ถุงมือฟ้าประทาน

    ตอนที่149 วางแผนร้าย

    “นี่มัน...นี่มันจะเป็นไปได้ยังไง!” สิงห์กำลังดูข่าวที่เหมือนกับไวรัลในโลกออนไลน์ด้วยมือสั่นเทา

    ไร่'พยัคฆ์'ซึ่งแต่เดิมตกอยู่ในสภาพแห้งแล้ง คล้ายกับทะเลทรายในอินเดียที่ไม่สามารถปลูกผลไม้ได้ บัดนี้กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นดินแดนอุดมสมบูรณ์

    สิงห์จ้องข่าวไร่'นายเจมส์'ตาไม่กระพริบ

    ดวงตาที่กวาดมองมีความไม่ยินยอมอยู่หลายส่วน ที่เห็นได้ชัดคือนิ้วมือทั้งสิบที่กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน

    “พ่อครับ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ แต่ถ้าหากให้ผมเดา คิดว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะไอ้เจมส์!” โอมโพล่งขึ้น

    ถึงจะไม่มีหลักฐาน แต่เขาเชื่อเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไร่ ต้องเป็นฝีมือของเจมส์ไม่ก็หนึ่งในชายสวมชุดสูท

    “ฝีมือของมันสินะ! ดีงั้นเราจะได้เห็นดีกัน” สิงห์แทบอยากจะปาโทรศัพท์ในมือทิ้ง ยิ่งดูข่าวก็ยิ่งรู้สึกโกรธ

    ตอนนั้นถูกผู้ว่ากดดัน ต้องยกที่ดินให้เจมส์ด้วยความไม่ยินยอม 10 ไร่ คิดว่าปัญหาน่าจะจบแล้วแต่เปล่าเลย

    ที่ดินซึ่งยังเหลืออยู่ในครอบครองเริ่มเกิดเหตุประหลาด กลายเป็นทรายหยาบแห้งเสีย และถึงขั้นที่กัดกินบ้านเรือนรถราเสียหาย ต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพื่อเอาชีวิตรอด

    จนถึงวันนี้สิงห์ยังคงจำได้แม่นว่าสภาพตัวเองกระเซอะกระเซิงแค่ไหน

    ไม่มีใครรู้ว่าทำไมอยู่ๆ ดินได้แห้งเสียและต่อให้ต้องการคำอธิบาย เมื่อเห็นบ้านหนึ่งหลังและสิ่งของจำนวนมากสลายไปต่อหน้าต่อตา เป็นใครใครจะกล้ากลับเข้าไปในไร่

    ด้วยความคิดที่ว่าดินผืนนั้นใช้การไม่ได้ อยู่ไปรังแต่จะราคาตกจึงตัดสินใจขาย

    ทว่าจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้สิงห์มั่นใจส่วนหนึ่งว่าต้องเป็นฝีมือของคนนอก

    สองพ่อลูกอาศัยเงินก้อนนั้นที่เจมส์ซื้อที่ดินหันมาปลูกสตรอว์เบอร์รี่ แต่ผลกำไรก็แค่ผิวเผินเทียบไม่ได้กับทุเรียนที่ขายได้ราคาดี

    อีกอย่างคือ ถึงอยากจะปลูกทุเรียนขายเหมือนอย่างในอดีตก็ใช่ว่าทำได้ง่ายๆ มันต้องใช้เวลาจำนวนมหาศาล กว่าต้นกล้าจะโต ออกดอกออกผลให้กำไรผู้ผลิต ใช้เวลาอย่างน้อยก็ 5 ปี

    สิงห์ที่อยู่ในแวดวงผลไม้มาตั้งแต่เกิดเข้าใจเรื่องนั้นดี

    ดังนั้นจึงเลือกสตรอว์เบอร์รี่ที่ปลูกง่ายขายเร็วแทนผลไม้ระยะยาว

    ........

