ตอนที่ 10 ไม่สำคัญหรอกว่าตอนสบาย เราจะอยู่กับใคร แต่ที่สำคัญคือ ตอนที่เราไม่มีอะไร ใครยังอยู่กับเรา
“ท่านพ่อเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” ถามออกไปเพราะอยากรู้อาการ ยิ่งเมื่อเธอเห็นท่านพ่อที่แทบจะเรียกได้ว่ามัมมี่ครึ่งซีก เพราะถูกพันทั้งขาขวา และหัวไหล่จนถึงข้อศอกขวา
“พ่อดีขึ้นมากแล้วมี่เอ๋อร์ ่นี้ท่านหมอให้ระมัดระวังเื่แผลถูกน้ำ วันพรุ่งก็สามารถกลับได้แล้ว” ท่านพ่อพูดเพื่อไม่ให้เธอคิดมาก เพราะทราบดีว่าเธอโทษตัวเองทั้งคืนที่เป็สาเหตุให้ท่านพ่อาเ็ และแจ้งวันกลับเรือน “เมื่อยามซื่อ[1] ท่านปู่หวังจิ้งมาหาพ่อพร้อมหนังสือแยกบ้าน เหตุใดเ้าจึงทำสิ่งใดไม่คิดจะพูดคุยกับพ่อก่อน” ท่านพ่อตำหนิอย่างเสียไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะเื่ได้เกิดขึ้นแล้ว และพอจะคาดเดาสถานการณ์ได้ว่า หากบ้านใหญ่คิดว่าเขาพิการ ทั้งต้องเสียค่ารักษาอย่างมาก ไม่วันใดวันหนึ่งก็ต้องหาทางแยกบ้านกับครอบครัวเขาอยู่ดี
“แล้วเหตุใดเ้าบอกพวกเขาว่าพ่อจะพิการ” นี่คือสิ่งที่เขาสงสัยว่าเหตุใดลูกสาวที่เคยอ่อนแอ และกลัวการพูดคุยกับผู้คนของเขาจะสร้างเื่โกหกขึ้นมาได้
“ข้าไม่ได้บอกว่าท่านพ่อจะพิการเ้าค่ะ นั่นคือสิ่งที่ชาวบ้านลือไปั้แ่เย็นของวันนั้น ข้าเพียงบอกว่าท่านจะไม่เหมือนเดิม” เธอรีบพูดแก้ตัวท่าน ก็แผลใหญ่ขนาดนั้นอย่างไรก็ต้องทิ้งรอย ต่อให้หายแล้วก็ต้องเป็แผลเป็สิ เพียงแค่เสียงจะเบาหน่อยตอนท้ายประโยค เหมือนเด็กสารภาพผิด
“ช่างเถิด อย่างไรเื่ก็พ้นไปแล้ว พ่อแค่คิดไม่ถึงว่าคนอย่างเ้าจะกล้าขอหนังสือแยกบ้าน ทั้งยังได้รับโฉนดที่ดินผืนนั้นกลับมาได้” จริงเ้าค่ะ หากเป็เ้าของร่างนี้ไม่ใช่แค่ไม่กล้า อาจจะถูกบังคับแยกบ้าน แล้วจะไม่ได้อะไรสักอย่างติดตัวด้วยซ้ำ
หลังจากท่านพ่อพูดจบบรรยากาศยิ่งเงียบ แม้แต่ท่านแม่ที่นั่งข้างๆก็มองนางอย่างสงสัยเล็กน้อย เพราะอย่างไรท่านแม่ก็คือผู้ที่ดูแลเด็กสองคนนี้อย่างใกล้ชิดกว่าท่านพ่อ ที่ต้องทำนา ใช้แรง และหาของป่า ท่านแม่ย่อมมีสงสัยบ้างกับนิสัยที่เปลี่ยนไปของลูกสาวคนโตผู้นี้ ที่บางเื่ก็คล้ายกันในเื่ชอบครุ่นคิด และอยู่กับตนเอง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมากคือการแสดงออก การพูดการจาฉะฉานขึ้น การตั้งคำถามมีระบบความคิด และอะไรหลายอย่างที่ทำให้นางรู้สึกว่าลูกสาวผู้นี้สามารถพึงพาได้ จะมีก็เพียงน้องสาวของเธอเท่านั้นที่ไม่สงสัยอันใด เพราะนางคิดเพียงว่าพี่สาวผู้นี้เป็มิตรมากขึ้น ใจดี ทั้งยังพึงพาได้
