บทที่ 5 ลายแทงพิสดาร
“ตรงนี้คือคิ้ว หู ตา จมูก ปาก ส่วนตรงนี้คือคอเ้าค่ะ”
โม่เตี๋ยวเดินต้วมเตี้ยมมากางภาพขนาดครึ่งวา ให้ชายทั้งสองดูผลงานอันน่าภูมิใจของนาง แล้วยังมิวายชี้นิ้วมือสั้นป้อมแนะนำแต่ละสัดส่วนอย่างเป็ทางการ ดวงตากลมโตหยักโค้ง หยีขึ้นหยีลงคล้ายคันศรทุกท่วงท่าอิริยาบถ สื่อว่านี่คือผลงานชิ้นเอกของเด็กสามขวบ
“นี่มัน…”
??
โหรวชิงอวิ๋นอึ้งในสิ่งที่ตาเห็น ดีใจจนน้ำตาแทบไหล ทว่าริมฝีปากนั้นยิ้มเจื่อน
นี่มันลายแทงพิสดารอะไรของนาง!
หงเจียงเย่เม้มริมฝีปากแน่นทั้งกลั้นขำ หลังควบคุมตัวเองได้อย่างมั่นคง ก็หันไปส่งเสริมโม่เตี๋ยวอย่างไม่ลืมหูลืมตาว่า “ก็ถูกของนาง! มีหูตาจมูกปาก ก็นับว่าเป็คน”
“___”
โหรวชิงอวิ๋นส่ายหัวอย่างเอือมระอา แล้วเดินกลับไปนั่งบนโต๊ะหัวกลม แล้วทอดสายตามองชาในกาอย่างเลื่อนลอย ก่อนจะเอื้อมไปรินชาดื่มปลอบใจตัวเอง เสียงถอนหายใจของชิงอวิ๋นทำให้เด็กน้อยโม่เตี๋ยวเสียความมั่นใจไปชั่วขณะ
แล้วยิ่งเห็นท่านลุงโหรวเท้ามือค้ำคางอยู่เนือง ๆ ส่วนอีกมือหนึ่งละจากจอกชา แล้วเคาะผิวโต๊ะอย่างกลัดกลุ้ม ในใจลูกหมูโม่เตี๋ยวเกิดความรู้สึกผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ จำพวกกินอาหารของท่านลุงโหรวตั้งหลายสิบอย่าง บทจะตอบแทนก็ทำได้ไม่ดี แล้วยังทำให้ท่านลุงโหรวไม่เบิกบานอีก
เสียงเล็ก ๆ ดังแ่เบาตำหนิตัวเอง
“แล้วโม่เตี๋ยววาดไม่สวยตรงไหน”
ลูกหมูหลับตาพริ้มค้างไว้ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้างแล้วฉีกยิ้มดีใจ
จริงสิ! ลืมป้ายคำสั่งไปได้อย่างไรเล่า
มือเ้าเนื้อควักของสิ่งนั้นที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างดีใต้รักแร้ ออกมาวางไว้ต่อหน้าท่านลุงโหรว จากนั้นจึงมีมาดให้คุยโวได้บ้าง “สิ่งนี้คงทำให้ท่านยิ้มออกได้แล้วกระมัง?”
เด็กน้อยยิ้มภูมิใจ เปลี่ยนจากเท้าสะเอวมาอยู่ในท่ากอดอกแทน หลังท่านลุงโหรวของนางมีปฏิกิริยาที่ดีขึ้น แล้วคว้าของสิ่งนั้นไปไว้ในมือ โม่เตี๋ยวก็รีบลอดผ่านช่องเรียวแขนของแม่ทัพโหรว มุดหัวทุย ๆ โผล่ขึ้นมามองหน้า แล้วจึงปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนตักอย่างถือวิสาสะ
กิจกรรมอันแสนอบอุ่นนี้ เห็นทีจะมีแค่หงเจียงเย่ที่มีวาสนาได้เห็น อย่างแม่ทัพโหรวผู้เ็าเหมือนผู้เขาน้ำแข็งนะหรือ จะยอมเผยด้านนี้ให้คนนอกได้เห็นเป็ขวัญตา
“นี่เ้าจะทำอะไร”
เสียงเย็นเยียบท้วงติงเด็กน้อย ทว่ามือสองข้างกลับประคองกายโม่เตี๋ยวไม่ให้ตกจากที่สูง ซ้ำยังออกแรงดันก้นกลมกลึงให้นั่งได้สบายตัวตามที่นาง้า แล้วเงี่ยหูเพื่อฟังความ้าของนาง
“ท่านลุงต้องช่วยโม่เตี๋ยวตามหาท่านพ่อกับท่านแม่ให้พบ”
"เรียกข้าท่านพ่อ!"
