ตอนที่ 1
จักรวรรดิแห่งชี่ จ่งหัว
ความแข็งแกร่งคือพลังอำนาจ นี่คือความเป็จริงของสังคมที่เด็ดขาดที่สุดมาั้แ่สมัยอดีตกาล แม้สังคมมนุษย์จะเริ่มมีระบบแบบแผน แต่ผู้ที่แข็งแกร่งยังคงได้ทุกสิ่งมาครองดั่งใจนึก โดยเฉพาะบนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่แห่งจักรวรรดิจ่งหัว ที่ยึดถือในตำนานหลักแห่งชี่ หรือกำลังภายใน
สิ่งนั้นคือเคล็ดวิชาที่ช่วยให้มนุษย์ในดินแดนแห่งนี้มีพลังแกร่งกล้าเหนือจินตนาการมานับร่วมทศวรรษ จนเป็เหตุให้ขยายความเกรียงไกรของจักรวรรดิจ่งหัวด้วยอาณาเขตกว้างไกลเกินกว่าหมื่นลี้จนเป็ที่รู้กันดีทั่วหล้า โดยเฉพาะความเก่งกาจของผู้ที่ถูกเรียกว่า “เซียน” นั้นยิ่งถูกเล่าขานเป็ตำนานระบือไกล
มันจึงทำให้จักรวรรดิจ่งหัวแห่งนี้ นับหน้าถือตาผู้ที่ฝึกฝนตนเองด้วยหลักแห่งชี่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด โดยเรียกคนเหล่านี้ว่า “ผู้ฝึกยุทธ” ที่หากพวกเขาฝึกฝนฝ่าฟันอุปสรรคในการฝึกยุทธขั้นต้นจนบรรลุถึงขั้น “จอมยุทธ” ได้แล้ว ชีวิตนับจากนั้นแทบจะเรียกว่าราชรถมาเกยยังได้
มันจึงมิแปลกแต่อย่างใดที่ผู้คนในจักรวรรดิแห่งนี้ต่างเลือกที่จะมุ่งเข้าสู่วิถึฝึกตนเพื่อเปลี่ยนชีวิตของตนให้ดีขึ้น บ้างที่ยากจนก็จะกลายเป็คนรวย บ้างที่รวยอยู่แล้วก็จะกลายเป็เศรษฐี บ้างที่เป็เศรษฐีก็จะกลายเป็าา เรียกได้ว่าหากเดินไปถามชาวจ่งหัวในเื่ความฝันแล้วล่ะก็ ร้อยละ 90 ล้วนต้องตอบว่าอยากจะเป็จอมยุทธกันทั้งนั้น
ไม่เว้นแม้กระทั่งในพื้นที่อันห่างไกลแห่งนี้ ก็ยังมีเหล่าต้นกล้าแห่งความฝันผุดขึ้นมาเช่นเดียวกัน…
บนเทือกเขาอันห่างไกลทางตอนเหนือแห่งผืนแผ่นดินจ่งหัว ลึกลงไปในหุบเขาราบลุ่มที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ทั้งป่าไม้เขียวขจี แม่น้ำสีฟ้าใส และผืนปฐีอันชุ่มชื่น ที่แห่งนั้นได้มีเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งตั้งอยู่ พร้อมรายล้อมด้วยหมู่บ้านเล็ก ๆ อีกหลายสิบหมู่บ้านรอบเทือกเขาแห่งนี้ ภายในเมืองแห่งนั้นมีสิ่งปลูกสร้างไม่ถึง 100 หลังเสียด้วยซ้ำ บ่งบอกถึงจำนวนประชากรที่น้อยนิดยิ่งนักหากเทียบกับมาตรฐานปกติของเมืองในจ่งหัว
แต่ที่แห่งนี้ เมืองชินเจี่ยโป ก็ยังพอจะมีสิ่งเชิดหน้าชูตาให้พอมีชื่อเสียงเรียงนามต่อเหล่าขุนนางอยู่บ้าง ด้วยเมืองแห่งนี้คือเมืองเกษตรกรรมที่มีผืนดินทองคำปลูกสิ่งใดก็เติบโตพร้อมงอกเงยผลผลิตคุณภาพสูงมาให้ราวกับฟ้าประทาน
ทำให้ชาวเมืองส่วนใหญ่มักจะดำรงชีพเป็เกษตกรกันแทบจะทั้งหมด จะปลูกพืชผัก ผลหมากรากไม้ ข้าวสารข้าวสาลี ไปจนถึงการทำปศุสัตว์ เพราะพืชผลคุณภาพดีย่อมเป็อาหารที่ดีให้เหล่าสัตว์ด้วย ทำให้บริเวณรอบเมืองย่อมมีสัตว์ป่าเพ่นพ่านอยู่ไม่น้อย จึงได้เป็ที่มาของการเจริญรุ่งเรืองในปศุสัตว์เช่นเดียวกัน
และในเมืองที่เป็เพียงเมืองเกษตรกรรม และมีตึกรามบ้านช่องรวมกันไม่เกิน 100 หลังแห่งนี้ ได้มีอาคารสูงใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางของเมืองที่ประกอบขึ้นจากไม้สักทั้งหลังจนเป็สีน้ำตาล แต่ตรงรากฐานที่วางสูงไว้ก่อนจะเข้าสู่ตัวอาคารกลับปูด้วยศิลาขุ่นเรียบเนียสีขาวเทาอย่างดูสะอาดตา รวมความสูงจากพื้นจรดปลายยอดแหลมสุดที่ตบแต่งด้วยรูปสลักของหินผาสูงรวมกว่า 5 ชั้น นับเป็ตำหนักที่สูงและสง่าที่สุดแล้วในเมืองแห่งนี้
ที่แห่งนั้นคือ “สำนักหินผา” สถานที่ซึ่งมีไว้ให้ไพร่ฟ้าแห่งเมืองชินเจี่ยโปได้ศึกษาเล่าเรียนตามมาตรการพื้นฐานจากทางราชสำนักที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนได้มีโอกาสเข้าศึกษาเล่าเรียนในระดับพื้นฐาน เพื่อมุ่งหวังให้คุณภาพชีวิตของชาวจ่งหัวได้ดิบได้ดียิ่งขึ้นกันถ้วนหน้า โดยที่ไม่ต้องเสียงสะตุ๊งสะตางค์กันแม้แต่ตำลึงเดียว!