    วันถัดมาสองพ่อลูกเข้าชมไร่'นายเจมส์'

    สิงห์วนหาที่จอดรถอยู่นานสองนานกว่าจะได้จอด อาจเพราะรายการคันยิบยิบที่เพิ่งออกอากาศ ทำให้ที่นี่คึกคักเป็นพิเศษ ขนาดลานจอดรถยังแน่นเป็นตับ

    ลงมาจากรถในสภาพสวมหมวกและแว่นตากันแดดกรอบสี่เหลี่ยม ทั้งคู่มองหน้ากันและกัน บรรจงย่ำไปบนพื้นลาดยางเข้าไปในไร่

    “พ่อดูนั่นสิ เฮลิคอปเตอร์สองลำของเจมส์ที่กำลังเป็นข่าว โคตรคุยโม้เลย คนอะไรไม่อยากติดไฟแดงจึงใช้เฮลิคอปเตอร์แทน แบบนี้มันออกจะเหิมเกริมเกินไปหน่อยไหม ฮึ่ม!” โอมรู้สึกอิจฉาจากก้นบึ้งหัวใจ แต่ไม่สามารถระบายออกมาได้ เพียงส่งเสียงฮึดฮัด

    “อะไรจะรวยขนาดนั้น หรือว่าแท้จริงแล้วที่นี่คือของผู้ว่าสันชัย?” สิงห์เริ่มคาดเดาถึงบางอย่าง เพราะก่อนหน้านั้นสันชัยส่งคนมาข่มขู่ สุดท้ายเขาต้องยอมปล่อยมือไร่ให้กับเจมส์ไป

    “ไม่รู้สิครับ”

    “ช่างเถอะ เข้าไปในไร่เดี๋ยวก็รู้เอง”

    คิดไปก็เสียเวลาเปล่า

    หลังจากสำรวจรอบนอกครู่หนึ่งสองพ่อลูกที่ทำตัวน่าสงสัยเริ่มซื้อตั๋วสำหรับชมไร่

    ......

    สิงห์ไม่เช่ารถกอล์ฟ เพราะต้องประหยัดเงินไม่สามารถใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายได้แบบเมื่อก่อน

    แรกเห็นในวิดีโอผ่านรายการคันยิบยิบก็ว่าสุดยอดแล้วนะ แต่พอมาเห็นด้วยตาตัวเองมันโคตรจะสุดยอด

    ทางถูกปูลาดยาง ทุกเส้นสายเชื่อมถึงส่วนต่างๆ ในไร่ สะดวกแก่การขับรถเที่ยวชมหรือขนย้ายปุ๋ยไปบำรุงรักษาต้นไม้

    มองดูถนนลาดยางได้ครู่หนึ่งสิงห์ต้องขมวดคิ้วฉงนเมื่อเห็นต้นทุเรียนและผลผลิตขนาดใหญ่ ผลละ 20 กิโลกรัม

    “มันเป็นไปไดัยังไง...ไม่น่าเชื่อ”

    ในฐานะผู้คร่ำหวอดวงการทุเรียนมานับสิบปี สิงห์ย่อมเข้าใจทุเรียนพันธุ์ก้านยาวเป็นอย่างยิ่ง

    โอมผู้เป็นลูกชายแปลกใจกับผลผลิตขนาดใหญ่ก็จริง แต่ไม่ถึงกับว่าร้องว้าวแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย

    สำหรับโอมทันทีที่ย่ำเข้ามาในไร่'นายเจมส์'มีเพียงความเกลียดชังเท่านั้นที่ฉายชัดผ่านดวงตา

    “หยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปทำเหี้*อะไร ไอ้พวกทุเรศ ก็แค่ทุเรียนโง่ๆ สู้สตรอว์เบอร์รี่ของกูก็ไม่ได้” โอมทนเห็นคู่รักที่กำลังกระหนุงกระหนิงกันไม่ได้ พูดขึ้นลอยๆ อย่างไม่สบอารมณ์

    สองคู่รักย่อมต้องได้ยิน

    เป็นฝ่ายชายที่มองค้อนตามด้วยกล่าว “มึงเป็นใครวะ แต่งตัวก็บ้านนอกมาเสือกอะไรกับกู หรือมึงอยากจะมีเรื่องฮะ!”

