บรรยากาศในห้องเรียนรวมของคณะบริหารธุรกิจ่บ่ายวันพุธเต็มไปด้วยความคึกคัก
บนหน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่ปรากฏข้อความประกาศเื่การแข่งขัน ‘Case Competition’ หรือการแข่งขันวิเคราะห์แผนธุรกิจระดับมหาวิทยาลัยประจำปี ซึ่งเป็เวทีที่นักศึกษาใฝ่ฝันอยากเข้าร่วมมากที่สุด เพราะนอกจากจะเป็ใบเบิกทางชั้นดีสำหรับเรซูเม่แล้ว ทีมที่ชนะเลิศยังมีโอกาสได้ไปดูงานที่บริษัทระดับท็อปของประเทศอีกด้วย
จางเฉินนั่งตาเป็ประกาย หันไปสะกิดปาเยว์เซิงที่กำลังหาวหวอด
"เฮ้ยๆ งานนี้แหละเวทีแจ้งเกิด! ถ้าได้เข้าร่วมทีมเจ๋งๆ นะ ตอนเรียนจบมีบริษัทมารอรับเข้าทำงานเพียบ แถมสาวๆ ทั้งคณะต้องมองฉันด้วยสายตาชื่นชมแน่ๆ!"
"แล้วแกวิเคราะห์ธุรกิจเป็เหรอวะ?" ปาเยว์เซิงถามซื่อๆ
"โธ่เอ๊ย! ไม่เป็ก็เข้าไปทำหน้าที่พรีเซนต์สิฟะ ฉันหล่อขนาดนี้ อาศัยหน้าตาก็ช่วยดึงคะแนนทีมได้แล้ว!" จางเฉินตอบอย่างมั่นใจ
ในขณะที่เด็กปีหนึ่งกำลังตื่นเต้นกันอยู่นั้น เสียงพูดคุยบริเวณหน้าประตูห้องก็เบาลงกะทันหัน
ร่างระหงของหลินอวี้เยาเดินก้าวเข้ามาในห้อง หญิงสาวสวมเสื้อเบลเซอร์สีครีมทับเสื้อเชิ้ตสีอ่อน ดูเป็ทางการและสง่างามกว่าปกติ ในฐานะนักศึกษาปีสามที่เป็ดาวเด่นและประธานชมรมวิเคราะห์ธุรกิจ เธอคือหนึ่งในหัวหน้าทีมที่จะลงแข่งขันในปีนี้
ปกติแล้ว การเฟ้นหาเด็กปีหนึ่งที่มีแววเข้าร่วมทีม มักจะเป็หน้าที่ของผู้ช่วยหรือรุ่นพี่คนอื่นๆ ที่จะนำใบสมัครมาแจกตามห้อง การที่บุคคลระดับหลินอวี้เยาลงมาที่ห้องเรียนปีหนึ่งด้วยตัวเอง ถือเป็เื่ที่ผิดปกติ
เซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่แถวหลังสุดหรี่ตาลงทันที
ในฐานะนักศึกษาที่สอบเข้าด้วยคะแนนระดับท็อปของมณฑล เซี่ยเหวินเจารู้ตัวดีว่าเขาคือหนึ่งในรายชื่อ ‘ตัวเต็ง’ ที่ทีมต่างๆ ้าตัว แต่เขาก็รู้ธรรมเนียมดีว่า รุ่นพี่ระดับหลินอวี้เยาไม่มีความจำเป็ต้องลดตัวมาเชิญใครด้วยตัวเอง การที่เธอปรากฏตัวที่นี่... ต้องมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงบางอย่าง
และเป้าหมายนั้น ก็กำลังนั่งก้มหน้าไถหน้าจอสมาร์ตโฟนเครื่องหนาเตอะอยู่ตรงมุมห้อง... อย่างไร้ตัวตนตามปกติ
หลินอวี้เยาเดินผ่านสายตาคาดหวังของเด็กปีหนึ่งหลายสิบคน ท่ามกลางเสียงกลืนน้ำลายของจางเฉิน หญิงสาวก้าวตรงมาหยุดอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างแถวรองสุดท้าย
"อิ๋งเย่"
เสียงเรียกของเธอไม่ได้ดังมาก แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้คนแถวหน้าเริ่มหันมามอง ก่อนที่เสียงซุบซิบจะค่อยๆ ลามไปถึงแถวหลังอย่างรวดเร็ว นักศึกษาหลายคนชะโงกหน้าด้วยความสนใจ
อิ๋งเย่ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ที่กำลังแสดงข้อความสัญญาเช่าสำนักงาน เขาเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความประหม่าหรือตื่นเต้น
"ครับ?"
