พอได้ผ้ามาหลายพับ หน้าที่การงานของหลี่เจินจูและหลี่จงก็ต้องเปลี่ยนไป จากเดิมที่ท่านปู่หลี่จะคอยช่วยเด็กให้อาหารไก่ และกวาดใบไม้โดยรอบอารามดับทุกข์ ส่วนหลี่เจินจูก็มักจะออกไปเก็บของป่ามาทำเป็อาหารอยู่ที่โรงครัวเป็ประจำ ก็ต้องเปลี่ยนใหม่
“ใกล้จะถึงฤดูหนาวแล้ว ข้าจะเย็บเสื้อผ้าใหม่ให้เด็กๆ ไว้ใส่เอง ท่านปู่ก็เข้าไปช่วยงานครัวแทนข้าแล้วกันนะเ้าคะ” หลี่เจินจูตบผ้ากองโตที่เสี่ยวหลงแบกลงมาให้จากบนเขาพลางกล่าวกับท่านปู่ของนาง
“ได้ เื่นั้นไม่เป็ปัญหา” หลี่จงตอบรับอย่างเต็มอกเต็มใจ
่ที่บุตรชายและบุตรสะใภ้ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็มักจะออกไปทำงานในไร่นา หรือหางานเสริมจนไม่มีเวลาดูแลเื่ข้าวปลาอาหาร หลี่จงจึงรับหน้าที่นี้มาแต่ไหนแต่ไร ยามนี้พอมีเด็กตัวเล็กมาออดอ้อนขอของกินทุกเช้าค่ำ ชายชรามีหรือจะไม่อิ่มอกอิ่มใจ ตั้งหน้าตั้งตาขุนเหล่าหัวไม้ขีดไฟหัวโตตัวผอมแห้งอย่างไม่ยั้งมือ
ผักที่ปลูกเอาไว้ที่บ้านเดิมสกุลมู่บัดนี้ถูกเก็บเกี่ยวมาจนหมดแล้ว และมู่หรั่นชิวก็ไม่ได้ให้เด็กไปปลูกเพิ่มไว้ที่นั่น เพราะมันไกลเกินไป จึงได้แต่มาขยายพื้นที่เพาะปลูกผักเอาไว้ใกล้อารามดับทุกข์เพียงแห่งเดียว แต่มันก็มีมากมายพอที่จะเอามาทำผักดองเพิ่มไว้สำหรับฤดูหนาวได้อีก
ระยะนี้นักบวชอารามเขียวจะลงจากเขามาช่วยเสี่ยวหลงตัดฟืนเก็บไว้ที่อารามดับทุกข์ในทุกวัน พวกเขาได้เห็นไก่ 8 ตัวที่เด็กๆ เลี้ยงเอาไว้ อีกทั้งพวกเขายังตั้งชื่อให้พวกมันทุกตัวก็รู้สึกโล่งใจที่เด็กๆ คิดจะเลี้ยงดูพวกมันไว้เป็สัตว์เลี้ยงและเก็บไข่มากินเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะเลี้ยงให้อวบอ้วนแล้วฆ่าทิ้งอย่างที่คาดเดา
เสร็จจากการงาน การเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำธูปใน่ฤดูหนาว ทุกคนก็มานั่งจับกลุ่มกันที่พื้นระเบียงหน้าห้องพักที่อารามดับทุกข์
“พวกเ้าทุกคนต้องฝึกเย็บถุงเท้ากันเอง ถุงเท้าเป็ของใช้ส่วนตัวจะให้ผู้อื่นมาทำแทนอยู่ไม่ได้ อีกหน่อยพวกเ้าต้องเติบโตเป็ชายหนุ่มหญิงสาวกันแล้ว” หลี่เจินจูใช้ถ่านแท่งวาดแบบถุงเท้าสอนเด็กๆ ให้รู้ถึงวิธีวัดขนาดเท้าของตน ปากก็สั่งสอนไปเรื่อย ๆ
“แต่พวกเราเป็เด็กผู้ชายนะขอรับ จะให้เย็บผ้าได้อย่างไร” เสี่ยวเจ๋อทำปากจู๋ขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่เข้าใจ
“เ้าอายุเท่าใดกันเชียว 6 ขวบ หรือ 7 ขวบ อีกกี่ปีถึงจะแต่งภรรยามาเย็บถุงเท้าให้สวมใส่กันได้เล่า ข้ามีแค่สองมือเพียงเท่านี้ จะคอยเย็บให้เ้าตลอดไปไม่ได้หรอกนะ น้องๆ ผู้หญิงก็มีงานของตน และพวกนางก็จะเย็บถุงเท้าให้สามีหรือคนในครอบครัวเท่านั้น พวกเ้าไม่อยากฝึกก็ต้องฝึก” หลี่เจินจูอบรม
