลี่ย์ หล่อนคงจะสติแตกและไม่มีวันยอมให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นจะเป็เื่ที่ดีมากหากเป็เช่นนั้นจริง ๆ
...เพราะอย่างน้อย ฉันในตอนนี้จะได้ไม่ต้องเสียใจกับเื่ของความรักอีกแล้ว
“ซินแคลร์ตื่นได้แล้—”
“ขอบคุณค่ะคุณนายบิชอป ไข่คนอร่อยมากแต่วันหลังขอไม่เอาแพนเค้กแล้วนะคะ”
ฉันรีบตื่นแต่เช้าแล้วลงไปข้างล่าง ตักไข่คนที่คุณนายบิชอปเตรียมไว้ให้เข้าปากอย่างรวดเร็ว หล่อนดูใและงุนงงแต่ก็ยอมพยักหน้าเออออตอนฉันโบกมือลา วันนี้ฉันตั้งใจจะไปหาแคลร์ที่อยู่ในร่างจริงของฉัน เมื่อคืนที่ผ่านมากว่าจะหลับก็เล่นเอาเกือบเช้าเลยทีเดียวเพราะเอาแต่คิดว่าบางทีแคลร์อาจจะกลับมาที่บ้านของตัวเอง แต่รอจนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา ฉันอยากรู้นักว่าหล่อนคิดอะไรหรือกำลังสนุกกับการอยู่ในร่างของฉันกันแน่ถึงไม่ยอมกลับมาแก้ไขเรื้องที่เกิดขึ้นนี่ร่วมกันเลย
“ฉันรอเจอเธอนานมาก” พูดเบา ๆ แล้วยิ้มเมื่อเจอกับร่างของตัวเองที่กำลังสะพายกระเป๋าเป้ออกมาจากบ้าน หล่อนดูมีใบหน้าสดใสต่างกับฉันที่ขอบตาคล้ำเพราะเอาแต่คิดไม่ตกกับเื่ที่เกิดขึ้นอยู่ทั้งคืน
“แคลร์” ฉันตามร่างของตัวเองตอนเดินออกจากบ้านมาได้สักระยะแล้ว เรียกบุคคลที่อยู่ในนั้นแต่ทว่าหล่อนกลับทำเมินเฉยจนฉันไม่เข้าใจ “เดี๋ยวแคลร์!” คราวนี้ฉันะโออกไป ร่างของฉันหยุดกึกแล้วหันมา หล่อนใส่แว่นเหมือนกับฉันในตอนนี้กระชับสายกระเป๋าเป้ของตัวเองแล้วเลิกคิ้วกลับมามองฉันด้วยการตั้งคำถาม ท่าทางนั้นทำเอาฉันเกือบจะฉุนขาดไปเลย
“เธอจะทำอะไร” ฉันเดินเข้าไปแล้วถาม หล่อนสืบเท้าถอยหลังตอนที่ฉันเข้าไปใกล้ “นี่แแคลร์ฉันไม่ตลก นี่มันร่างฉัน แล้วที่ฉันอยู่ตอนนี้มันก็ร่างเธอ”
“เธอพูดเื่อะไร ฉันควรถามเธอหรือเปล่าว่าเธอจะทำอะไร”
“เฮ้แคลร์ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ หยุดแกล้งกันได้แล้ว สักทีเถอะเธอก็รู้ว่านี่มันไม่ปกติ” ฉันยกมือนวดขมับอย่างเหลืออด เชื่อว่าแคลร์คงสนุกกับการอยู่ในร่างของฉันอย่างแน่นอน
“เดี๋ยวนะ ฉันไม่เข้าใจ” ดูหล่อนสิ ยังตีหน้าซื่อไม่รู้ความอยู่ได้ ฉันพึ่งรู้ว่าตอนที่ฉันแกล้งทำหน้าไม่เข้าใจจะดูยั่วส่วนล่างขนาดนี้ “เธอพูดถึงเื่อะไรกันแคลร์” หล่อนขมวดคิ้วถาม
“อะไรนะ เธอเรียกฉันว่าแคลร์?” ฉันทำน้ำเสียงยอกย้อน ถามกลับอย่างไม่เข้าใจ “ฉันบอกให้เธอเลิกเล่นไง”
“ฉันไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น” หล่อนสั่นหน้าและทำเหมือนว่าฉันเป็บุคคลที่ไม่น่าเข้าใกล้ สภาพฉันโทรม ฉันรู้ ก็เพราะว่ามันนอนไม่หลับแถมยังเอาแต่คิดอยู่ทั้งคืนจะให้ฉันตื่นมาในตอนเช้าอย่างสดใสได้ยังไง
“เอาล่ะ” ฉันยกมือเสมอไหล่ทำให้หล่อนใผงะถอยหลัง ฉันอ้าปากค้างกับท่าทางเล่นใหญ่ของแคลร์ “นี่เธอทำท่ากลัวฉันงั้นเหรอ นี่มันร่างกายเธอนะ” ฉันไม่อย่ากจะเชื่อเลย
“แคลร์ฉันว่า”
“ฉันไม่ใช่แคลร์ เธอนั่นแหละแคลร์!” ฉันชี้ไปที่อกของหล่อน “และนี่คือตัวฉัน ฉันคือเอลลี!”
