ลึกเข้าไปในหุบเขาอันกว้างใหญ่แสงตะวันยามบ่ายส่องผ่านช่องว่างของใบไม้ ทำให้โลกอบอุ่นขึ้นอย่างเงียบๆสัตว์ตัวน้อยบางตัวกำลังสัญจรไปมาอย่างอิสระในพงไพร
“โฮก!!!”
เสียงคำรามดังรุนแรง
ทั่วทั้งป่าสั่นสะเทือนเลือนลั่นสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในป่าต่างหลบหนีกระเจิดกระเจิงไปทั่วทุกสารทิศ
เสียงดัง “โครม!”
ต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบล้มลง เผยให้เห็นร่างสองร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก
ร่างเล็กๆคือเด็กหนุ่มเสื้อผ้าขาดวิ่นทั่วร่างเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลสภาพของเขาน่าอเนจอนาถอยู่ไม่น้อย
ในมือถือหอกเสมือนกระบี่ถูกชักออกจากฝักทั่วทั้งร่างเผยกลิ่นอายอันทรงพลังออกมา
ฝั่งตรงข้ามคือหมีดำตัวใหญ่สูงห้าจ้าง ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปมาเห็นเข้าก็รู้ว่ามันเป็นสัตว์อสูรระดับสองหมีดำปฐพี
หมีดำปฐพีเป็นสัตว์อสูรที่จัดการได้ยากยิ่งแม้แต่กลุ่มนักล่าระดับจอมยุทธ์มาพบเจอเข้าก็ยังพยายามหลีกหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยไม่อยากเผชิญหน้ากับหมีดำปฐพี
เนื่องจากหมีดำปฐพีมีความสามารถที่จัดได้ว่าขี้โกงเลยทีเดียวเมื่อใดที่ชีวิตของมันตกอยู่ในความเป็นตาย มันจะเข้าสู่สภาวะบ้าคลั่งและพลังการต่อสู้จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทำให้หมีดำปฐพีที่เดิมทียากจะรับมือได้อยู่แล้วกลายเป็นดั่งอสูรสังหารที่ทำให้กลุ่มนักล่าส่วนใหญ่ต้องหน้าเปลี่ยนสีเมื่อพูดถึง
ซึ่งยามนี้หมีดำปฐพีได้เข้าสู่สภาวะบ้าคลั่งเต็มที่ทว่าบาดแผลลึกไปถึงกระดูกเผยให้เห็นอยู่ทั่วร่างบ่งบอกว่าสภาพของมันยามนี้อยู่ในสภาวะวิกฤตย่ำแย่
ชายหนุ่มผู้ถือหอกคนนี้คือเย่หยางซึ่งกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดตั้งแต่เคยพบมาในช่วงสิบวันมานี้ทั้งยังโดดเด่นที่สุดในบรรดาสัตว์อสูรระดับสองอีกด้วย
เย่หยางใช้พลังทั้งหมดโจมตีอย่างดุเดือดเป็นเวลานานกว่าสองชั่วยามจนหมีดำปฐพีได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อสบโอกาสอันหาได้ยากเขาก็ใช้หอกแทงเข้าใส่ขั้วหัวใจหมีดำปฐพีอย่างสุดกำลัง
หมีดำปฐพีกำลังจะสิ้นชีพกลับไม่ยอมตายหากเป็นสัตว์อสูรธรรมดาทั่วไปคงตกตายไปนานแล้ว แสดงให้เห็นว่าหมีดำปฐพีแข็งแกร่งเพียงใด
“โฮก!!!”
หมีดำปฐพีคำรามอีกครั้ง
ก่อนกระโจนเข้าใส่เขาด้วยกำลังทั้งหมดที่มี
เย่หยางวางเท้าตั้งท่า ก่อนกระโดดขึ้นไปในอากาศร้องตะโกนเสียงดังพร้อมจ้วงหอกออกไป
หอกในมือขวาของเขาเสมือนดั่งคันศรถูกยิงออกมาจากหน้าไม้ แหวกฝ่าอากาศพุ่งไปยังศีรษะของหมีดำปฐพี
‘ฉึก!’