"อาจารย์หลี่ส่งรายงานวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์มหภาคเบื้องต้นของนายมาให้ชมรมดู"
หลินอวี้เยาเข้าสู่โหมดจริงจัง เธอไม่ได้มาเพื่อสานสัมพันธ์ส่วนตัว แต่มาด้วยเหตุผลทางวิชาการที่สมเหตุสมผล
"การที่นายมองข้ามทฤษฎีในตำรา แล้วเลือกใช้วิธีวิเคราะห์ความเสี่ยงจากสภาพคล่องของตลาดทุนจริง มันเฉียบขาดมาก ฉันกำลังตั้งทีมแข่ง Case Competition และฉัน้าคนที่มีมุมมองแบบนายมาร่วมทีม"
คำพูดของหลินอวี้เยาทำให้คนในห้องหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ทว่า ภายใต้ท่าทีเป็ทางการของหลินอวี้เยา มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่ารายงานวิเคราะห์ที่อาจารย์ชมเปาะนั่น เป็แค่ ‘เหตุผลรอง’ เหตุผลหลักที่แท้จริงคือความสนใจที่สะสมมาั้แ่เหตุการณ์นาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชัน และการปฏิเสธน้ำแร่อย่างไร้เยื่อใย ผู้ชายที่มองทะลุมูลค่าของสิ่งของ และไม่สนใจเปลือกนอกทางสังคม... หากได้มาร่วมทีมวิเคราะห์ธุรกิจ เธอเชื่อว่าเขาจะสร้างความแตกต่างได้อย่างมหาศาล
นักศึกษาหลายคนแอบอิจฉาอยู่ในใจ การได้ทำงานใกล้ชิดกับดาวคณะ และได้โอกาสทำเรซูเม่ระดับท็อป คือสิ่งที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
แต่อิ๋งเย่... ไม่ใช่นักศึกษาทั่วไป
อิ๋งเย่มองสบตาเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงมองข้อความบนหน้าจออีกครั้ง หลู่จือเหยาเพิ่งส่งรายละเอียดการเช่าออฟฟิศของอันหนิง โฮลดิ้งมาให้อนุมัติ และสัปดาห์หน้าเขาต้องเริ่มวางพอร์ตลงทุนห้าสิบล้านหยวน
สำหรับเขา การแข่งขันในมหาวิทยาลัยไม่ต่างจากการเสียเวลา
"ขอโทษด้วยครับ" อิ๋งเย่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มั่นคง และสุภาพ
"ผมมีโปรเจกต์ส่วนตัวที่ต้องจัดการ และต้องแบ่งเวลาให้กับการเรียนพื้นฐานด้วย ผมคงไม่มีเวลาพอที่จะทุ่มเทให้กับการแข่งขัน... คุณลองหาคนอื่นที่พร้อมกว่านี้เถอะครับ"
สิ้นประโยคนั้น เสียงซุบซิบก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที
"เฮ้ย หมอนั่นเป็ใครวะ?"
"ดาวคณะอุตส่าห์เดินมาชวนเข้าทีมด้วยตัวเองเลยนะเว้ย!"
"มันปฏิเสธเฉยเลยว่ะ บ้าไปแล้วหรือไง!"
แรงกระเพื่อมในห้องเรียนพุ่งสูงขึ้นทันที โอกาสทองที่คนทั้งคณะแย่งชิงกัน กลับถูกปัดทิ้งด้วยเหตุผลธรรมดาๆ!
