การมีชีวิตอยู่บนโลกที่แสนน่าเบื่อ คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการไขว่คว้าหาความสุข
'ความสุข' อาจจะเป็นคำที่เรียบง่าย แต่มันกลับได้มายาก คนเราจะมีความสุขหรือไม่ มันก็ขึ้นอยู่กับทางเลือกของแต่ละคน ว่าจะเลือกทางไหน เพื่อความสุข 'ของตัวเอง'
แสงจ้าจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนซ์สาดส่องแยงตาคนที่นอนพริ้มจนทำให้ 'เขา' ต้องตื่นมาอย่างช่วยไม่ได้ ดวงตาสองชั้นสีดำสนิทกะพริบถี่ ๆ เพื่อปรับรับความสว่าง
"นี่หลับไปนานขนาดไหนกันวะเนี่ย" เขาพูดพึมพำออกมาหลังจากลืมตาขึ้นมองนาฬิกาตรงผนังห้อง
'ล่าสุดกินซาลาเปาร้านประจำไปตอนห้าโมงเย็นนี่หว่า พอหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อนสินะ' เขาได้แต่นึกคิดในใจแล้วส่ายหัวให้กับตัวเอง
ชายหนุ่มพยายามฝืนดันตัวเองออกมาจากเตียง แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับแรงดึงดูดของเตียง แล้วล้มลงไปนอนแอ้งแม้งอีกครั้ง สงสัยรอบนี้ได้หลับต่อยันเช้า…
[...1%]
ปังๆๆ
เสียงทุบประตูอย่างแรงดังขึ้นจนประตูสั่นพร้อมกับหลอดไฟที่กระพริบถี่ ๆ เหมือนว่าจะติด ๆ ดับ ๆ จากนั้นไม่นานมันก็ดับเข้าจริง ๆ นั่นทำให้เจ้าของห้องตื่นมาอย่างเต็มตา
‘เจมส์’ ชายวัยยี่สิบสองแบกร่างกายที่อ่อนล้าของตัวเองไปที่ประตูอย่างเหนื่อยหน่ายเพื่อที่จะดูว่าใครที่มาทุบประตูอย่างไรมารยาทขนาดนี้
ปังๆๆๆ
"รู้แล้ว กำลังไป" เจมส์ตะโกนดังขึ้นให้คนหน้าประตูได้ยิน แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเปิดไฟฉายเดินไปที่ประตู
เสียงนั้นทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อไม่ได้รับการตอบรับจากคนในห้อง มันแรงจนเหมือนกับว่าประตูจะหลุดออกมาทั้งบาน
“จะทุบอะไรนักหนาวะ..”
เจมส์พ่นคำสบถออกมาอย่างรำคาญ มือพลางบิดลูกบิดประตูออกแต่ก็พบกับแรงกระแทกจากข้างนอกดันเข้ามาจนเขาเซล้มลงไปที่พื้น
ยังดีที่โซ่คล้องประตูถูกคล้องเอาไว้แน่นหนา ทำให้ใครที่ไหนก็ไม่รู้หลังประตูไม่สามารถเข้ามาได้
ตึง ตึง ตึง เสียงของโซ่คล้องที่ทำหน้าที่รั้งประตูไม่ให้เปิดเข้ามาดังขึ้นตามแรงกระแทก
แต่ระหว่างช่องของประตู จู่ ๆ ก็มีแขนสีดำคล้ำเปื้อนเลือดยื่นเข้ามา กลิ่นเน่าเหม็นปนกลิ่นคาวเลือดจากแขนนั้นทำให้เจมส์รู้สึกทำอะไรไม่ถูก
“เห้ย อะไรวะเนี่ย” เขาตกใจมากเมื่อส่องไฟไปที่ประตูแล้วพบกับแขนอันน่ากลัวนั้น
ในตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าแล้ว ทุกอย่างรอบข้างมันเงียบไปหมด เหลือเพียงความหวาดกลัวที่เข้ามาครอบงำ