หอกแทงทะลุเข้าไปในดวงตาทะลวงผ่านสมองของมัน
หมีดำปฐพีล้มลงพื้นดังโครมร่างของมันกระตุกสองครั้งก่อนจะแน่นิ่งไป
เย่หยางถอนหายใจอย่างโล่งอกทรุดนั่งลงบนพื้นนี่เป็นการต่อสู้ที่ยากที่สุดในชีวิตของเขา หมีดำปฐพีทรงพลังอย่างยิ่งถ้าไม่ใช่เพราะเขาโจมตีโดนขั้วหัวใจก็อยากจะเปลี่ยนใจวิ่งหนีออกไปให้ห่าง
เขาเอื้อมมือไปดึงหอกกลับคืนมาแต่หอกดำที่ติดอยู่บนศีรษะของหมีดำปฐพียึดแน่นมาก เขาไม่มีแรงจะดึงมันเลย
เย่หยางจึงจำต้องนั่งขัดสมาธิฟื้นฟูพลังปราณแท้อย่างช่วยไม่ได้เทือกเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่เขาไม่รู้ ทั้งยังอันตรายอย่างยิ่ง หากไม่มีความสามารถในการปกป้องตนเองไม่ว่าจะเป็นสัตว์อสูรตัวไหนก็สามารถปลิดชีพเขาได้
โชคดีที่เย่หยางไม่ต้องกังวลมากนักเพราะกลิ่นของหมีดำปฐพียังคงอบอวลอยู่ที่นี่ยามสัตว์อสูรได้รับบาดเจ็บสาหัส ผู้ใดก็ตามที่ก้าวเข้ามาคนผู้นั้นจะต้องถูกโจมตีอย่างรุนแรง
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยามปราณแท้ของเขาก็ฟื้นคืนกลับมาจึงรีบใช้ 'กายามังกรคชสาร' ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บทันที
กว่าปราณแท้จะกลับคืนสู่จุดสูงสุดก็ใช้เวลานานกว่าสองชั่วยาม
เย่หยางลุกขึ้นดึงหอกออกมาจากหมีดำปฐพีพอมั่นใจว่าตนเองอยู่ในสภาพสมบูรณ์จริงๆ จึงเปิดใช้งาน ‘เคล็ดสังหารเทพ’
เย่หยางต้องประสบกับความยากลำบากกับความเสี่ยงสูงล้ำกว่าจะสังหารสัตว์อสูรระดับสองเพื่อดูดซับจิตวิญญาณของมัน
แม้จะไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้แต่เย่หยางก็มีลางสังหรณ์ว่าจิตวิญญาณของสัตว์อสูรระดับสองย่อมดีกว่าระดับแรกมากนัก
น่าเสียดายที่การดูดซับจิตวิญญาณนั้นแปลกประหลาดมากผู้ดูดซับจำเป็นต้องลงมือสังหารสัตว์อสูรด้วยตนเองเพื่อทำให้มันโกรธแค้นจนเกิดเป็นจิตอาฆาต
เย่หยางใฝ่ฝันว่าจะดูดซับจิตวิญญาณสัตว์อสูรระดับสามซึ่งเทียบเท่ากับนักรบระดับปรมาจารย์ยุทธ์ ทว่าแค่เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับสองยังทำให้เขาอยากจะวิ่งหนีถ้าเจอกับระดับสามเกรงว่าเขาคงไม่มีโอกาสหลบหนีเสียด้วยซ้ำ
ขณะใช้ ‘เคล็ดสังหารเทพ’ จิตวิญญาณของหมีดำปฐพีก็ค่อยๆปรากฏตัวขึ้น ขนาดของมันเล็กกว่าหมีดำปฐพีตัวจริงมาก
ขนาดของมันเท่ากับลูกสุนัขตัวเล็กๆแต่เงาร่างของมันแข็งแกร่งกว่าหมาป่าเพลิงแดงหลายเท่า
เขาประกบนิ้วกลางกับนิ้วนางเข้าหากันอย่างไม่ลังเลสร้างเป็นมุทราแปลกๆ พร้อมร้องตะโกนขึ้นว่า
"ผสาน"
หลังจากตะโกนจิตวิญญาณของหมีดำปฐพีก็ถูกดึงดูดด้วยพลังอันแปลกประหลาดเข้าสู่กลางหว่างคิ้วของเย่หยาง
ขณะเงาร่างเข้ามากลางคิ้วเย่หยางปราณแท้ที่หลอมรวมอยู่ในจุดตันเถียนของเขาก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นกระแสวังวนอย่างช้าๆ
เฉกเช่นทหารที่ต่อสู้เพียงลำพังอย่างอิสระเป็นเวลานานอยู่ๆ ผู้บังคับบัญชาก็เรียกตัวให้มารวมตัวกันเพื่อความแข็งแกร่งสามัคคี
ณ จุดศูนย์กลางของพายุปราณ มันค่อยๆ ควบแน่นกลายเป็นไข่มุกโปร่งใสขนาดเท่าเมล็ดข้าว