“เอ่อ… คืออย่างนี้เ้าค่ะ เื่มันเกิดั้แ่ข้าจมน้ำ พวกท่านคงเห็นข้าหลับไปหนึ่งวันเต็มๆ ใช่หรือไม่” เธอเริ่มเกริ่นหัวเื่ที่ด้นคิดสดๆตอนนี้ แต่เหตุการณ์ที่จะมีคนสงสัยในนิสัยที่เปลี่ยนไปของเธอ เธอย่อมมีทางออกไว้แล้ว ลูกทั้งคน นิสัยที่ต่างกันเพียงนั้นจะไม่มีสงสัยบ้างก็ไม่แปลก
“พ่อรอฟังเ้าอยู่”
“เ้าค่ะ ใน่เวลาที่ข้าหลับเพียงหนึ่งวันในตอนนั้น ข้าฝันเ้าค่ะ ในฝันข้ามีท่านเซียนผู้หนึ่งบอกว่าจะรับข้าเป็ศิษย์ ท่านได้สั่งสอนข้าในเื่สมุนไพร และเครื่องเทศมากมายเ้าค่ะ ในฝันนั้นข้าเหมือนจะร่ำเรียนยาวนานเป็สิบปีเลยเ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเ้าจึงอยากเข้าป่าหลังหายดีเพื่อสำรวจสมุนไพรในป่า เพื่อจะได้เจอของจริงจากสิ่งที่เรียนมา เช่นนั่นก็ไม่แปลกที่เ้าจะทราบว่าปวยกีเช่ารักษาแผลสด และช่วยห้ามเืได้”
“เ้าค่ะ” ไม่ถูกซะทีเดียว เธออยากเข้าป่าเพื่อเงินล้วนๆไม่มีความคิดอื่นใดเลย แต่ให้ท่านพ่อเข้าใจเช่นนี้ก็พอจะรักษาภาพลักษณ์บุตรสาวที่แสนขยันเล่าเรียนไว้ได้จะดีกว่า
“เ้าจึงเปลี่ยนไปด้วยเช่นนั้นรึ”
“ข้าก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเ้าค่ะ เพียงแค่เพราะในฝันเหมือนผ่านไปเป็สิบปี ข้าจึงอาจจะดูมีความคิดโตขึ้น…. มั้งเ้าคะ” เื่โกหก ปนจริงนิดหน่อย แถมยังถามความเห็นเพื่อให้คิดต่อไปในทิศทางเดียวกันเช่นนี้ คงไม่มีผู้ใดสงสัยหรอกมั้ง ผู้ใดจะคิดได้ว่าคนผู้หนึ่งจากมาจากโลกอีกมิติหนึ่งผ่านการจมน้ำ บางครั้งการบอกความจริงที่เกินจะเข้าใจ สู้เล่าเื่แต่งที่เขารับได้จะดีกว่า อีกทั้งต่อแต่นี้หากเธอทำอะไรแปลกๆ ก็สามารถโยนในท่านเซียนผู้นั้นรับผิดชอบได้เลย
“นับว่าเป็เื่ดีในเื่ร้ายๆที่เกิดขึ้น แต่อย่างไรเื่ราวเหล่านี้ไม่ใครเล่าให้ผู้ใดฟัง เข้าใจหรือไม่ มี่เอ๋อร์ เม่ยเอ๋อร์” เพราะมีเหตุการณ์เป็ประจักษ์หลายอย่างที่เธอทำ และเื่เกี่ยวกับเทพเซียนก็เป็สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปย่อมชอบฟัง เช่นนั้นท่านพ่อและท่านแม่จึงยอมรับได้อย่างไม่สงสัยสิ่งใดอีก
“เ้าค่ะ” สองพี่น้องรับปากอย่างพร้อมเพียง
