ถนนหินที่ทอดออกจากประตูหลักตระกูลเย่ค่อย ๆ พาคณะเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองชิงหลาน
ยามเช้าของเมืองชายขอบแห่งนี้มักเริ่มต้นอย่างเชื่องช้าเสมอ หมอกบางลอยคลอเคลียอยู่ตามชายคาและตรอกแคบ ๆ กลิ่นขนมร้อนจากร้านเล็กริมถนนปะปนกับกลิ่นดินชื้นหลังค่ำคืนเย็นจัด เสียงพ่อค้าเปิดแผง เสียงล้อเกวียนบดผ่านพื้นหิน และเสียงผู้คนทักทายกันเบา ๆ ทำให้ชิงหลานดูเหมือนเมืองเล็กธรรมดาที่วันเวลาไหลผ่านอย่างไม่รีบร้อน
แต่วันนี้ บางอย่างต่างออกไป
ธงผืนแคบของสี่ตระกูลหลักถูกแขวนไว้ตามถนนที่นำไปสู่ลานกลางเมือง ธงของตระกูลเย่สีเข้ม ลายเส้นเรียบ สุขุมเหมือนคนที่ยึดถือรากฐานเก่าแก่ ธงของตระกูลหลินประณีตกว่าเล็กน้อย มีลายใบสมุนไพรและเส้นทองบาง ๆ ปักอยู่ตรงขอบ ธงของตระกูลหานดูเรียบแข็งกว่าใคร ผืนผ้าหนา สีหม่น มีรอยเย็บซ่อมบางจุดราวกับเ้าของไม่เห็นความจำเป็ต้องทำให้มันงดงามเกินกว่าการใช้งาน ส่วนธงของตระกูลซูนั้นเรียบจนเกือบเ็า พื้นผ้าสีดำอมเทา ปักลายจันทร์สีเงินขนาดเล็กซึ่งไม่สะดุดตาในครั้งแรก แต่เมื่อมองแล้วกลับยากจะละสายตา
ผู้คนสองข้างทางหยุดมองคณะตระกูลเย่เป็ระยะ บางคนกระซิบชื่อเย่เฉิง บางคนชี้ไปยังเย่ิและเย่หลัว บางคนเพียงยืนดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะแม้งานพบปะสี่ตระกูลจะไม่ได้เปิดให้ชาวเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวทุกส่วน แต่ทุกคนรู้ดีว่าวันนี้จะมีบางสิ่งให้พูดถึงไปอีกหลายวัน
เย่เทียนเดินอยู่ด้านข้างผู้ดูแลเอกสาร กล่องไม้บันทึกสะพายอยู่ข้างตัว ป้ายไม้คำว่า “บันทึก” ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ท่ามกลางกลุ่มคนของตระกูลเย่ เขาไม่ได้โดดเด่นนัก ผู้คนที่มองมาจากข้างทางมักจะเห็นเย่เฉิงก่อน เห็นรุ่นเยาว์ผู้แทนก่อน เห็นธงตระกูลก่อน แล้วจึงค่อยกวาดสายตาผ่านเขาไปเหมือนมองผู้ติดตามธรรมดาคนหนึ่ง
ความรู้สึกนั้นไม่แปลกใหม่สำหรับเย่เทียน
เพียงแต่วันนี้ เขาไม่ได้ยืนท้ายแถวในลานฝึก
เขาเดินอยู่บนถนนสายเดียวกับผู้ที่มีชื่อบนรายชื่อ เดินไปยังสถานที่เดียวกัน เพียงแต่ไปด้วยฐานะต่างกันเท่านั้น
เย่เทียนมองถนนสองข้างทางอย่างเงียบ ๆ และอดไม่ได้ที่จะนึกถึงวันที่ตนเดินมากับเย่เสี่ยวอวี่เพื่อซื้อยา วันนั้นเมืองชิงหลานในสายตาเขาเต็มไปด้วยราคายา เศษหินปราณ ข่าวลือในโรงน้ำชา และความไม่เป็ธรรมเล็ก ๆ ในตลาด แต่วันนี้ เมืองเดียวกันนี้กลับเผยอีกใบหน้าให้เห็น ใบหน้าของเมืองที่มีตระกูลเป็กระดูกสันหลัง มีทรัพยากรเป็เื มีชื่อเสียงเป็ลมหายใจ และมีสายตาของผู้คนเป็สิ่งที่คอยชั่งน้ำหนักทุกย่างก้าว