จิตวิญญาณของหมีดำปฐพีถูกดึงดูดเข้าสู่ใจกลางของพายุปราณอย่างช้าๆท่ามกลางเสียงคำรามอย่างเจ็บใจหมีดำปฐพีก็ถูกพายุปราณดูดกลืนสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หลังจากดูดซับเงาจิตวิญญาณเสร็จสิ้นพายุปราณก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนไข่มุกโปร่งใสก็เปลี่ยนจากขนาดเท่าเมล็ดข้าวกลายเป็นขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลือง
เย่หยางลืมตาขึ้น ไม่สามารถซ่อนความตื่นเต้นได้อีกต่อไปเขารวบรวมพลังปราณแท้พร้อมแหงนหน้าร้องคำรามขึ้นสู่ท้องฟ้า
สุรเสียงกึกก้องเสมือนดั่งมังกรคำรามพรั่งพร้อมด้วยคลื่นมวลอากาศเกลือกกลิ้งไปมาผืนแผ่นดินสั่นสะเทือนทำให้กิ่งก้านพฤกษาโบราณร่วงหล่นสัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยกระเจิดกระเจิงหนีไปไกลหลายร้อยลี้
ที่โล่งแห่งหนึ่งท่ามกลางป่าทึบบุรุษสามสตรีหนึ่งกำลังพักผ่อนอยู่ พวกเขาทั้งสี่ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับจอมยุทธ์หนึ่งในนั้นที่มีใบหน้ามืดมนน่าสะพรึงกลัวราวกับคนตายอยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นสูงสุดแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงคำราม จิตใจของพวกเขาก็สั่นไหวชายผู้มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าเปรยขึ้นว่า "น้ำเสียงยังดูเด็กมาก แต่พลังปราณแท้ช่างแข็งแกร่งไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเรา"
ชายวัยกลางคนที่มีสีหน้ามืดมนกล่าวขึ้น "ช่างมันเถอะ…เราอย่าไปยั่วยุเขาก็พออีกอย่างพวกเรามีกันตั้งสี่คนต่อให้เผชิญกับปรมาจารย์ยุทธ์ก็ยังไม่สามารถทำอะไรพวกเราได้มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายของพวกเราเถอะ หากภารกิจสำเร็จลุล่วง ชื่อของพวกเราทั้งสี่ต้องกลายเป็นหนึ่งในยอดฝีมือของอาณาจักรอูต๋าแน่นอน”
ทันทีที่กล่าวถึง ‘เป้าหมาย’ สาวงามวัยยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีก็ถามขึ้นว่า"พี่ใหญ่ท่านแน่ใจหรือว่าสมบัติอยู่แถวนี้จริงๆ"
ชายผู้มีใบหน้ามืดมนที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ตอบกลับด้วยความหงุดหงิด “ระหว่างทางเจ้าถามข้ามาหลายครั้งแล้วนะบอกแล้วไงว่าข้าได้แผนที่สมบัติชิ้นนี้มาโดยบังเอิญหากไม่ใช่เพราะพวกเราทั้งสี่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานหลายปี มีหรือข้าจะยอมแบ่งปัน”
“เอาล่ะ…หยุดกล่าวเรื่องเหลวไหลเสียทีเราอยู่ที่นี่กันแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ต้องหามันให้เจอ หากทำสำเร็จพวกเราก็ไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวอีกต่อไป ไปกันเถอะ” กล่าวจบเขาก็เดินนำเข้าไปในป่า
หลังจากเย่หยางคำรามออกมาก็ค่อยๆสงบลง สัมผัสได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างกายซึ่งแข็งแกร่งมากกว่าเดิมหลายเท่าแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าตอนนี้บรรลุไปถึงระดับใดแล้ว
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นมากที่สุดสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขอย่างยิ่งก็คือไข่มุกโปร่งใสในจุดตันเถียนต่างหาก