    “ไม่เอาน่าที่รัก อย่าสนใจเขาเลย เราไปดูต้นอื่นกันเถอะค่ะ”

    “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง ถ้าหากแฟนกูไม่ห้ามนะมึงโดนกูแน่!”

    มองคู่รักจากไปจิตใจของโอมเริ่มดำมืด

    ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขาโดนคนดูถูกว่าบ้านนอก

    คำนั้นมันควรจะออกมาจากปากเขาสิ แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น

    “กูเนี่ยนะบ้านนอก เป็นไปไม่ได้ มึงน่ะสิไอ้เวร!” โอมไม่สามารถระงับความโกรธได้ ด้วยนิสัยที่แต่เดิมไม่ยอมคน ย่อมต้องการเข้าไปหักกระดูกคู่รัก

    สิงห์ที่กำลังลูบคลำต้นทุเรียนต้องรีบเข้ามาคว้ามือลูกชาย ตวาดเสียงดังว่า “เลิกโวยวายได้แล้ว อย่าลืมสิเราไม่ได้มาที่นี่เพราะต้องการมีเรื่อง!”

    “แต่พ่อ...ไอ้สองคนนั้นมัน”

    “หุบปาก! แล้วอยู่เงียบๆ อย่าสร้างความเดือดร้อนให้พ่อ”

    โอมอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายต้องกลืนคำพูดนั้นลงคอ

    สิงห์รักลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ก็จริง แต่เพราะสูญเสียไร่ ทำให้เขาไม่มีกระจิตกระใจไปคิดเรื่องอื่น เป็นต้นว่าตามใจลูกชายอย่างที่แล้วๆ มา

    สองพ่อลูกเดินเตร่ตรงโน้นทีตรงนี้ที ต่อให้แดดช่วงเดือนมีนาคมร้อนอย่างกับเตาปิ้งย่าง แต่เพราะความอยากรู้ว่าเจมส์ทำยังไงไร่ถึงได้เจริญเติบโตผิดหูผิดตา ต่างจากตอนนั้นที่ดินแห้งเสียลิบลับ

    สิงห์ถึงขั้นที่นั่งกับพื้น สัมผัสดินด้วยมือเปล่า สูดและดมและยังมีบางครั้งที่ลองชิมดู

    การตรวจสอบของเจ้าของสวนสตรอว์เบอร์รี่ดูจะใช้การไม่ได้ แต่เพราะความไม่ยินยอม อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครเห็นสิงห์หยิบดินขึ้นมาหนึ่งกำมือ ใส่กระเป๋าเสื้อด้านใน ตามด้วยบรรจงลุกขึ้นยืน ปัดมือปัดไม้ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

    ...

    เสร็จจากชมสวน สิงห์ไม่พลาดต้องซื้อทุเรียนที่ถูกหั่นเป็นเต๋า

    จริงอยู่ที่จุดเด่นคือขนาดใหญ่เกินจริงแต่เรื่องรสชาติก็ต้องอร่อยไม่แพ้กัน

    หาที่นั่งไม่ได้เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์อาทิตย์ คนเข้าชมไร่ค่อนข้างเยอะ สิงห์จึงต้องยืนกินกับลูกชาย

    ทุเรียนของไร่'นายเจมส์'อร่อยอย่างที่คุยโว มีรสชาติดีกว่าทุเรียนที่ขายอยู่ในตลาด

    ต่อให้เป็นศัตรูคู่อาฆาตสิงห์ไม่อาจไม่ยอมรับว่าทุเรียนของเจมส์มีคุณภาพสูงจนถึงขั้นกินแล้วไม่สามารถหยุดได้

    “อยากซื้อลูกละยี่สิบโลจัง” สิงห์รู้สึกไม่พอใจทุเรียนหั่นเต๋า ต้องการลิ้มรสชาติทุเรียนมากกว่านี้ นั่นคือทุเรียนหนึ่งผลซึ่งมีราคาสูงสุดในไร่

    “พ่อ...ดูนั่นสิครับ” ระหว่างเลียริมฝีปาก โอมสะกิดผู้ให้กำเนิดมองไปด้านหนึ่งของไร่

