พอเห็นว่าหลี่รุ่ยกับซูเซียงยวี่เดินไปไกลแล้ว เฉินสยงก็เริ่มปากเก่ง พูดจาถากถางไล่หลังทันที
“ไอ้หลี่รุ่ยมันโคตรจะโง่เลยว่ะ”
“รังปูจักจั่นนี่สิบปีจะเจอสักครั้ง มันเจอแล้วแท้ๆ ดันยกให้ข้าซะงั้น”
พูดไป เฉินสยงก็ควานหาปูตามซอกหินไป
่แรกๆ เฉินสยงคึกคัก ฮึกเหิมสุดขีด
แต่พอรื้อค้นอยู่นานสองนาน ก็ไม่เจอปูจักจั่นแม้แต่เงา ความคึกคักก็เริ่มเหี่ยวเฉาลง
“เกิดอะไรขึ้นวะ! ทำไมไม่มีปูสักตัวเลย? เมื่อกี้ข้าเห็นกับตาว่าในถังซูเซียงยวี่มีปูจักจั่นตัวเล็กตัวใหญ่อัดแน่นเต็มไปหมด”
เฉินสยงเริ่มบ่นพึมพำในใจ
อีกด้านหนึ่ง ซูเซียงยวี่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็หันหลังกลับไปมองเฉินสยง
เธอขมวดคิ้วมุ่น “ฉันสังหรณ์ใจว่าตรงนั้นน่าจะยังมีปูจักจั่นเหลืออยู่แน่ๆ เราเดินออกมาแบบนี้ มันเหมือนยกผลประโยชน์ให้เฉินสยงฟรีๆ เลยนะ!”
“ที่ตรงนั้น พวกเราเป็คนเจอก่อนแท้ๆ”
ตอนนี้ซูเซียงยวี่รู้สึกเหมือนทำเงินล้านหล่นหาย
ความรู้สึกนี้มันเ็ปจี๊ดๆ ในหัวใจ
“ตรงนั้นไม่มีปูตัวเต็มวัยเหลือแล้วจริงๆ” หลี่รุ่ยพูดปลอบใจภรรยา
“หลี่รุ่ย ทำไมคุณถึงมั่นใจนักล่ะคะ?” ซูเซียงยวี่เลิกคิ้วสูง ถามด้วยความสงสัย
หลี่รุ่ยแกล้งหยอก “ก็ผมบอกแล้วไงว่าผมเปิดเนตรทิพย์ดูแล้ว”
ซูเซียงยวี่ได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะค้อนควัก “ปัญญาอ่อน!”
“หิวน้ำไหม?” หลี่รุ่ยหยุดเดิน เปิดฝากระติกน้ำ แล้วยื่นให้ซูเซียงยวี่
ก่อนออกมา หลี่รุ่ยเตรียมน้ำมาด้วยกระติกใหญ่
ปกติการหาของทะเล อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสองชั่วโมง
นานหน่อยก็ปาเข้าไปสี่ชั่วโมง
น้ำดื่มเป็สิ่งที่ขาดไม่ได้
ซูเซียงยวี่ไม่เกรงใจ รับกระติกน้ำมาดื่มอึกๆ
“เริ่มหิวแล้วสิ” ซูเซียงยวี่ลูบท้อง
ก่อนออกมา เธอแค่หุงข้าวไว้ ยังไม่ทันได้ทำกับข้าว
แต่พอก้มลงมองกองูเาปูจักจั่นในถัง เธอก็ยิ้มออกมาได้อีกครั้ง
“คืนนี้คุ้มจริงๆ”
“ปูเยอะขนาดนี้ ขายได้ไม่ต่ำกว่าสามสี่พันแน่”
“เงินเดือนฉันทั้งเดือนแค่สี่พันกว่าหยวนเอง”
คิดในใจว่า ถ้าหาของทะเลแล้วได้เงินเยอะขนาดนี้ทุกวัน เธอจะไปทนทำงานโรงงานทำไม!