คำพูดสุดน่ารักแถมมาด้วยดวงตาที่กลมโตเหมือนไข่ห่าน ออดอ้อนร้อยเล่มเกวียน ต่อให้โหรวชิงอวิ๋นไม่เคยมีบุตรเป็ของตัวเอง จำต้องยอมแพ้ให้กับคำขอของเด็กอ้วนพุงกลมคนนี้เข้าจนได้
“เช่นนั้นระหว่างนี้ก็ให้ความร่วมมือแก่พวกข้า ยอมเป็บุตรสาวแซ่โหรว โหรวโม่เตี๋ยวเพื่อพลางสถานะของเ้าแต่โดยดี”
ใช่แล้ว! นี่คือคำพูดอันน่าเหลือเชื่อที่หลุดออกจากปากแม่ทัพผู้ถือครองฉายา ยมทูตเดินดิน ที่บอกว่าจะเลี้ยงดูโม่เตี๋ยวให้เหมือนบุตร ก็พอเข้าใจได้ แต่ไม่คิดว่าท่านแม่ทัพจะใจใหญ่ ถึงขั้นอุปโลกน์ให้โม่เตี๋ยวเป็โหรวโม่เตี๋ยว คุณหนูสกุลโหรว
“จริงหรือเ้าคะ จวนสกุลโหรวมีคนใจร้ายหรือไม่ แล้วลูกชายลูกสาวของท่านลุงจะรังแกโม่เตี๋ยวหรือไม่”
อะไรที่โม่เตี๋ยวพูด...ล้วนไร้เดียงสา จนผู้ฟังจำต้องยกมือกุมขมับไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง จะรำคาญก็แต่เสียงหัวเราะชอบใจของหงเจียงเย่อีกแล้ว แทนที่จะรีบบอกนางไปว่า จวนโหรวไม่มีคนชั่ว ไม่มีภรรยา ไม่มีบุตร ยังมีหน้ามาหัวเราะเยาะคนอื่นด้วยท่าทางที่น่าหมั่นไส้อะไรทำนองนั้น
“จวนสกุลโหรว! เห็นทีจะเป็ข้าที่ใจร้าย”
ในเมื่อรองผู้บัญชาการหงไร้ประโยชน์ ไม่แก้ตัวแทนนาย ไม่ออกหน้าแทนนาย อย่างนั้นโหรวชิงอวิ๋นจึงต้องแก้ต่างให้ตนเอง แต่แก้ต่างประสาอะไรเล่า ถึงได้ฟังดูพิลึกกึกกือคล้ายคำขู่เสียมากกว่า
“ท่านลุงหลอกเด็ก ใครบอกว่าท่านลุงโหรวใจร้าย โม่เตี๋ยวจะตีให้ตาย”
ใบหน้าขณะพูดดูจริงจังขึ้นมา ทั้งที่เมื่อครู่ออดอ้อนยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่านิ้วเล็ก ๆ ที่เอื้อมขึ้นมาลูบแก้มของแม่ทัพโหรวจะอบอุ่นถึงเพียงนี้ แล้วจู่ ๆ ก็มีเด็กเล็กวัยสามขวบเอ่ยปากปกป้อง ทั้งยังยินดีออกหน้าแทนอย่างไม่คิดเล็กคิดน้อย
ความรู้สึกยามถูกปกป้องมันเป็เช่นนี้เองหรือ เคยแต่ปกป้องคนอื่น ที่แท้การได้ถูกใครบางคนถนอมและเอาใจใส่ มันก็ดีเช่นนี้
โหรวชิงอวิ๋นระบายยิ้มอ่อนโยนออกมา แล้วมองหน้าเ้าลูกหมู เฝ้าไตร่ตรองการกระทำของตนอย่างละเอียดถี่ถ้วน พบว่าั้แ่ต้นจนจบ โหรวชิงอวิ๋นไม่ได้ทำดีกับโม่เตี๋ยวเลย เอะอะก็ทาบกระบี่เตรียมบั่นคอนาง ส่วนไอ้ที่กล่อมนอน และหาของกินให้ ตลอดจนรักษาไข้ของนาง ก็เพราะเห็นผลประโยชน์เป็สำคัญ
เผื่อว่าโม่เตี๋ยวตายกลางคัน แล้วชิงอวิ๋นจะสอบสวนเชลยตัวน้อยได้อย่างไร นางเป็บุตรสาวของทรราชจี้หยางกงเชียวนะ แต่หลังจากได้ฟังความในใจที่โม่เตี๋ยวเล่า ทำให้ชิงอวิ๋นตกตะกอนความคิด ว่ายิ่งต้องเก็บปีศาจหมูตัวนี้เอาไว้ข้างกาย
แต่ดูสิ! ขนาดว่าผู้ใหญ่คิดกับนางเช่นนี้ นางยังเห็นโหรวชิงอวิ๋นเป็คนที่ดีเยี่ยมคนหนึ่งในสายตานาง แล้วแบบนี้จะไม่ให้ชิงอวิ๋นรู้สึกละอายใจและรู้สึกผิดต่อความอ่อนโยนของโม่เตี๋ยวได้อย่างไร