    “นั่นมัน...ลูกสาวผู้ว่าอันปันนี่นา” สิงห์เคยพบเห็นเด็กคนนี้ตามงานสังสรรค์บ่อยๆ ไม่แปลกหากจะจำหน้าได้

    “ใช่ครับอันปันลูกสาวผู้ว่า พ่อยังจำวันนั้นที่เราพนันกล้วยไม้กับไอ้เจมส์ได้หรือเปล่าครับ”

    “จำได้ ลูกจะพูดถึงเพื่อ?” สิงห์ขมวดคิ้วฉงน ค่อนข้างไม่พอใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ขายหน้า

    “ต้องพูดสิครับ เพราะนางเด็กนี่คนเดียว หากไม่เป็นเพราะมันยกกล้วยไม้ราคาแพงหลายล้านขึ้นมาพูด เราก็คงชนะไม่ต้องเสียไร่ไปแบบนี้หรอก”

    สิงห์ที่ถูกความโกรธบดบังเริ่มอยากเข้าไปทุบตี แต่เพราะอันปันมีคนคอยตามอยู่ห่างๆ การเข้าไปถึงตัวอีกฝ่ายจึงเป็นเรื่องยาก

    .......

    ”พี่เจมส์พาชมไร่หน่อยสิคะ นะๆ นะคะพี่เจมส์” อันปันเข้ามาออดอ้อน สองมือเด็กสาวเข้ามาคล้องแขน หน้าอกขนาดเล็กเริ่มถูไถแขนแกร่ง ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งหากบอกว่าเจมส์ไม่เกิดอารมณ์ก็คงแปลก

    “ก็ได้ เฮ้อวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ทำไมต้องพาเด็กชมไร่ด้วยเนี่ย” ถึงจะบ่นแบบนั้นแต่เจ้าของไร่อายุ 20 ปีต้นยังใจดี ขับรถกอล์ฟพาเด็กสาววนรอบไร่

    “อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ กว่าเราจะได้เจอกันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ พี่ต้องใช้เวลานี้อยู่กับหนูให้คุ้มสิ หรือไม่ก็...ขับเข้าไปในที่ลับตา ทำเรื่องอย่างว่าดีไหมคะ”

    “เดี๋ยวเถอะ ขืนพี่ทำแบบนั้นจริงมีหวังคุณสันชัยได้ฆ่าพี่แน่” เจมส์ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้พูดจริงหรือพูดเล่น แต่ถ้าหากหล่อนอยากทำขึ้นมาจริงๆ ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่

    “คุณพ่อไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอกค่ะ อีกอย่างคือ...หนูกำลังจะสอบต้องการกำลังใจ ยังไงวันนี้อยู่กับหนูทั้งวันนะคะ”

    “เฮ้อ...ทำไมไม่ไปเล่นกับเพื่อนล่ะ” เจมส์อยากจะเป็นลม รู้สึกไม่โอเคที่มีเด็กเข้ามาเกาะแกะเนื้อตัว

    “เล่นกับเพื่อนที่โรงเรียนบ่อยแล้ว ตอนนี้หนูอยากเล่นกับพี่มากกว่า คิคิ” เด็กสาวไม่พูดเปล่าเริ่มเข้ามาอิงแอบชายหนุ่มพลางยิ้มบาง

    ............

    หลายวันต่อมา ไร่'นายเจมส์'ยิ่งเป็นกระแสขึ้นเรื่อยๆ

    แถมยังมีข่าวเกี่ยวกับปรากฏการณ์ประหลาด 'สายฟ้าเจ็ดสี' พลันทำให้พื้นที่ในระแวกใกล้เคียงเกิดคนหัวใสทางธุรกิจ เปิดลานกางเต็นท์นอน

    สิงห์ไม่สนใจพวกงี่เง่าที่วิ่งตามกระแส

    เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ ตรงหน้าคือถังน้ำมันถังใหญ่ ปากก็ยกโค้งราวกับกำลังวางแผนบางอย่าง

    คล้ายกับเรื่องถุงมือฟ้าประทาน ที่คุณอ่าน