เขาเริ่มเข้าใจทีละน้อยว่า ตระกูลไม่ใช่เพียงกำแพง เรือน และลานฝึก
ตระกูลคือสิ่งที่คนภายนอกมองเห็นก่อนจะมองเห็นตัวคน
และบางครั้ง คนคนหนึ่งอาจถูกตัดสินั้แ่ก่อนพูดคำแรก เพียงเพราะเครื่องหมายบนแขนเสื้อของเขา
“มองมากไป ระวังสะดุดพื้น” เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหน้าเล็กน้อย
เย่เทียนหันไป เห็นเย่หลัวเดินอยู่ไม่ไกล สีหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้เป็มิตรเต็มที่ แต่ก็ไม่แข็งกระด้างเหมือนวันฝึกจับคู่ หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองยังไม่อาจเรียกว่าดีขึ้น ทว่าบางสิ่งก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย อย่างน้อยเย่หลัวก็ไม่ได้มองเย่เทียนเหมือนคนไร้ค่าโดยสมบูรณ์อีกต่อไป
เย่เทียนยิ้มบาง “ถ้าข้าสะดุดจริง เ้าช่วยจดไว้ในบันทึกให้ด้วยว่า ข้าพ่ายแพ้ต่อพื้นหินเมืองชิงหลาน”
เย่หลัวชะงัก ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะสั้น ๆ อย่างไม่ตั้งใจ แล้วรีบเก็บสีหน้ากลับไป “ปากเ้านี่…ยังเหมือนเดิม”
“ข้ายังไม่ได้เปิดชีพจร สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีแค่นี้”
เย่หลัวมองเขาแวบหนึ่ง เหมือนอยากพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายกลับเงียบแล้วหันกลับไปเดินต่อ เย่เทียนไม่ได้ใส่ใจนัก เขารู้ดีว่าความเปลี่ยนแปลงของคนไม่ได้เกิดจากคำพูดไม่กี่ประโยค แต่บางครั้ง การที่อีกฝ่ายไม่พูดเหยียดเหมือนเดิม ก็ถือเป็ช่องว่างเล็ก ๆ ที่น่าสังเกตแล้ว
ลานกลางเมืองตั้งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางหลักของชิงหลาน เป็พื้นที่กว้างปูด้วยหินสีเทา ล้อมรอบด้วยศาลารับรองสี่ทิศซึ่งวันนี้ถูกจัดไว้สำหรับสี่ตระกูลหลัก ตรงกลางลานมีแท่นไม้เตี้ยสำหรับประกาศและพิธีการ รอบลานมีเชือกกั้นพื้นที่ไม่ให้ชาวเมืองเข้ามาใกล้เกินไป แต่ยังเปิดให้ผู้คนยืนดูจากด้านนอกได้
เมื่อคณะตระกูลเย่มาถึง ตระกูลหลินและตระกูลหานมาถึงก่อนแล้ว
เย่เทียนมองไปยังศาลาด้านหนึ่งซึ่งประดับธงตระกูลหลิน คนของหลินแต่งกายเรียบร้อย สีอ่อนกว่าอีกหลายตระกูล ผู้ติดตามบางคนถือกล่องไม้ขนาดต่าง ๆ บางคนยืนอยู่ข้างโต๊ะซึ่งวางสมุนไพรแห้งในถาดเล็ก ๆ และม้วนรายการทรัพยากรอย่างเป็ระเบียบ แม้จะเป็งานพบปะรุ่นเยาว์ แต่กลิ่นอายของการค้าและการคำนวณกลับปรากฏอยู่รอบตัวพวกเขาอย่างปิดไม่มิด
หากตระกูลเย่ทำให้คนมองเห็นรากฐาน ตระกูลหลินก็ทำให้คนมองเห็นมูลค่า
ทุกกล่อง ทุกถาด ทุกยิ้ม เหมือนถูกจัดวางมาแล้วอย่างพอดี