ยามนี้เขาไม่ใช่มือใหม่อีกต่อไปจึงรู้ดีว่าไข่มุกโปร่งใสนี้เรียกว่าเมล็ดวิญญาณแท้หรือเรียกสั้นๆ ว่าเมล็ดพันธุ์วิญญาณ
มันคือรากฐานของผู้ฝึกพลังวิญญาณกล่าวอีกนัยหนึ่งคือนอกเหนือจากการฝึกฝนวรยุทธ์ เย่หยางยังสามารถฝึกฝนวิชาวิญญาณกลายเป็นนักวิญญาณได้ด้วย
นักวิญญาณมักถูกเรียกว่าเป็นที่รักของสวรรค์ปฐพีมู่อวี่ฉิงคู่รักในวัยเยาว์ของเย่หยางก็เป็นนักวิญญาณระดับฝึกฝนของนางอยู่ในระดับจอมวิญญาณแล้วเขาย่อมตระหนักถึงความน่ากลัวของนางเป็นอย่างดี
เขาวางมือลงบนร่างของหมีดำปฐพีจากนั้นก็เก็บมันไว้ในแหวนมิติโชคดีที่แหวนมิติที่หลี่เฉิงเฟิงมอบให้เขามามีขนาดใหญ่พอที่จะใส่หมีดำปฐพีเข้าไปได้ร่างของมันเต็มไปด้วยสมบัติ ดังนั้นเขาต้องกินมันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ส่วนที่เหลือก็ค่อยนำไปขายในเมืองปาฮวง
คิดถึงเรื่องนี้จิตใจของเย่หยางก็เริ่มสั่นไหวจิตของเขาเข้าสู่ห้วงแห่งจิตสำนึก พบกระบี่หักยาวนับหมื่นจ้างปรากฏขึ้นตรงหน้า
ไม่รู้ว่าเข้าใจผิดคิดไปเองหรือไม่แต่เขารู้สึกว่าเหมือนกระบี่หักจะยาวขึ้น ทว่าสภาพโดยรวมยังไม่เปลี่ยนแปลง
ก่อนเย่หยางจะสงบสติอารมณ์ได้กระบี่ก็เริ่มสั่นสะเทือนเล็กน้อยกลุ่มแสงขนาดใหญ่เท่ากับดวงตาของมังกรปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา
เย่หยางอดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงตอนได้รับเคล็ดสังหารเทพครั้งแรกความเจ็บปวดครั้งนั้นทำให้เขารู้สึกขยาดกลัวอยู่ไม่น้อย
ทว่ายามนี้เย่หยางไม่ลังเลอีกต่อไปเขาเอื้อมมือไปสัมผัสกับกลุ่มแสง ทันใดนั้นข้อมูลจำนวนมากก็ถาโถมเข้าสู่จิตสำนึกของเย่หยาง
แต่ครั้งนี้ไม่ได้เจ็บปวดอย่างที่คิดมีเพียงความรู้สึกที่สมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลเท่านั้น
หลังจากอ่านข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วหัวใจอันแสนสงบของเย่หยางก็กลับมาเดือดพล่านอีกครั้ง
‘คัมภีร์กลืนวิญญาณ’ เมื่อเย่หยางเห็นชื่อของมันก็อดหัวเราะไม่ได้เพราะมันทำให้เขานึกถึงตำหนักหยกวิญญาณสวรรค์ของเง็กเซียนฮ่องเต้
หลังจากอ่านรายละเอียดแล้ว เขาก็หัวเราะไม่ออกอีกต่อไปยิ่งอ่านเท่าไรก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความลึกล้ำของมันมากขึ้นเท่านั้นเคล็ดบ่มเพาะนี้ไม่มีความขัดแย้งกับวิชาอื่นๆเนื่องจากมันไม่ได้ฝึกฝนด้วยการดูดซับ แต่เป็นการกลืนกิน
ผู้ฝึกจำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้น
ส่วนรายละเอียดเฉพาะเจาะจงไม่ได้กล่าวไว้อธิบายเฉพาะพื้นฐานเท่านั้น ไม่มีอะไรอื่นอีก ต้องฝึกฝนค้นคว้ามันด้วยตนเองแต่ก็ช่างมันเถอะ เขาแค่ค่อยๆ ก้าวไปทีละก้าวก็พอ
“ยามนี้ข้าได้บรรลุขึ้นสู่ระดับนักรบแล้วถือได้ว่าเป็นผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญที่สุดในปัจจุบันคือฝึก 'กายามังกรคชสาร' ไปสู่ระดับสัมฤทธิ์ขั้นสูงสุดให้จงได้”
เขาเอื้อมมือออกไปหยิบหอกเหล็กดำไว้ในมือ เพียงส่งพลังปราณแท้เข้าไปคำจารึกบนหอกดำก็สว่างวาบขึ้น ทันใดนั้นน้ำหนักของมันก็เพิ่มสูงขึ้นถึงห้าพันจิน
เขาย่างก้าวหนักๆ เข้าไปยังหุบเขาอันกว้างใหญ่