ฉากตั้งศพในห้องรับแขกถูกรื้อออกไปแล้ว เหลือแต่พวกหรีดเครื่องกระป๋องกับหรีดดอกไม้วางพิงผนังไว้ ไม่มีใครเก็บไป
อาฉากลับเข้ามาในบ้านตามลำพัง บรรยากาศเงียบเหงาวังเวงในห้องที่ล้อมผนังสี่ด้านทำให้จมูกแน่นตื้อขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
เหลือแค่ตัวเดียวแล้ว...เขาคิดอย่างนั้น
แม้แต่หลานชายโทนยังจากไป เหลือแต่เขาที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย
อาฉาเดินขึ้นไปยังห้องชั้นสอง ห้องหับยังอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ แต่พอเปิดประตูเสื้อผ้ามองกระจกแต่งตัวที่ติดอยู่ด้านหลังประตูตู้ ภาพที่สะท้อนบนนั้นกลับเป็ใบหน้าและร่างกายของเจ๋อฟาง
เจ๋อฟางมีรูปร่างกำยำตามมาตรฐานผู้ชายทั่วไป กล้ามเนื้อแข็งแรง หน่วยตากว้างมีชีวิตชีวา คิ้วเข้มดกดำ แพขนตาหนายาว จมูกโด่งตรง ริมฝีปากกำลังดีไม่หนาไม่บาง
ทั้งที่เป็เด็กหน้าตาคมคายแท้ๆ ลูกชายเขาอุตส่าห์สร้างเจ๋อฟางมาให้หล่อเหลาขนาดนี้ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมเจ๋อฟางถึงยังอยากเป็ผู้หญิงอีก
ถ้าไม่เพราะเื่นี้ เจ๋อฟางก็คงไม่คิดจะโดดตึก ถ้าไม่โดดตึก พวกเขาปู่หลานก็ไม่ต้องพลัดพรากไปอยู่กันคนละภพ ไม่มีวันได้พบกันอีกแล้ว
และถ้าไม่เพราะเื่นี้ ดวงิญญาของเขาก็จะไม่ฟื้นคืนกลับมาในร่างของหลานชาย
แต่ลองคิดดู ถ้าฟื้นกลับไปอยู่ในร่างตัวเองยิ่งน่าสยดสยองเข้าไปใหญ่ หัวโดนกระจกผ่าเละจนสมองไหล ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในสภาพนั้น คงได้มีคนใจนช็อกตายกันบ้างละ
หากเป็แบบนั้น บรรดาเพื่อนแก่ๆ ที่ช่วยกันจัดงานศพให้ก็คงได้หัวใจวายกลับบ้านเก่าด้วยกันกับเขาเป็แน่
อาฉาล้อตัวเองขำๆ มุมปากหยักยิ้ม แต่แล้วกลับก้มหน้าถอนหายใจเฮือก
เขาหยิบกล่องคุกกี้โลหะทรงกลมขนาดใหญ่ที่เก่าจนสนิมขึ้นใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียง ทรุดตัวลงนั่งบนฟูก แล้วเปิดฝากล่องออก
กล่องใบนี้เป็ที่เก็บสมบัติสุดรักสุดหวง หลังจากรื้อค้นอยู่สักพัก เขาก็หยิบรูปถ่ายสมัยสาวๆ ของอวี้ฉานผู้เป็ภรรยาออกมา
รูปถ่ายขาวดำใบเล็กเหลืองหมองไปนานแล้ว เขากับภรรยาไปถ่ายไว้ที่ร้านตอนแต่งงานกัน อวี้ฉานสวยมาก แถมยังเกิดมาในตระกูลร่ำรวย เป็สาวสวยอันดับหนึ่งในหมู่บ้านตอนนั้นเลยทีเดียว ตอนที่เธอเป็ฝ่ายตามจีบเขาก่อน และประกาศว่าจะแต่งงานกับเขาน่ะ ใครต่อใครพากันใเป็แถบ
บางครั้งเขาก็คิดว่าอวี้ฉานคือคุณชายใหญ่ที่เรือล่มตายในตอนนั้นกลับชาติมาเกิดใหม่ เพราะบทเอาแต่ใจขึ้นมานั้นเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน แถมยังชอบอะไรแบบเดียวกัน นั่นคือโปรดปรานจักจั่นที่ส่งเสียงระงมในฤดูร้อนเป็ที่สุด
เขาบอกกับอวี้ฉานว่า มีจักจั่นั์สีดำพันธุ์หนึ่งตัวใหญ่ขนาดฝ่ามือ ยามกางปีกออกจะสะท้อนแสงเป็สีเหลือบรุ้ง จักจั่นนั่นร้องเสียงสนั่นกึกก้องกว่าพันธุ์อื่น เขาเคยเจอมันในป่า ถ้าหากได้เจออีกละก็ รับรองว่าจะต้องจับกลับมาให้เธอสักตัว
อวี้ฉานฟังแล้วยิ้ม
ตอนนั้นกิจการของเขากำลังเริ่มขยับขยาย แต่ละวันตัวเป็เกลียวกับการซ่อมบ้านซ่อมท่อประปาให้ลูกค้า มีงานไม้เข้าคิวรอให้ทำไม่จบสิ้น มีผนังรอให้ทาสีไม่รู้เสร็จ ยุ่งเสียจนวันหนึ่งมีเวลานอนแค่สามสี่ชั่วโมงเท่านั้น อวี้ฉานเองก็รู้ว่าเขาเหนื่อย
และแล้ว่ปลายปีนั้นเอง อวี้ฉานก็คลอดลูก เธอทิ้งลูกไว้ แล้วจากโลกนี้ไป
เขารู้สึกผิดกับเธอมาโดยตลอด นับแต่แต่งงานอยู่กินกันมา เขาแทบไม่มีเวลาให้เธอเลย
อาฉาจ้องมองรูปถ่ายเหลืองเก่าใบนั้น สุดท้ายก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
เมียรักตายจาก ลูกชายลูกสะใภ้ก็จากเขาไปด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ ตอนนี้แม้แต่หลานชายก็ไม่อยู่แล้ว เหลือเพียงเขานั่งร้องไห้ในบ้านหลังนี้อย่างเดียวดาย ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครปลอบโยน
กล่องเหล็กพลิกคว่ำตกพื้น สมบัติแสนรักที่อยู่ในนั้นกระจายไปทั่ว
รูปแต่งงานของลูกชาย แหวนแต่งงานของภรรยา ฟันน้ำนมที่หลุดออกมาซี่แรกของหลานชาย อีกทั้งคราบจักจั่นสีดำเป็เงาสวยราวกับหินออบซีเดียน...
หลังอวี้ฉานจากไป เขาเที่ยวเสาะหาจักจั่นพันธุ์ดังกล่าว แต่อยู่บนเขาถึงเจ็ดวันเต็มก็ยังไม่ได้ยินเสียงจักจั่นกรีดปีกเสียที ในหน้าหนาวจักจั่นสีดำไม่ออกมา แต่จะหลับใหลอยู่ใต้ผืนดินเย็นเฉียบ
นับจากวันนั้น หัวใจของเขาก็เหมือนถูกฝังอยู่ใต้ดินที่เย็นจนเป็น้ำแข็งเช่นกัน แต่ละวันผ่านไปอย่างทุกข์ทนและเหน็บหนาว ทว่าไม่สามารถพาตัวเองไต่ขึ้นมาบนพื้น ได้แต่ขดตัวสั่นระริก...
ขดตัวสั่นระริกอยู่อย่างนั้น...