อีกด้านหนึ่งคือศาลาของตระกูลหาน บรรยากาศต่างจากหลินอย่างสิ้นเชิง คนของตระกูลหานไม่ได้แต่งกายประณีตนัก ชุดส่วนใหญ่เป็สีเข้มและทำจากผ้าหนา เหมาะกับการเดินทางมากกว่างานพิธี บางคนมีรอยแผลเก่าบนแขน บางคนสะพายมีดสั้นสำหรับเดินป่า แม้วันนี้จะไม่มีอาวุธยาวติดตัวตามมารยาท แต่เพียงท่าทางการยืนก็ทำให้เห็นว่า คนเหล่านี้คุ้นกับพื้นที่ที่พื้นไม่เรียบและลมไม่อ่อนโยน
หากตระกูลหลินทำให้คนมองด้วยของ ตระกูลหานก็ทำให้คนมองด้วยรอยแผล
เย่เทียนจำคำของเย่จงได้ทันที
หากตระกูลหานเสียงดังเกินไป จงดูมือของพวกเขา ไม่ใช่ปาก
เขามองมือของคนตระกูลหานทีละคน นิ้วหนา ข้อนิ้วด้าน รอยถลอกเล็ก ๆ ที่ยังไม่จางสนิท และท่าทางที่เหมือนพร้อมขยับอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้ไม่เหมือนเด็กในลานฝึกที่ฝึกตามจังหวะผู้ฝึกสอนเลยแม้แต่น้อย
นั่นคือความต่างระหว่างคนที่ฝึกเพื่อเตรียมสู้ กับคนที่เคยต้องสู้เพื่อกลับมา
ผู้ดูแลเอกสารของตระกูลเย่พาเย่เทียนไปยังโต๊ะเล็กด้านข้างศาลารับรองของตนเอง ตรงนั้นมีพื้นที่สำหรับวางกล่องบันทึกและเอกสาร เย่เทียนจัดกระดาษ พู่กัน และสำเนารายการทรัพยากรลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงยืนอยู่ด้านข้าง ไม่ก้าวล้ำ ไม่ถอยห่างเกินไป
เย่กวงเดินไปทักทายผู้าุโจากตระกูลหลินด้วยรอยยิ้มสุภาพ คำพูดของพวกเขาเบาและเรียบจนคนไกลฟังไม่ชัด แต่เย่เทียนมองเห็นท่าทางจับมือที่พอดีเกินไป เห็นระยะยืนที่ไม่ใกล้ไม่ไกล เห็นสีหน้าที่แสดงความยินดีแต่ไม่เปิดเผยสิ่งใดมากเกินจำเป็
งานนี้ยังไม่เริ่มอย่างเป็ทางการ
แต่การชั่งน้ำหนักเริ่มขึ้นแล้ว
“ตระกูลเย่ปีนี้ยังรักษาระเบียบได้ดีเหมือนเดิม”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหน้า
เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากตระกูลหลินเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มสุภาพ เขาอายุราวสิบหกปี รูปร่างไม่ใหญ่โต ชุดสีเขียวอ่อนตัดกับผ้าคาดเอวสีเข้ม ดูสะอาดและเรียบร้อยอย่างคนที่คุ้นเคยกับการถูกมองมากกว่าการถูกทดสอบด้วยหมัด ใบหน้าของเขาไม่ได้หล่อคมแบบเย่เฉิง แต่มีความนุ่มนวลชวนให้คนลดการระวังตัวโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเรียวเล็กเล็กน้อย แฝงประกายฉลาดที่ไม่รีบร้อนเปิดเผย
เย่เฉิงก้าวออกมาครึ่งก้าว คารวะตามมารยาท “หลินเซวียน”
เด็กหนุ่มตระกูลหลินยิ้ม “พี่เย่เฉิงจำข้าได้ นับว่าเป็เกียรติ”
“คนที่ตระกูลหลินส่งมาแทนหน้ารุ่นเยาว์ ย่อมไม่ใช่คนที่ควรมองข้าม”