“ส่วนเื่ค่ารักษานั้น ข้าคิดจะขายตัวเป็บ่าวเมื่อข้าหาย” ท่านพ่อหันไปคุยกับท่านแม่เพื่อบอกกล่าวความรับผิดชอบว่าเขารับผิดชอบมันเองไม่ให้พวกเ้าต้องเดือดร้อนแน่นอน เห็นดังนั้น ท่านแม่จึงตบมือข้างซ้ายของท่านพ่อเบาๆ ท่านแม่ยิ้มแล้วส่ายหน้า
“ไม่ต้องเป็ห่วงเ้าค่ะ เื่เงินไม่ใช่ปัญหา” เธอรีบเฉลยท่าทางของท่านแม่ทันที
“ตอนนี้พวกเราร่ำรวยมากแล้วเ้าค่ะ” เ้าหนูน้อยซูเม่ยเอามือป้องปากพร้อมทำท่ากระซิบเพื่อบอกท่านพ่อของนาง เพราะจำได้ว่าเธอเคยบอกเื่ที่ครอบครัวเรามีเงินห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจถูกโจรทำร้ายแล้วแย่งเงินไปได้
“ท่านย่าใหญ่..” ท่านพ่อเอ่ยอย่างเหลือเชื่อ
“ไม่ใช่เ้าค่ะ ไม่มีทาง” เธอรีบดับความคิดนั้นทันที
“ข้าเข้าป่ากับท่านแม่และซูเม่ย ไปขุดโสมคนมาขายเ้าค่ะ” เธอบอกเล่าเหมือนเป็เื่ธรรมดาทั่วไป
“เ้าอย่ารีบพูดข้ามไปเหมือนมันคือดอกเห็ดได้หรือไม่” ท่านพ่อเธอเริ่มรู้ทันและปฏิบัติกับเธอเช่นผู้ใหญ่คุยกัน
หลังเ้าท่านพ่อฟังเื่ราวที่เธอเล่าเื่โสมคนแล้ว สีหน้าท่านดูดีขึ้นอย่างมาก คงเพราะหมดห่วงเื่เงินค่ารักษา และยังมีไว้สำหรับดำรงชีวิตอีก พอมองเหตุการณ์ประจวบเหมาะเช่นนี้แล้ว การแยกบ้านตอนนี้ช่างเป็เื่ดีจริงๆ
หลังจากผ่านพ้นความเป็ความตายมาสักครั้งนี้ เพราะได้มีเวลานอนนิ่งๆ คิดถึงชีวิตที่ผ่านมา ได้รับรู้ว่าตอนที่ต่ำสุดของตนเอง มีใครที่อยู่เคียงข้างบ้าง และใครที่พร้อมจะทิ้งเขาไปเมื่อหมดประโยชน์ สิ่งนี้เป็ยาชั้นดีที่ทำให้เขาตาสว่างขึ้น
“อาเต๋อ เมิ่งรุ่ยเ้าก็อยู่นี่นี่เอง” ท่านลุงหนิงเหอวิ่งเข้ามาที่เตียงท่านพ่อด้วยสีหน้าใ และหันไปทักท่านแม่
“ข้าไปหามี่เอ๋อร์ที่บ้านเ้า ย่าใหญ่ของพวกเ้าแทบไล่ข้าออกจากบ้าน บอกว่าเ้าจะพิการ มิใช่ท่านหมอบอกว่าเ้าาเ็ที่ขาสาหัสจนต้องพักฟื้นเป็เดือนๆ แค่นั้นมิใช่รึ แล้วนางยังบอกว่าพวกเ้าแยกบ้านไปแล้ว ทั้งยังแย่งที่ดินท้ายหมู่บ้านของนางไป นี่มันเื่อันใดกัน” ท่านลุงหนิงเหอผู้ต้องเข้าเมืองมาคุยงานสร้างเรือน จนไม่มีเวลาได้รับรู้ข่าวลือในหมู่บ้านใน่นี้ มาถึงก็รัวคำถามไม่ยั้ง
“เฮ้ออ ี้เีพูด…เจ็บคอ” เธอบ่นเล็กน้อยก่อนเล่าเื่ั้แ่เธอกลับบ้าน จนแยกบ้าน และมาเยี่ยมท่านพ่อในวันนี้ แต่ไม่ได้เล่าเื่ขายโสมคน ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ เธอแค่ไม่อยากให้ใครรู้เื่นี้นอกจากคนในครอบครัวเธอจะดีกว่า
