
ปรีดิ์รติลืมเื่ผู้ชายที่ขับรถมาให้บุพการีทั้งสองเสียสนิทเมื่อผู้เป็พี่ชายเบนความสนใจ รั้งร่างหล่อนเอาไว้ “คอยตรงนี้ก็ได้จะเดินไปไหนล่ะ”
“ตะกี้ปูจ๋าเห็นผู้ชายคนเมื่อกลางวันน่ะ...มั่นใจว่าต้องเป็นายนั่นแน่ๆแต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมาขับรถให้พ่อกับแม่”
“ตาฝาดมั้ง...พี่บอกแล้วยังไงล่ะว่าอย่าไปปักใจเชื่อ ปรักปรำเขาทั้งที่ยังไม่รู้แน่เลยว่าเขาทำรึเปล่านี่ถึงกับเก็บเอามาคิดว่าเขาเป็คนนั้นคนนี้”
เมื่อพี่ชายพูดแก้ลำให้หล่อนจึงหันไปมองตาขวาง กำลังจะต่อความ พ่อกับแม่ก็เดินมาถึงเสียก่อน...วันนี้ปัจฉิมผู้เป็บิดา แต่งกายด้วยสูทสีเข้มดูภูมิฐานในมาดนักธุรกิจ บุคลิกมีความเป็ผู้นำสมกับที่เพื่อนฝูงในวงการธุรกิจต่างนับหน้าถือตา เฉกเดียวกับศรีภริยาคู่บุญซึ่งครองเรือนมาหลายสิบปี ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่มาั้แ่ยังเป็หนุ่มสาวจนบัดนี้อายุล่วงหกสิบปีกว่าแล้ว แต่ปานเลขาก็ยังคงความงามแฉล้มไม่ต่างจากสาววัยกลางคน ยังแต่งตัวได้มีสง่า สวมชุดราตรีสั้นผ้าไหมชีฟองสีขาวผืนเดียวทั้งชุด มีระบายลูกไม้ซ่อนเนื้อในไว้อย่างเก๋ติดเข็มกลัดเพชรรูปผีเสื้ออยู่เหนืออกเครื่องประดับอื่นก็เต็มยศทั้งสร้อยไข่มุกยาวสองทบเข้ากับต่างหูเพชรรูปเดียวกับเข็มกลัดร้อยไข่มุกเส้นเดี่ยวสายห้อยยาวประบ่าเข้ากันกับกระเป๋าและรองเท้า เหมาะสมแล้วกับที่สื่อในนิตยสารเคยเกริ่นในบทสัมภาษณ์ว่าปานเลขาเปรียบเสมือน‘นางงามไข่มุกเอเชีย’
ปรีดิ์รติเองคงจะได้ความสวยเต็มร้อยจากฝั่งมารดาและได้ความแข็งแกร่งจากฝั่งบิดา แต่นิสัยเอาแต่ใจตัวนั้นไม่ได้ถ่ายทอดมาจากพันธุกรรมทางฝั่งใดคงเกิดจากการฟูมฟักเลี้ยงดูั้แ่เยาว์วัยล้วนๆ
“หนูก็นึกว่าพ่อกับแม่จะติดงานเลี้ยงที่โรงแรมอื่นแล้วซะอีก”
ลูกสาวพูดทำนองตัดพ้อเล็กน้อยสืบเนื่องจากธุรกิจชุดชั้นในที่ทำเป็แฟชั่นของหล่อนนั้นไม่ได้รับการเห็นด้วยจากผู้ใหญ่ั้แ่แรก แต่หล่อนดื้อเสมอต้นเสมอปลายรั้นที่จะทำ โดยไม่ปริปากขอเงินจากกองกลางของครอบครัวยอมทุบกระปุกจากเงินเก็บออมในบัญชีมาลงทุนเองทั้งหมด เมื่อเป็อย่างนั้นพ่อกับแม่จึงปล่อยเลยตามเลย แต่ก็สั่งให้พี่ชายทั้งสองคนช่วยดูแลหล่อนอย่างใกล้ชิดเพราะตัวท่านทั้งสอง ยังคงวุ่นกับธุรกิจประจำเป็นิตย์...สามีคอยบริหารองค์กรมีมือซ้ายมือขวาคอยช่วยเหลือ ส่วนภรรยาก็ทำหน้าที่แทนในเื่ของการออกงานสังคมเพื่อส่งเสริมบารมีของธุรกิจให้เดินไปด้วยกันอย่างราบรื่น