คำตอบของเย่เฉิงเรียบและตรง ไม่มีคำเยินยอเกินจำเป็ หลินเซวียนได้ยินแล้วกลับยิ้มมากขึ้นเล็กน้อย
“พี่เย่เฉิงพูดตรงสมชื่อ” เขากล่าว ก่อนจะมองไปยังเย่ิ เย่หลัว และรุ่นเยาว์คนอื่น ๆ อย่างสุภาพ “ปีนี้ตระกูลเย่ดูพร้อมไม่น้อย ข้าได้ยินว่าหลายคนในรุ่นเยาว์เปิดชีพจรได้มั่นคงแล้ว”
เย่ิยืดอกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เย่หลัวพยายามทำหน้านิ่งกว่าเดิม ส่วนเย่เฉิงยังคงไม่เปลี่ยนสีหน้า
“ตระกูลหลินก็คงไม่ต่างกัน” เย่เฉิงตอบ
หลินเซวียนหัวเราะเบา ๆ “พวกเราไม่กล้าเทียบเื่การฝึกยุทธกับตระกูลเย่ แต่หากเป็เื่สมุนไพร หินปราณ หรือทรัพยากรเล็กน้อย บางทีอาจพอช่วยให้การแลกเปลี่ยนวันนี้ไม่เงียบเกินไป”
คำพูดนั้นสุภาพมาก
แต่เย่เทียนฟังแล้วกลับรู้สึกถึงเข็มบาง ๆ ที่ซ่อนอยู่ในผ้าไหม
ไม่กล้าเทียบเื่ฝึกยุทธ แต่พวกเขาคุมสิ่งที่ผู้ฝึกยุทธต้องใช้
หลินเซวียนกล่าวเหมือนถ่อมตน แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือการเตือนอย่างนุ่มนวลว่า ความแข็งแกร่งจำนวนมากในเมืองชิงหลานต้องเริ่มจากทรัพยากรที่ผ่านมือตระกูลหลิน
สายตาของหลินเซวียนกวาดผ่านกลุ่มตระกูลเย่ ก่อนจะหยุดที่เย่เทียนซึ่งยืนอยู่ข้างโต๊ะบันทึก
เพียงครู่เดียวเท่านั้น
แต่เป็ครู่เดียวที่ตั้งใจพอให้เย่เทียนรู้สึกได้
“ท่านนี้คือ…” หลินเซวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ผู้ช่วยบันทึกของตระกูลเย่หรือ”
เย่กวงซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลหันมามองเล็กน้อย แต่ไม่พูดแทรก เย่เฉิงเองก็ไม่ตอบแทน เย่เทียนจึงก้าวออกมาครึ่งก้าว คารวะอย่างเรียบร้อย
“เย่เทียน ผู้ช่วยบันทึกของตระกูลเย่ ขอฝากตัวด้วย”
หลินเซวียนมองเขาด้วยรอยยิ้มเดิม “เย่เทียน…ชื่อคุ้นหูอยู่บ้าง”
คำพูดนี้ไม่ดัง แต่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย่เทียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย เย่ิเหลือบมองเขาทันที เย่หลัวขมวดคิ้วบาง ๆ ส่วนเย่เฉิงยังคงนิ่ง แต่สายตาขยับมาหยุดที่เย่เทียนแวบหนึ่ง
ชื่อคุ้นหู
จากปากคนตระกูลหลิน คำนี้อาจหมายถึงหลายอย่าง
อาจหมายถึงข่าวลือเื่เด็กตระกูลเย่ที่ยังเปิดชีพจรไม่ได้
อาจหมายถึงคำมั่นเก่ากับตระกูลซูที่เริ่มถูกกระซิบอีกครั้ง
หรืออาจหมายถึงเหตุการณ์ในตลาดหมอก ที่เขาช่วยเด็กขายรากหมอกเย็นและทำให้คนบางกลุ่มเสียหน้าเล็ก ๆ
เย่เทียนไม่ได้ถามว่าอีกฝ่ายหมายถึงเื่ใด
เขาเพียงยิ้มบาง “หากเป็ชื่อเสียงดี ข้าขอรับไว้ด้วยความยินดี หากไม่ใช่ ข้าขอถือว่ายังฟังไม่ชัด”
หลินเซวียนชะงักไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นไม่ดัง แต่มีความพอใจบางอย่างซ่อนอยู่
“น่าสนใจ” เขากล่าว “คนที่ถือพู่กัน บางครั้งเห็นสิ่งที่คนถือดาบมองไม่เห็น หวังว่าวันนี้เ้าจะจดได้ละเอียด”
เย่เทียนคารวะอีกครั้ง “ข้าจะพยายามจดสิ่งที่ควรจด”
“แล้วสิ่งที่ไม่ควรจดเล่า”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาอำพันสงบนิ่ง “สิ่งที่ไม่ควรจด ข้าจะจำไว้ก่อน”
คราวนี้รอยยิ้มของหลินเซวียนเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ไม่มาก
แต่มากพอให้เย่เทียนรู้ว่าอีกฝ่ายได้ยินความหมาย
คนที่จดทุกอย่างอาจเป็คนซื่อ
แต่คนที่รู้ว่าอะไรควรจด อะไรควรจำ และอะไรควรเงียบไว้ก่อน ย่อมไม่ใช่ผู้ช่วยบันทึกธรรมดาในสายตาของคนช่างคำนวณ
หลินเซวียนไม่พูดต่อ เพียงคารวะให้เย่เฉิงอีกครั้ง แล้วเดินกลับไปยังฝั่งของตระกูลหลินอย่างนุ่มนวลเหมือนตอนมา
เย่หลัวรอจนอีกฝ่ายเดินไกลแล้วจึงพึมพำเบา ๆ “คนผู้นี้พูดเหมือนไม่มีอะไร แต่แฝงความหมายมากมาย ฟังแล้วเหนื่อยจริงๆ”
เย่เทียนอดยิ้มไม่ได้ “นั่นอาจเป็สิ่งที่เขาตั้งใจ”
เย่หลัวหันมามองเขา “เ้าดูเข้าใจคนแบบนั้นดี”
“ไม่หรอก” เย่เทียนตอบ “ข้าแค่เริ่มรู้ว่าคำสุภาพบางครั้งหนักกว่าคำด่า”
เย่หลัวนิ่งไปเล็กน้อย ราวกับคิดตาม ก่อนจะพ่นลมหายใจสั้น ๆ “วันนี้ข้าคงต้องระวังปากมากกว่าระวังหมัด”
“ถ้าทำได้ นั่นน่าจะช่วยตระกูลได้มาก”
“เ้าว่าข้าปากไวหรือ”
“ข้ายังไม่ได้จดลงบันทึก”
เย่หลัวถลึงตามองเขา แต่คราวนี้ดวงตากลับไม่ได้มีความโกรธจริงจัง เย่เทียนจึงหันกลับไปจัดกระดาษต่อโดยไม่พูดอะไรเพิ่ม
ไม่นานนัก เสียงหัวเราะดังและหยาบกว่าทุกเสียงในลานก็ดังมาจากฝั่งตระกูลหาน
“คนตระกูลเย่เดินเรียบร้อยเสียจริง ข้ายังนึกว่าพื้นลานกลางเมืองโรยด้วยหนามเสียอีก ถึงต้องระวังฝีเท้ากันขนาดนั้น”
เสียงนั้นดังพอให้หลายคนหันไปมอง
ผู้พูดเป็เด็กหนุ่มร่างสูงกว่าคนรุ่นเดียวกันเล็กน้อย ผิวคล้ำจากแดด ผมรวบไว้ลวก ๆ ไม่ประณีตนัก ชุดของเขาไม่ได้หรูหรา แต่รัดกุมและคล่องตัว แขนเสื้อถูกพับขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยแผลเก่าบางเส้นบนท่อนแขน มือของเขาใหญ่กว่าคนทั่วไป ข้อนิ้วด้านชัดเจน และเวลายืน น้ำหนักตัวกดลงบนฝ่าเท้าอย่างมั่นคง เหมือนสัตว์ป่าที่พร้อมกระโจนได้ทุกเมื่อ
หานเลี่ย
เย่เทียนจำชื่อจากรายชื่อที่เย่จงให้มาได้ทันที
เย่ิสีหน้าตึงขึ้น “เ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”
หานเลี่ยหันมามองเขา ดวงตาคมแบบคนไม่ชอบอ้อมค้อม “หมายความตามที่พูด เดินอย่างกับกลัวฝุ่นเปื้อนรองเท้า ถ้าวันไหนต้องขึ้นเขา พวกเ้าคงขอให้คนปูพรมให้ก่อนกระมัง”