“โอ้โห มี่เอ๋อร์ เ้ายอดเยี่ยมจริงๆที่ง้างเอาโฉนดที่ดินผืนนั้นคืนมาได้” ท่านลูงหนิงเหอแสดงความชื่นชมแบบไม่คิดปิดบัง
“อะแฮ่ม ข้าก็แค่ร้องขอในสิ่งที่ควรเป็ของครอบครัวเราเ้าค่ะ” เธอกระแอมเล็กน้อยพอเป็พิธี
“แต่ว่าจากนี้พวกเ้าจะอยู่กันอย่างไร เรือนเก่านั้นโทรมเอาเื่อยูู่ พรุ่งนี้ข้าจะหาเวลาไปช่วยซ่อมเท่าที่พออยู่ได้ไปก่อนให้” ท่านลุงหนิงเหอกล่าวออกมารวดเดียวอย่างเต็มใจ แต่น้ำใจครั้งนี้เธอไม่ลืม
“อะนี้ สิบตำลึงเงิน ของเ้า” จากนั้นก็ยืนถุงที่น่าจะมีเงินตามที่ท่านลุงหนิงเหอบอก
“เงินจากไหน เ้ามาให้ข้าทำไม ่นี้เ้าก็ยังไม่มีงานสร้างเรือนมิใช่หรือ เ้าเก็บเอาไว้ใช้ในครอบครัวเถิด” ท่านพ่อไม่กล้ารับไว้อยู่แล้ว
“นี่คือเงินจากการขายอุ้งเท้าหมี ราคาดีอย่างมาก มีพ่อบ้านของจวนเศรษฐีที่ข้ารู้จักรับซื้อไว้ เ้าต้องาเ็เพราะมัน อีกทั้งแยกบ้านต้องใช้เงินมาก เ้าเก็บไว้เพื่อครอบครัวเ้าเถอะ” ท่านลุงหนิงเหอบอกที่มาที่ไปของเงินแล้ว ทำให้ท่านพ่อนิ่งไปครู่ใหญ่
“ข้ารับเพียงสี่ตำลึงเงินก็พอ สามตำลึงเงินไว้เป็ค่ารักษา ส่วนหนึ่งตำลึงเงินเผื่อใช้จ่ายในครอบครัว เท่านี้คงพอให้พวกข้าดำรงชีวิตได้สบายๆแล้ว เ้าเป็ผู้ไปตัดเท้านั่นมา ทั้งยังไปขายให้ ตอนล่าสัตว์ก็ช่วยกันล่า มิใช่ข้าผู้เดียว อีกอย่างตอนที่ข้าาเ็ เ้าก็ช่วยดูแลมี่เอ๋อร์ ทั้งยังช่วยค่าเกวียนให้นางอีก เมื่อเป็เช่นนั้นควรแบ่งกันอย่างนี้เถิด” ท่านพ่อโน้มน้าว
“ได้ตามใจเ้า ถือว่าครั้งนี้เ้าให้โชคข้าอย่างมาก ขอบคุณนะอาเต๋อ เื่ซ่อมเรือนนั้นข้าพูดจริง ดังนั้นเ้าอย่าได้เกรงใจ”
“ขอบใจเ้าอาเหอ” อย่างน้อยยังมีมิตรสหายที่ดีต่อกัน ย่อมเป็เื่ที่น่ายินดีอยู่แล้ว
เธอเข้าใจที่ท่านพ่อยอมรับเงินมาสี่ตำลึงเงินเพื่อไม่ให้มีปัญหาเื่เกรงใจกัน อีกทั้งท่านยังบอกไม่ได้ว่าครอบครัวมีเงินแล้ว เพราะไม่สามารถอธิบายที่มาของเงินได้ ยิ่งเื่เป็เช่นนี้ครอบครัวของเธอก็มีเหตุผลในค่ารักษาหมอ และดำรงชีพโดยยังไม่ต้องออกไปทำงานสักระยะด้วยซ้ำ ถือว่าเป็การป้องกันป้าข้างบ้านสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ทำงานทำการ ทั้งที่ในความเป็จริงแล้ว ที่ดินเนื้อที่ 30 หมู่ ท้ายหมู่บ้านของครอบครัวเธอ ค่อนข้างห่างไกลผู้คนในหมู่บ้านเป็ลี้ๆ[2] เพราะในยุคโบราณที่ไม่มีสิ่งบันเทิงใดน่าสนใจกว่าเื่ชาวบ้านแล้ว
[1]ยามซื่อ (巳:sì) คือ 09.00 – 10.59 น.
[2] 1 ลี้ เท่ากับ 500 เมตร