เจมส์ทำอะไรไม่ถูก แต่มือนั้นก็ยังคงข่วนไปมาอย่างมั่วซั่วพร้อมแรงที่ดันประตูอย่างดัง เสียงกระแทกและเสียงร้องคำรามของอะไรไม่รู้ที่เจมส์เองก็นิยามไม่ได้อยู่หลังประตู มันทำให้เขาตั้งสติ และคิดได้ว่าเขาควรทำอะไรบางอย่างได้แล้ว
เจมส์ค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ มือสั่นเทาค่อย ๆ ปิดจมูก จากนั้นเดินเข้าไปใกล้ประตูในด้านที่มือนั้นเอื้อมมาไม่ถึง
ปัง
เท้าเปล่าของเจมส์กระแทกเข้าไปที่ประตูอย่างแรง แต่เหมือนคนหลังบานประตูนั้นจะไม่ใช่คนจริง ๆ เสียงกรีดร้องที่แปลกประหลาดเหมือนเป็นแรงกระตุ้นให้พละกำลังถูกส่งออกมามากขึ้น
เจมส์กัดฟันและสูดหายใจเข้าอีกรอบ ก่อนจะส่งสายตาแน่วแน่มองไปที่ประตู แล้ววิ่งเข้าชนประตูอย่างแรง โดยใช้น้ำหนักตัวทั้งหมดกระแทกเข้าไปที่ประตู
กึก
เสียงกระดูกจากท่อนแขนของเขาเหมือนจะหักออกเป็นสองท่อนอย่างไม่ต้องสงสัย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ตัวประหลาดนั้นผ่อนแรงลง เสียงตะโกนกู่ร้องนอกห้องดังขึ้นกว่าเก่า ซึ่งไม่ว่าใครผ่านมาได้ยินก็คงคิดว่าเหมือนกับเสียงของสัตว์ป่าที่กำลังโมโหแล้วร้องโวยวายอย่างหยุดไม่ได้ แขนที่หักของมันตกห้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เลือดเน่า ๆ ไหลย้อยลงมาตามข้อศอกถึงปลายนิ้วและหยดลงที่พื้นด้านล่าง
แต่แขนนั้นมันก็ยังไม่ขาดออกจากแขน..
เจมส์ตั้งสติอีกครั้ง คว้าค้อนบนโต๊ะงานที่ใกล้มือ ก่อนจะก้าวไปยังประตู แล้วทุบลงบนแขนนั้นอย่างสุดแรง หนึ่งครั้ง… สองครั้ง… สามครั้ง… และในครั้งที่สามแขนของตัวประหลาดนั้นก็เป็นแค่กองเนื้อเละ ๆ อยู่บนพื้น เขาใช้จังหวะนั้นกระแทกประตูแรง ๆ เพื่อกำจัดแขนของตัวประหลาดด้านนอก แล้วล็อกประตูอย่างเร็วไว
เจมส์หอบหายใจด้วยความตื่นตระหนก หวาดกลัว
‘นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะ ’
‘นี่ต้องเป็นฝัน เป็นฝันแน่ ๆ เพราะงั้นก็ตื่นได้แล้ว ตื่น ตื่นเดี๋ยวนี้' เขาหอบเหนื่อยพร้อมกับความคิดมากมายที่วิ่งวุ่นเต็มหัวไปหมด มันเกิดอะไรขึ้นเขาไม่แน่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้จริง ๆ ไม่รู้เลย ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เจมส์หันไปดูที่มือตัวเอง มือที่หยิบค้อนไปทุบแขนเน่าเหม็นนั่น มือของเขาเจ็บแปลบอย่างชัดเจน ไหล่ที่เหมือนจะหักยังบอกความรู้สึกได้ดี 'นี่ไม่ใช่ฝันหรอ ไม่ใช่ฝันจริง ๆ สินะ'
-tbc-