รุ่นเยาว์ตระกูลหานบางคนหัวเราะทันที บรรยากาศระหว่างสองตระกูลตึงขึ้นเล็กน้อย
เย่หลัวก้าวออกไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แต่เย่เฉิงยกมือขึ้นเล็กน้อย สั้นและเงียบพอให้คนของตระกูลเย่หยุดทันที
จากนั้นเย่เฉิงจึงมองหานเลี่ยอย่างสงบ “คนที่เดินมั่นคง ไม่จำเป็ต้องทำให้พื้นสั่นเพื่อให้ผู้อื่นรู้”
เสียงของเย่เฉิงไม่ดัง แต่เมื่อพูดออกมา บรรยากาศรอบตัวกลับนิ่งลงทันที
หานเลี่ยจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มกว้าง “เย่เฉิงสินะ ข้าเคยได้ยินชื่อเ้า เปิดชีพจรปลายขั้น ใกล้ก่อปราณ คนในเมืองพูดถึงไม่น้อย”
เย่เฉิงตอบเรียบ ๆ “ชื่อเสียงพูดแทนหมัดไม่ได้”
หานเลี่ยหัวเราะ “ดี ข้าชอบคำนี้”
เขาก้าวเข้ามาใกล้เล็กน้อย แต่ยังไม่ข้ามขอบเขตมารยาท ตรงกันข้าม แม้คำพูดของเขาหยาบและตรง ท่าทางกลับไม่ได้เหมือนคนพาลที่หาเื่โดยไร้เหตุ เขาดูเหมือนคนที่้าลองชั่งน้ำหนักผู้อื่นมากกว่า
สายตาของหานเลี่ยกวาดผ่านเย่เฉิง เย่ิ เย่หลัว แล้วหยุดที่เย่เทียน
“แล้วเ้าล่ะ” เขาถามตรง ๆ “ถือกล่องไม้ ยืนข้างโต๊ะ ไม่ใช่ผู้แทน?”
เย่เทียนคารวะเล็กน้อย “เย่เทียน ผู้ช่วยบันทึก”
หานเลี่ยมองเขาั้แ่หัวจรดเท้าอย่างไม่เกรงใจ “เปิดชีพจรแล้วหรือยัง”
คำถามนั้นตรงเสียจนเย่ิหน้าตึงขึ้นอีกครั้ง เย่หลัวเหมือนจะพูดอะไร แต่เย่เทียนตอบก่อนด้วยน้ำเสียงสงบ
“ยัง”
หานเลี่ยเลิกคิ้ว “ยัง? แล้วมาได้อย่างไร”
“ด้วยป้ายบันทึก ไม่ใช่ด้วยชีพจร” เย่เทียนตอบ
รอบข้างเงียบไปครู่หนึ่ง
จากนั้นหานเลี่ยก็หัวเราะออกมาดังลั่น
ไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะ แต่เป็เสียงหัวเราะของคนที่ได้ยินคำตอบถูกใจอย่างไม่คาดคิด
“ดี!” เขาตบเข่าตัวเองเบา ๆ “ข้าชอบคนตรงไปตรงมาแบบเ้า ไม่เหมือนพวกที่อ่อนแอแล้วยังหาข้ออ้างยืดยาว”
เย่เทียนมองมือของหานเลี่ยขณะอีกฝ่ายหัวเราะ
รอย้าฝ่ามือ
รอยแผลเล็กตรงโคนนิ้ว
ข้อมือที่ขยับอย่างเป็ธรรมชาติแต่พร้อมใช้แรงตลอดเวลา
เขาพลันเข้าใจมากขึ้นว่า เหตุใดเย่จงจึงบอกให้ดูมือของคนตระกูลหาน ไม่ใช่ปาก คำพูดของหานเลี่ยเสียงดังและแทงหน้า แต่สิ่งที่บอกตัวตนของเขาจริง ๆ คือมือคู่นั้น มือของคนที่เคยจับอาวุธ เคยปีนหิน เคยลากของหนัก และบางทีอาจเคยกดาแของตนเองไว้ขณะเดินกลับลงจากเขา
หานเลี่ยอาจหยาบ
แต่อย่างน้อยเขาไม่ได้ซ่อนตัวหลังรอยยิ้ม
นี่ต่างจากหลินเซวียนอย่างสิ้นเชิง
เย่เทียนจดในใจเงียบ ๆ
หลินเซวียนทำให้คนต้องระวังสิ่งที่เขาไม่พูด
หานเลี่ยทำให้คนต้องระวังสิ่งที่เขาพูดเร็วเกินไป