นางไม่อยากจะกล่าวให้เด็กๆ เสียใจ ว่าตลอดชีวิตของพวกเขาจะมีกี่คนกันที่มีโอกาสจะได้แต่งงานมีครอบครัวออกไป ความผิดปกติบนร่างกายของเด็กหลายคนยังเห็นได้ชัดเจนอยู่ มีเพียงเด็กผู้หญิงเท่านั้นที่เป็เพียงอดีตผู้ป่วยและดูสมบูรณ์แข็งแรงจนเกือบจะปกติ แต่พวกนางก็เป็เด็กกำพร้า เติบโตไปแล้วจะมีบุรุษดีๆ มาสู่ขอหรือไม่ก็ยังไม่รู้
เวลานี้น้องๆ ยังอายุน้อย นางต้องเร่งสอนให้พวกเขาเย็บถุงเท้าและเสื้อผ้าตัวในที่เป็ของส่วนตัวให้เป็ ก่อนที่พวกเขาจะโตจนรู้สึกอับอายที่ต้องให้นางมาสอนเย็บกางเกงตัวในให้
มู่หรั่นชิวนั่งฟังหลี่เจินจูสอนกลุ่มเด็กชายหญิง รวมทั้งพี่ชายเสี่ยวหลงเองก็ต้องมาฝึกเย็บผ้าด้วยเช่นกัน ก่อนหน้านี้นางคิดเพียงจะหารายได้สำหรับตนเองเพื่อใช้ในการสร้างบ้านใหม่ กับหารายได้ไว้ให้เสี่ยวทั้ง 12 มีเงินทุนติดตัวก่อนที่จะโตแล้วต้องย้ายออกจากอารามดับทุกข์ไป
แต่พอฟังคำของหลี่เจินจู นางก็ยิ่งปวดใจ ดูอย่างพี่ชายเสี่ยวหลงที่ออกไปแล้วไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ง่าย จนต้องถูกทำร้ายอย่างไม่เป็ธรรมนั่นก็คนหนึ่งแล้ว หากเสี่ยวทั้ง 12 โตขึ้น เมื่อออกไปเผชิญโลกกว้างแล้วพบเจอคนดี ก็นับว่าเป็วาสนาของพวกเขา แต่หากเจอคนไม่ดีเล่า? หลี่เจินจูยังโชคดีที่มีท่านปู่ที่รักและเมตตา ไม่ยินยอมปล่อยให้นางถูกขายไปที่หอนางโลม แต่เด็กเหล่านี้ไม่มีผู้ใดอยู่เื้ัเลยสักคน
“พวกเราต้องหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัวกันให้ได้ จำเอาไว้ว่าข้าจะเป็พี่สาวของพวกเ้าตลอดไป หากข้าร่ำรวยมีเงินมากมาย ข้าจะสร้างบ้านที่ชายป่าแห่งนั้นให้หลังใหญ่ๆ รับเอาพวกเ้าทุกคนไปเป็น้อง ไปใช้สกุลมู่ให้หมดทุกคน"
มู่หรั่นชิวกล่าวออกมาลอยๆ ทั้งที่ยังก้มหน้าก้มตาเย็บถุงเท้าของตนเองอยู่ นางกลั้นน้ำตาเอาไว้เต็มที่ไม่ยอมให้ผู้ใดได้เห็น บัดนี้เป้าหมายของนางเปลี่ยนไปแล้ว นางจะไม่ดูแลแค่น้องสามและน้องเล็กของตน นางต้องหางานหาเงินให้ได้มากกว่านี้ ให้เพียงพอที่จะให้เสี่ยวทั้ง 12 ออกจากอารามดับทุกข์ไปอยู่กับนางที่ชายป่าให้ได้
แต่ที่เ็ปที่สุดจนต้องกลั้นน้ำตาอยู่ตอนนี้ก็คือ นางโง่งมนัก ความสามารถและประสบการณ์ชีวิตของนางยังน้อยเกินไป จึงไม่กล้าเอ่ยคำมั่นสัญญาออกมาให้เด็กๆ ดีใจไปเปล่าๆ เอาไว้วันหนึ่งเมื่อนางทำสำเร็จ นางจะเป็คนจูงมือน้องๆ ออกจากอารามดับทุกข์ไปอย่างภาคภูมิด้วยตนเอง
……….