นางเด็กอ้วนคนนี้ ดูผิวเผินเหมือนเ้าเล่ห์เพทุบาย แต่ความจริง หากทำความเข้าใจให้ละเอียด และมองให้ทะลุปรุโปร่ง จะเห็นว่าพื้นหลังของนางซับซ้อนมาก และเป็คนที่น่าเห็นใจมากคนหนึ่ง หัวใจของเด็กวัยสามขวบ ทั้งสับสน หวาดกลัว และประหม่า แต่เพื่อความอยู่รอดจำต้องแสร้งเป็คนเข้มแข็งอย่างนี้
ช่างเป็คนที่น่านับถือจริง ๆ
โหรวชิงอวิ๋นดึงร่างอ้วนที่นั่งอยู่บนตักตนเข้ามากอดอย่างสุภาพอ่อนโยน ตามด้วยลูบหัวทุยช้า ๆ พลางจินตนาการว่าโม่เตี๋ยวคือบุตรสาวแท้ ๆ ของตนเอง เพราะนับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป โม่เตี๋ยว จะกลายเป็โหรวโม่เตี๋ยวที่ใครหน้าไหนก็ไม่กล้าแตะต้อง
จังหวะที่สองฝ่ายแสดงความรักความอบอุ่นสื่อถึงกัน เสียงเล็ก ๆ ของนางก็ดังขึ้นอีกครั้ง นั่นยิ่งทำให้โหรวชิงอวิ๋นยินดีที่จะลองมีบุตรสาวเป็ของตัวเองสักครั้งอย่างมั่นอกมั่นใจ
“โม่เตี๋ยวได้คำตอบแล้ว ท่านลุงโหรวไม่ดื่มเื และไม่กินเด็ก ข่าวลือก็แค่ข่าวลือ ตัดสินจากภายนอกไม่ได้ หากท่านลุงโหรวเป็คนใจร้ายจริงอย่างที่พูด โม่เตี๋ยวคงตายตั้งนานแล้ว”
โอ้! เ้าลูกหมูช่างเรียนรู้ได้ไวว่อง เพียงซึมซับไออุ่นที่ชิงอวิ๋นมอบให้ ก็ด่วนสรุปได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องรอให้หงเจียงเย่เอ่ยปากอธิบาย หรือแม้แต่โหรวชิงอวิ๋นก็ไม่ต้องเหนื่อยอธิบายเื่ไร้สาระพวกนั้นเช่นกัน แต่มีอีกเื่ที่โหรวชิงอวิ๋นจะไม่อธิบายก็คงไม่ได้
“ข้าไม่มีภรรยา ดังนั้นวางใจเถิด จวนโหรวจะไม่มีเด็กที่ไหนรังแกและเอาเปรียบโม่เตี๋ยว อย่าว่าแต่คนในบ้าน ตราบใดที่ประดับอักษรโหรวนำหน้าชื่อของเ้า และใช้มันเป็แซ่ ผู้ใหญ่หัวขาวหัวดำในแว่นแคว้นต้าเจิ้ง ต่างไม่มีใครกล้าสอดมือเข้ามาแตะต้องเ้า”
เป็น้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่โหรวชิงอวิ๋นเคยใช้ ถือว่าเรียนรู้การเป็พ่อคนได้ดีทีเดียว
เอาล่ะในเมื่อปรับความเข้าใจกันเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ดูซิว่าเตี๋ยวเตี๋ยวน้อยให้อะไรกับชิงอวิ๋น
นั่นมัน!!! O_O'
เจียงเย่อุทานเสียงดัง ป้ายคำสั่งสีหยกไร้ตราสัญลักษณ์ที่โม่เตี๋ยวมอบให้ มีช่องลับซ่อนอยู่ แล้วด้านในก็มีกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ม้วนหนึ่ง ครั้นหยิบออกมากางผ่านเปลวเทียนในตะเกียง หมึกสีดำสนิทจึงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาให้เห็น
ทว่าเพ่งพินิจไปก็ต้องขมวดคิ้วไป เมื่อหมึกสีดำสนิทที่ปรากฏหาใช่ตัวอักษรที่มีไว้เพื่อสื่อสาร แต่เป็ภาพวาดภาพหนึ่ง ที่ละเมียดละไมและมีรายละเอียดค่อนข้างมาก ทำให้ผู้พบเห็นอย่างโหรวชิงอวิ๋น จำต้องเบ่งคำพูดประโยคหนึ่งออกมาจากลำคอ
“ข้าพอรู้แล้วว่า ต้องไปตามหาคนผู้นี้ได้จากที่ไหน”