“เอ่อ...” หล่อนทำหน้าไม่เข้าใจ ยกมือบอกให้ฉันใจเย็นแล้วค่อย ๆ ก้าวถอยหลังเรื่อย ๆ เชื่อเถอะว่าท่าทางของแคลร์ตอนนี้ยั่วโมโหฉันเป็อย่างมาก
“ฉันไม่ตลกนะแคลร์ ตอนนี้เราควรมาคุยกันไหมว่ามันเกิดเื่แบบนี้ขึ้นได้ยังไง”
“ฉัน” หล่อนสั่นหัวเบา ๆ “ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเธอกำลังพูดอะไรอยู่กันแน่แคลร์” อีกแล้ว หล่อนเรียกฉันว่าแคลร์อีกแล้ว
“ฉันไม่ใช่แคลร์”
“แต่เธอคือแคลร์”
“ฉันคือเอลลี”
“ไม่สิ ฉันคือเอลลี เธอกำลังเล่นอะไรแคลร์” หล่อนทำหน้าจริงจัง “ฉันไม่เข้าใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นนะ แต่ว่าเราสองคนคุยกันไม่ถึงสิบคำเลยด้วยซ้ำั้แ่เข้าโรงเรียนมา”
“โอ้ย ปวดหัว” ฉันยกมือนวดขมับอีกครั้งอย่างเหลืออด เป็จังหวะเดียวกับคนที่อยู่ตรงข้ามยกมือขึ้นนวดขมับเช่นกัน ขนาดท่าทางนั้นหล่อนยังเลียนแบบฉันซะเหมือนเชียว
“ไม่มีอะไรฉันขอตัวนะ”
“เดี๋ยวก่อน” ฉันยังไม่ได้คำตอบของเื่นีเลยด้วยซ้ำ แถมแคลร์ยังขี้ตู่เอาร่างจริงของฉันไปอีก แบบนี้มันไม่ถูกต้องไม่ใช่เหรอ
“เธอกำลังทำฉันกลัวนะแคลร์”
“ฉันบอกแล้วว่าฉั—”
“เฮ้ดูสิ เจอยัยฮู้ดดี้ขี้แพ้ระหว่างทางด้วยล่ะ” ฉันขอเรียกสถานการณ์นี้ว่าความโชคร้าย ลืมคิดว่าบ้านของอเล็กซ์เองก็อยู่แถวนี้เหมือนกันและเพื่อน ๆ ในกลุ่มของเขามักจะขับรถเปิดประทุนมารับ หนึ่งในบุคคลที่ชอบกลั่นแกล้งแคลร์ยื่นมือเข้ามาตอนที่อเล็กซ์ขับรถมาใกล้ ๆ เขากระชากกระเป๋าที่ฉันสะพายอย่างรวดเร็วจนของที่อยู่ข้างในกระจัดการะจาย พวกเขาหัวเราะชอบใจพากันขับรถจากไป ทิ้งาแที่สันมือฉาดใหญ่ทำให้และฉันน้ำตาแทบเล็ดตอนล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้น
“นี่” แคลร์ในร่างจริงของฉันยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “เธอควรรีบไปทำแผลนะ” ฉันตวัดสายตาตอบกลับไป หล่อนถึงกับเบือนหน้าหนีแล้วจับกระชับสายกระเป๋าของตัวเอง
“ฉันยังมีเื่คุยกับเธอแคลร์”
“ฉันบอกกี่ครั้งว่าฉันไม่ใช่แคลร์”
“อ๋อแล้วเธอคือเอลลีเหรอ”
“ใช่ นั่นชื่อฉัน”
“แล้วฉันล่ะเป็ใคร”
“แคลร์”
“โธ่โว้ย!” ฉันลุกขึ้นพรวดทำให้แคลร์ที่อยู่ในร่างของฉันใก้าวถอยหลังหนีอย่างรวดเร็ว หล่อนยกมือขึ้นห้ามแล้วหลับตาเพราะคิดว่าฉันจะทำอะไร “เธอจะเอาแบบนี้ใช่ไหมแคลร์” ฉันถามอย่างเหลืออด ก้าวกระเผลกเพราะรู้สึกเจ็บที่ข้อเท้าไปหาหล่อน
“ฉะ... ฉันไปก่อนนะ” แล้วหล่อนก็วิ่งหนีไป จะให้ฉันวิ่งตามเห็นทีว่าคงจะเป็ไปได้ยากเพราะยังเจ็บกับแผลที่พึ่งได้มาหมาด ๆ จากไอ้พวกเด็กเกเร
“จะเอาแบบนี้ใช่ไหม” ตอนนี้ฉันปักธงว่าแคลร์ที่อยู่ในร่างของฉันกำลังจะประกาศา หล่อนกำลังยึดครองร่างของฉันไป ซึ่งนั่นจะไม่มีวันเกิดขึ้นแน่
“ได้! แล้วเราจะได้เห็นดีกันแน่แคลร์”
….