จวนสกุลเสิ่น
“พี่อู๋จี้ ท่านป้าให้ข้ามาเชิญท่านไปที่เรือนเ้าค่ะ” เสียงหวานของหญิงสาวใบหน้ากลมรูปร่างอิ่มเอิบ ปลุกให้เสิ่นอู่จี้ตื่นจากภวังค์ความคิด
“น้องสาวเองหรือ เ้ามาที่เมืองจี๋เสียงั้แ่เมื่อใดกัน” เสิ่นอู่จี้แย้มยิ้มให้หญิงสาววัย 15 ปี ที่มีศักดิ์เป็เครือญาติห่างๆ ของตน พร้อมทั้งกวักมือเรียกให้นางเข้ามาหาใกล้ๆ
จางฮุ่ยเจียงเป็หลานสาวของท่านน้าเขยของเขา ครอบครัวนางเป็พ่อค้าวานิชเช่นเดียวกับสกุลเสิ่น มารดาของเขาตั้งใจจะตบแต่งนางให้เป็ภรรยาของเขามาั้แ่ทั้งคู่ยังเป็เด็ก แต่ก็ยังไม่ได้มีการทาบทามหมั้นหมายกันแต่ประการใด เพราะนางอยากมั่นใจว่าพวกเขาทั้งสองจะเข้ากันได้ดีเสียก่อน
จากการที่เติบโตมาด้วยกัน เพราะมารดามักจะไปรับจางฮุ่ยเจียงมาอยู่ที่สกุลเสิ่นบ่อยๆ ตัวเขาเองก็มองนางเป็น้องสาวที่น่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่ง ส่วนตัวนางเองนั้นก็พอจะรู้ความคิดของพวกผู้ใหญ่อยู่บ้าง แม้จะเชื่อฟังคำของผู้ใหญ่แต่ก็ประพฤติตนเหมาะสม ไม่เคยแสดงความเป็เ้าข้าวเ้าของวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวของเขามากนัก และยังทำตนเเหมือนเป็น้องสาวที่แสนดีมาโดยตลอด
“มาถึงได้สองวันแล้วเ้าค่ะ แต่พี่ไม่อยู่ที่จวน ท่านไปเที่ยวที่ใดมาพาข้าไปด้วยได้หรือไม่” หญิงสาวเดินเข้ามาคุยโดยไม่ประหม่าหรือทำท่าเอียงอายน่ารำคาญแต่อย่างใด
“ข้าไปที่วัดหนานผูมา กลับมาก็เร่งงานในโรงทอผ้า อีกอย่างข้าโตแล้วไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นอย่างที่เ้ากล่าวหาเสียหน่อย” เสิ่นอู๋จี้เขกศีรษะหญิงสาวเบาๆ
“วัดหนานผูที่ท่านเล่าว่ามีคนส่งเด็กพิการไปทิ้งไว้นั่นหรือเ้าคะ พวกเขาช่างน่าสงสารเหลือเกิน มีสิ่งใดเกิดขึ้นที่นั่นหรือไม่?”
“ไม่มี เด็กๆ ที่นั่นยามนี้ดูดีขึ้นมาเลยทีเดียวล่ะ ข้าเพียงไปเยี่ยมท่านนักพรตก็เท่านั้น เอาไว้หลังฤดูหนาวแล้วข้าจะพาเ้าไปด้วยก็แล้วกัน เ้าจะอยู่ที่นี่ตลอดฤดูหนาวเลยใช่หรือไม่?”
“ใช่เ้าค่ะ พี่อู๋จี้.. ข้าคิดว่าที่ท่านป้าส่งคนไปรับข้ามาครั้งนี้ ดูเหมือนพวกเขาจะเร่งตัดสินใจเื่การหมั้นหมายของเราสองคนแล้วล่ะ ข้าควรทำเช่นไรดีเล่า”
เสิ่นอู๋จี้นิ่งเงียบไปพักใหญ่ หากเป็เมื่อก่อนเขาจะไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะตัดสินใจยอมรับการหมั้นหมายระหว่างเขากับจางฮุ่ยเจียง แม้จะไม่ได้รู้สึกรักใคร่นางอย่างที่บุรุษพึงมีต่อสตรี แต่นางก็ดีพร้อมในทุกเื่ หากต้องรับสตรีใดสักคนมาเป็ภรรยา หญิงสาวแสนดีตรงหน้าก็เหมาะสมกับเขาที่สุดและเขาก็พร้อมจะดูแลนางไปตลอดชีวิต
แต่เวลานี้ในหัวของเขากลับมีภาพของหญิงสาววัยเยาว์อีกคนปรากฏเด่นชัดเข้ามาตลอดเวลา แม้จะพยายามไม่นึกถึง แต่ก็ไม่สามารถลืมเลือนไปได้ง่าย