หลินอวี้เยาชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างขึ้นนิดหน่อย นี่เป็ครั้งที่สามแล้วที่ผู้ชายคนนี้ปฏิเสธเธอ และครั้งนี้มันเป็ข้อเสนอที่เป็ประโยชน์ต่อตัวเขาเองล้วนๆ แต่เขากลับปัดมันทิ้งอย่างง่ายดาย
ทว่า ในขณะที่คนอื่นกำลังมองอิ๋งเย่ด้วยความเสียดายและงุนงง... สมองของเซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่แถวหลังสุด กำลังทำงานด้วยความเร็วสูงสุด
ทายาทตระกูลเซี่ยพิงพนักเก้าอี้ แววตาของเขาทอประกายลึกล้ำ
‘โปรเจกต์ส่วนตัวเหรอ... เซี่ยเหวินเจาลอบแค่นยิ้มในใจ’
‘คนพวกนี้ไม่เข้าใจอะไรเลย ฉันเคยเห็นเขาเทรดฟิวเจอร์สระดับโลกแบบเรียลไทม์มาแล้ว หรือว่า... การแข่งขันทำแผนธุรกิจจำลองระดับมหาวิทยาลัย มันไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจจริงๆ เพราะตอนนี้เขาอยู่ในสนามที่ระดับสูงกว่านี้หลายเท่าแล้ว’
ทางด้านหลินอวี้เยา แม้จะถูกปฏิเสธต่อหน้าคนมากมาย แต่เธอไม่ได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือเสียหน้าออกมา หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก รักษากิริยาสง่างามตามแบบฉบับลูกหลานตระกูลใหญ่
"เข้าใจแล้วค่ะ"
หลินอวี้เยาพยักหน้าเล็กน้อย
"ถ้านายมีธุระสำคัญกว่า ฉันก็จะไม่รบกวน ขอให้โชคดีกับโปรเจกต์ส่วนตัวนะ"
เธอหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง ‘ตัวเต็ง’ คนอื่นๆ ในห้องอีกเลย
เมื่อแผ่นหลังของหญิงสาวพ้นประตูไป จางเฉินก็หันขวับมามองรูมเมทของตัวเองทันที เขาทำหน้าเหลอหลากระพริบตาปริบๆ
"เฮ้ย... แกเอาจริงดิ" จางเฉินพึมพำเสียงแ่
"ฉันฟังผิดหรือเปล่าวะเนี่ย..."
อิ๋งเย่ไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่กดหน้าจอมือถือ พิมพ์ข้อความสั้นๆ อนุมัติการจ่ายเงินมัดจำค่าเช่าออฟฟิศส่งกลับไปอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะล็อกหน้าจอแล้วหยิบปากกาขึ้นมาเตรียมจดเลกเชอร์ที่กำลังจะเริ่ม
ไกลออกไปที่โถงทางเดินของคณะ หลินอวี้เยาเดินทอดน่องช้าลง
ภาพการปฏิเสธที่เด็ดขาดและแววตาที่ไร้ซึ่งความอาวรณ์ของอิ๋งเย่ยังคงติดตาเธอ
‘โปรเจกต์ส่วนตัว? หญิงสาวคิดในใจพลางขมวดคิ้ว หรือเขาแค่เป็คนประเภทไม่ชอบเข้าสังคม? แต่ไม่รู้ทำไม... สัญชาตญาณของฉันกลับบอกว่า มันไม่ใช่เื่เล็กๆ อย่างที่เขาพูดแน่’
...
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ตัดภาพไปยังอาคารสำนักงานให้เช่าระดับเกรดเอในย่านใจกลางธุรกิจกวางโจว
ณ สำนักงานชั่วคราวของ ‘อันหนิง โฮลดิ้ง’ บนโต๊ะเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารหนาเตอะ หลู่จือเหยาในชุดสูทที่ดูภูมิฐานขึ้นกว่าวันแรก กำลังจรดปากกาเซ็นสัญญาเช่าออฟฟิศ ติดต่อสำนักงานกฎหมาย เปิดบัญชีบริษัท และคัดกรองเรซูเม่เพื่อเตรียมรับสมัครพนักงานชุดแรก
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังขึ้น หลู่จือเหยาหยิบขึ้นมาดู ข้อความจากบอสที่ส่งมามีเพียงคำสั้นๆ คำเดียว
‘อนุมัติ’
หลู่จือเหยามองข้อความนั้นแล้วลอบถอนหายใจยาว ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ มุมปาก
"ในขณะที่บอสกำลังนั่งเรียนวิชาพื้นฐานอยู่ในมหาวิทยาลัย... ผมกลับกำลังหัวหมุนสร้างบริษัทการเงินมูลค่าห้าสิบล้านให้เขาอยู่เนี่ยนะ ให้ตายเถอะ เป็เ้านายที่คาดเดาไม่ได้จริงๆ"
...
ตัดกลับมาที่ห้องเรียนรวม
ศูนย์กลางแห่งความลึกลับและบอสใหญ่ผู้อยู่เื้ัเม็ดเงินมหาศาลอย่างอิ๋งเย่... กำลังจ้องมองปลายปากกาหมึกซึมของตัวเองที่ขีดเขียนไม่ออกด้วยสายตาเคร่งเครียด
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ พลางรื้อกระเป๋าหาปากกาด้ามใหม่
‘ห้าสิบล้านหยวนก็เื่หนึ่ง... แต่ปากกาหมึกหมดกลางคาบนี่แหละเื่ใหญ่ รู้งี้ยอมเพิ่มเงินอีกสองหยวนซื้อรุ่นที่เปลี่ยนไส้ได้มาั้แ่แรกก็ดีหรอก’