งานโรงงานทั้งไม่เป็อิสระ ทั้งโดนกดขี่
ทำไม่ดี หรือทำผิดพลาดนิดหน่อย ก็โดนด่าเปิง
“เมียจ๋า งานโรงงานนั่นน่ะ ลาออกเถอะ มาช่วยผมหาของทะเลดีกว่า” หลี่รุ่ยฉวยโอกาสเสนอความคิด
“ไม่ได้! ไม่ได้เด็ดขาด บ้านเรามีแค่ฉันที่มีรายได้มั่นคง คุณหาของทะเลใช่ว่าจะดวงดีแบบนี้ทุกวันซะหน่อย” ซูเซียงยวี่เบะปากปฏิเสธ
หลี่รุ่ยยิ้มบางๆ ไม่พูดอะไรต่อ
เื่บางเื่ รีบร้อนไปก็ไม่ดี ต้องค่อยเป็ค่อยไป
“หลี่รุ่ย ทำไมเดินเร็วนักล่ะ! หาของทะเลต้องใจเย็นๆ ค่อยๆ ดู คุณสะเพร่าแบบนี้ไม่ได้นะ” ซูเซียงยวี่เห็นหลี่รุ่ยเดินจ้ำเอาๆ แทบไม่ก้มมองพื้น ก็อดบ่นไม่ได้
เธอแต่งงานมาหลายปี รู้ดีว่าการหาของทะเลต้องอาศัยความอดทน ความเพียร และแรงกาย
แต่ตอนนี้ หลี่รุ่ยกลับกวาดตามองผ่านๆ แล้วก็เดินดุ่มๆ ไปข้างหน้า
แบบนี้ใช้ไม่ได้!
“ผมดูละเอียดแล้ว” หลี่รุ่ยมีระบบเนตรทิพย์ มองปราดเดียวก็รู้ว่าตรงไหนมีของ ตรงไหนไม่มี ตลอดทางที่เดินผ่านมาเมื่อกี้ ไม่มีของมีค่าอะไรเลย
มีแต่พวกหอยหนาม หอยแมลงภู่
เมื่อก่อนเขาอาจจะสนใจของพวกนี้
แต่เดี๋ยวนี้... เขาเริ่มมองข้ามของพวกนี้ไปแล้ว
“คุณไม่ได้ดู!” ซูเซียงยวี่กัดฟันกรอด
หลี่รุ่ยทำไมถึงได้โกหกหน้าตายแบบนี้นะ?
หลี่รุ่ยชะลอฝีเท้าลง หันไปมองซูเซียงยวี่แล้วพูดว่า “วันหลังถ้าจะมาหาของทะเลอีก ต้องพกของกินติดตัวมาด้วยนะ”
หาของทะเลเป็งานใช้แรง
ทำทีนึงก็หลายชั่วโมง
ถ้าไม่กินอะไรเลย จะหิว และพอหิวก็จะไม่มีแรง
“อื้ม ครั้งหน้าต้องพกไข่ต้มหรือขนมปังมาด้วย” ซูเซียงยวี่พยักหน้าเห็นด้วย
ในระหว่างที่คุยกัน หลี่รุ่ยก็หยุดเดินตรงบริเวณพื้นที่น้ำกร่อย (จุดที่น้ำจืดกับน้ำเค็ม)
ซูเซียงยวี่นั่งยองๆ ลงไปพิจารณาดู ก็พบหอยนางรมป่าเกาะกลุ่มกันอยู่มากมาย
“หลี่รุ่ย หอยนางรมเพียบเลย!” พูดไปซูเซียงยวี่ก็หยิบมีดพกออกมา แล้วเริ่มลงมือแกะเนื้อหอยนางรม
ส่วนหลี่รุ่ย ความสนใจทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่ ‘ปูน้ำมันเหลือง’
เขาเห็นปูน้ำมันเหลืองตัวขนาดย่อมซ่อนตัวอยู่ใต้กอสาหร่าย
“หลี่รุ่ย ยืนบื้ออยู่ทำไม รีบมาช่วยแกะหอยสิ!” ซูเซียงยวี่เร่ง
คืนนี้ดวงของเธอกับหลี่รุ่ยเฮงสุดๆ
หอยนางรมเกลื่อนกลาดขนาดนี้ พอให้เธอกับหลี่รุ่ยเก็บได้เป็ชั่วโมง
“เมียจ๋า ผมเหมือนจะเห็นปูน้ำมันเหลืองแฮะ” หลี่รุ่ยกระซิบ
“เพ้อเจ้อ ปูน้ำมันเหลืองหายากจะตาย คุณจะไปเจอได้ยังไง?” ซูเซียงยวี่ไม่เชื่อ
ปูน้ำมันเหลืองมีความ้าสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตที่สูงมาก
โดยทั่วไปพวกมันจะอาศัยอยู่ในบริเวณน้ำกร่อย
บริเวณน้ำกร่อยจะอุดมไปด้วยแพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดิน
ซึ่งเป็อาหารหลักของปูน้ำมันเหลือง
กระแสน้ำและอุณหภูมิในบริเวณนี้ ก็เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของพวกมัน
ใน่ไม่กี่ปีมานี้ เนื่องจากราคาปูน้ำมันเหลืองพุ่งสูงขึ้น ทำให้ปูน้ำมันเหลืองตามธรรมชาติแทบจะถูกจับจนเกลี้ยง
น้อยคนนักที่จะหาปูน้ำมันเหลืองเจอตอนน้ำลง
“รีบมาแกะหอยเร็วเข้า” ซูเซียงยวี่เห็นหลี่รุ่ยยังไม่ขยับ ก็เลิกคิ้วเรียก
หลี่รุ่ยค่อยๆ ย่องเข้าไปหาปูน้ำมันเหลืองทีละก้าว
เขาตลบกอสาหร่ายขึ้น
ทันใดนั้น ปูน้ำมันเหลืองตัวหนักประมาณสองตำลึง (100 กรัม) ก็ปรากฏแก่สายตา
พอเห็นเป้าหมาย หลี่รุ่ยก็ตะปบจับทันที
“เมียจ๋า ดูสิว่านี่คืออะไร?” หลี่รุ่ยเดินกลับมาหาซูเซียงยวี่ นั่งยองๆ ลง แล้วยื่นปูน้ำมันเหลืองไปตรงหน้าเธอ
“นี่... นี่มัน... นี่มันปูน้ำมันเหลือง!” ซูเซียงยวี่ตื่นเต้นจนพูดติดอ่าง
เธอมองดูปูในมือหลี่รุ่ย แทบอยากจะจูบมันสักสองฟอด
ซูเซียงยวี่รีบดึงเชือกฟางออกมา แล้วจัดการมัดปูน้ำมันเหลืองอย่างแ่า
“คุณจะมัดแน่นขนาดนั้นทำไม มันไม่ใช่สาวบริสุทธิ์สักหน่อย” หลี่รุ่ยเห็นภรรยามัดปูซะแน่นติ้ว ก็อดแซวไม่ได้
ซูเซียงยวี่ประคองปูลงถังอย่างทะนุถนอม แล้วเงยหน้ามองหลี่รุ่ย แค่นเสียงฮึ “ในสายตาฉัน มันคือสาวบริสุทธิ์ย่ะ!”
ฟังดูแล้ว... ทำไมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็เสี่ยหน้าเืในหนังย้อนยุคยังไงชอบกล?
ในขณะเดียวกัน ไม่ไกลออกไป เฉินสยงรื้อค้นซอกหินแทบทุกซอกรอบตัวจนพรุน แต่ก็ยังไม่เจอปูจักจั่นสักตัว
“แม่งเอ๊ย!”
“เกิดบ้าอะไรขึ้นวะ!”
“ที่ที่ไอ้หลี่รุ่ยเดินผ่าน ทำไมไม่มีของดีเหลือเลยสักอย่าง!”
เฉินสยงสบถด่ากราด หัวร้อนจนควันออกหู
พอด่าเสร็จ ในที่สุดเฉินสยงก็พลิกหินก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่ง แล้วเจอปูจักจั่นตัวหนึ่งซ่อนอยู่
“ปูจักจั่น!!!”
“ข้าว่าแล้วเชียวว่าไอ้หลี่รุ่ยไม่มีทางจับปูตรงนี้ไปหมดได้หรอก”
เฉินสยงหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง
เขาใช้คีมคีบปูตัวนั้นขึ้นมา
แต่แล้ว เสียงหัวเราะก็ชะงักค้างกลางอากาศ
เพราะปูจักจั่นที่เขาคีบขึ้นมาได้นั้น ตัวเล็กจิ๋วเท่านิ้วก้อย ไม่มีราคาค่างวดอะไรเลย
“ไปลงนรกซะ!” เฉินสยงหน้าดำหน้าแดง ขว้างปูตัวนั้นลงทะเลไปด้วยความโมโห
ปูตัวเท่าก้อย เอาไปแคะฟันยังไม่พอเลย
ขืนเอาไปขายให้พ่อค้า มีหวังโดนด่าเปิง
“ข้าจะหาต่อ ตรงนี้มันต้องมีปูตัวใหญ่เหลืออยู่บ้างสิวะ นี่มันรังปูจักจั่นนะเว้ย” เฉินสยงปาดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วก้มหน้าก้มตาพลิกหิน ล้วงซอกหินต่อไปอย่างมีความหวัง (ลมๆ แล้งๆ)