“ถึงแม่เขาจะยุ่งแค่ไหนแต่งานนี้แม่เขาไม่พลาดหรอก อย่างน้อยก็ต้องเลือกชุดที่จะเอาไปใส่ให้พ่อดูคืนนี้”
ปัจฉิมหยอกเอินภรรยาอย่างอารมณ์ดีจนฝ่ายนั้นต้องแอบหยิกที่หลังมือเบาๆ ลูกสาวเองที่ปั้นหน้ากระเง้ากระงอดจึงคลายยิ้มขึ้นได้
“คุณนี่ก็พูดอะไรต่อหน้าลูกแบบนี้ เดี๋ยวลูกก็ได้คิดว่าเราสนับสนุนหรอก” ฝ่ายภรรยาซึ่งไม่เห็นชอบกับแฟชั่นแบบนี้ แอบติงสามีเบาๆ
“เอาน่าไหนๆลูกสาวเราก็ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ ชมนิดชมหน่อย ให้กำลังใจกันจะได้มีแรงฮึดสู้ต่อไปยังไงล่ะ”
คู่สามีภรรยาหยอกกันพอหอมปากหอมคอลูกชายซึ่งยืนมองอยู่นาน จึงเป็ฝ่ายตัดบทขึ้น “พ่อกับแม่เข้าไปในงานก่อนดีไหมครับวันนี้ยกให้เป็แขกหนึ่งวัน ปล่อยหน้าที่เ้าภาพให้เป็ของปูจ๋าไป”
น้องสาวหันไปค้อนควั่กกำลังจะเถียง มารดาก็พูดแทรกขึ้น “ว่าแต่คุณหญิงอรชร กับลูกชายมาหรือยังล่ะโทร.ไปเร่งแม่ั้แ่ตะวันยังไม่ตกดิน นี่ก็นัดกันไว้”
เปรยมาแค่นี้ปรีดิ์รติอยากจะหมุนตัวกลับไปหลบตรงไหนก็ได้นึกเกรงว่ามารดาจะชักชวนให้หล่อนเข้าไปในงานพร้อมกันแล้วไปคอยช่วยดูแลคุณหญิงกับลูกชาย หล่อนจึงชิงตอบแทนพี่ชายว่า “คุณหญิงอรชรมาเมื่อสักครู่นี้เองค่ะแม่หนูเชิญเข้าไปด้านในเรียบร้อยดีแล้วค่ะ ฝากแม่ช่วยดูแลแทนหนูด้วยนะคะเพราะงานนี้หนูเป็เ้าภาพ คงต้องดูแลแขกทั้งหมด”
เสียงหัวเราะลงคอของบิดาดังขึ้นอย่างรู้แกว“เรานี่มันฉลาดเป็กรดเลยนะ ยกภาระที่แม่เขาเตรียมไว้ให้ย้อนไปหาคนต้นคิดซะได้”
ปัจฉิมจึงโดนหยิกอีกรอบปล่อยให้ภรรยาหน้าตึง เดินลิ่วนำเข้าไปก่อน “อย่าไปถือสาแม่เขาเลยนะลูก”
หล่อนจะออกฤทธิ์กับพ่อแม่กลางงานก็ใช่ที่จึงได้แต่ขบเม้มริมฝีปากจนสีลิปสติกแดงเืนกแทบจะถูกกลืนจนเกลี้ยงครั้นบิดาจะขอตัวเข้าไปข้างใน หล่อนก็นึกบางอย่างออกมาได้ จึงโพล่งถามขึ้น
“พ่อคะวันนี้ลุงจืดไปไหนคะ ทำไมไม่มาขับรถให้พ่อเมื่อครู่หนูเห็นคนอื่นมาขับรถแทน...เขาเป็ใครกันคะ”
บิดาไม่ตอบได้แต่ยิ้มจืดเจื่อน...ดีที่ปริญญาโทไหวทันจึงเรียกชื่อหล่อนเพื่อเรียกความสนใจเบี่ยงเบนฉับพลัน
........................................................