ในเวลานั้น เสียงเคาะไม้สามครั้งดังขึ้นจากแท่นกลางลาน ตัวแทนสภาเมืองก้าวขึ้นไปบนแท่นพร้อมผู้าุโจากแต่ละตระกูล บรรยากาศค่อย ๆ สงบลง ผู้คนที่ยืนชมอยู่ด้านนอกเชือกกั้นลดเสียงลงทีละน้อย เย่กวงกลับไปยืนในตำแหน่งของตระกูลเย่ ผู้าุโจากหลินและหานก็เข้าประจำที่เช่นกัน
งานพบปะสี่ตระกูลกำลังจะเริ่มอย่างเป็ทางการ
เย่เทียนรีบกลับไปยืนที่โต๊ะบันทึก เขาหยิบพู่กันขึ้นมา จุ่มหมึกอย่างระมัดระวัง แล้วเปิดกระดาษหน้าแรกสำหรับจดลำดับพิธี เขาพยายามจัดลมหายใจให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่เพื่อััปราณ แต่เพื่อให้มือไม่สั่นเกินจำเป็
สายตาของเขากวาดผ่านลานกลางเมืองอีกครั้ง
ตระกูลเย่ — ระเบียบและรากฐาน
ตระกูลหลิน — รอยยิ้มและราคา
ตระกูลหาน — เสียงดังและรอยแผล
เหลือเพียงตระกูลซู
ศาลาฝั่งตระกูลซูยังมีคนอยู่เพียงไม่กี่คน ผู้ติดตามสวมชุดเรียบ สีหน้าสงบจนเกือบเ็า พวกเขามาถึงก่อนแล้วบางส่วน แต่ที่นั่งตรงกลางศาลายังว่าง ราวกับทุกคนกำลังรอสิ่งใดอยู่โดยไม่ต้องเอ่ยปาก
แล้วเสียงล้อรถม้าก็ดังขึ้นจากด้านนอกลาน
ไม่ดังมาก
แต่ประหลาดตรงที่เสียงรอบลานกลับเบาลงเองทีละน้อย
เย่เทียนชะงักปลายพู่กันเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้น
รถม้าสีดำเรียบง่ายคันหนึ่งเคลื่อนเข้ามาใกล้ลานกลางเมือง ตัวรถไม่ได้ประดับทอง ไม่ได้มีลวดลายหรูหรา หากแต่ขอบประตูสลักลายดอกจันทร์สีเงินเล็ก ๆ ซึ่งสะท้อนแสงเช้าอย่างเย็นเยียบ ผู้คนรอบทางหลีกให้โดยไม่มีใครสั่ง แม้แต่หานเลี่ยที่เมื่อครู่ยังหัวเราะเสียงดัง ก็หันไปมองด้วยแววตาจริงจังขึ้นเล็กน้อย หลินเซวียนหยุดพัดในมือ เย่เฉิงมองตรงไปยังรถม้าคันนั้นอย่างสงบนิ่ง
เย่เทียนรู้สึกเหมือนหมอกเช้ารอบลานหนาขึ้นอย่างประหลาด
รถม้าหยุดหน้าศาลาตระกูลซู
ผู้ติดตามคนหนึ่งก้าวขึ้นไปเปิดม่าน
เย่เทียนกำพู่กันในมือแน่นขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
เขายังไม่เห็นใบหน้าชัดเจน เห็นเพียงชายแขนเสื้อสีขาวอมเงินขยับผ่านเงาม่าน เห็นเส้นผมดำเงาอมเงินไหลลงมาข้างไหล่ และเห็นจี้พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวซึ่งสะท้อนแสงเย็นวาบในเสี้ยวลมหายใจ
ภาพนั้นเหมือนเงาในตลาดหมอกย้อนกลับมาอีกครั้ง
แต่คราวนี้ เงานั้นอยู่ใกล้กว่าเดิม
ปลายพู่กันของเย่เทียนแตะลงบนกระดาษโดยไม่ตั้งใจ ทิ้งจุดหมึกเล็ก ๆ ไว้ตรงมุมหน้าบันทึก
เขารีบยกมือขึ้น แต่สายตายังคงมองไปยังรถม้า
ม่านถูกเปิดออกช้า ๆ
และเสียงของตัวแทนสภาเมืองที่กำลังจะประกาศเริ่มงาน ก็เงียบลงไปเองในชั่วขณะนั้น
ตระกูลซูมาถึงแล้ว