แม้ความเป็จริงอาจไม่ได้สวยหรูดั่งคำหวานจากราชสำนัก แต่โดยรวมแล้ว สำนักหินผา ที่ก่อตั้งขึ้นมาให้ทุกคนได้เรียนฟรี ก็ประสบความสำเร็จในฐานะ สารตั้งต้น ในการปลุกปลั้นเหล่าผู้ฝึกยุทธรุ่นเยาว์ให้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมากมายยิ่งยวดกว่าในรัชสมัยใด ๆ 10 ปีหลังมานี้ อัตราผู้ฝึกยุทธเพิ่มขึ้นในจ่งหัวถึงราว ๆ ร้อยละ 30 เลยทีเดียว
นั่นเป็ตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่จะทำให้ยอดฝีมือถือกำเนิดขึ้นในจ่งหัวมากขึ้น จนทำให้มาตรการนี้ยังคงมีอยู่ต่อไป และต้องขอบคุณเื่นั้นที่ทำให้ไพร่ฟ้าเมืองเล็ก ๆ อย่างชินเจี่ยโป ได้มีโอกาสที่จะคิดฝันถึงการเป็จอมยุทธกับเขาบ้าง
บนชั้นยอดสุดอันสูงส่งแห่งสำนักหินผา ภายในห้องขนาดใหญ่ที่มีโต๊ะไม้ทรงกลมขนาดใหญ่วางตรงกลาง พร้อมด้วยเก้าอี้ประดับหยกที่เรียงรายกันรอบโต๊ะถึง 13 ตัว โดยในตอนนี้มีคนทั้ง 12 กำลังนั่งล้อมรอบโต๊ะกลมนั้น เหลือเพียงหนึ่งเก้าอี้หยกที่ใหญ่ที่สุดที่ยังเว้นว่างรอผู้มาเติมเต็ม
ปึง แอ๊ดดดดด…
หลังจากที่ปล่อยเวลาล่วงเลยไปถึง 2 เค่อ (ครึ่งชั่วโมง) ทำให้ให้เหล่าผู้คนทั้ง 12 ต้องรอ ทั้งที่แต่ละคนล้วนมีศักดิ์ศรีไม่ธรรมดา ทั้งเครื่องแต่งกายที่ล้วนสวมผ้าไหมหลากสีสันสวยงาม ทั้งเส้นผมที่เริ่มมีหงอกขาวมาแซมไม่ต่างจากริ้วรอยที่บ่งบอกถึงอายุอานามที่ผ่านศึกมาไม่น้อย แต่ผู้ที่ผ่านประตูที่ถูกเปิดโดยสมุนมือซ้ายมือขวาที่ขนาบข้างมาด้วยกัน เพียงแค่ออร่าก็บ่งบอกได้ถึงความเหนือกว่าทั้ง 12 คนที่นั่งอยู่อย่างท่วมท้น
“คาราวะท่านเ้าสำนัก!”
ทั้ง 12 ผู้าุโต่างก็ลุกขึ้นยืนพร้อมประสานมือไว้ระดับอก ก่อนจะยื่นตรงไปข้างหน้าพร้อมก้มหัวลงอย่างพร้อมเพรียงต่อการมาถึงของชายร่างสูงในชุดฮั่นฟูที่ถักทอโดยไหมมัดย้อมสีทองคำไว้ภายใน ภายนอกเป็สีน้ำตาลดูกร้าวแกร่ง ใบหน้าที่คมเข้มพร้อมกับคิ้วที่ขมวดกันเป็ปมบ่งบอกถึงความจริงจังของผู้มาใหม่คนนี้ไม่น้อย
“มิได้ ๆ ข้าสิต้องคาราวะที่ทำให้พวกท่านต้องรอ”
เขายกมือขวาที่เต็มไปด้วยร่องรอยาแจากการสู้รบขึ้นมา พร้อมกับพูดอย่างถ่อมตนทั้งที่ระดับของเขามิจำเป็ต้องยี่หระกับการที่ให้ผู้น้อยกว่าต้องรอคอยเลย ก่อนที่เขาจะก้าวเดินฉึบฉับอย่างรวดเร็วตรงไปยังเก้าอี้หยกปูด้วยไม้กำมะหยี่ประจำตำแหน่งก่อนจะนั่งลงไป
ฟุ่บ!
นั่นจึงทำให้เหล่าผู้าุโที่ลุกขึ้นยืนทำความเคารพได้นั่งตามลงหลังท่านเ้าสำนักนั่งลงไปแล้ว เมื่อทุกผู้คนในห้องนั่งพร้อม เว้นแต่เพียงมือซ้ายมือขวาแห่งเ้าสำนักที่ยืนคุ้มกันอยู่หน้าประตูห้อง
“เอาล่ะ มาเริ่มกันเลยเถอะ”
ทำให้วาระการประชุมประจำปีของสำนักหินผาจึงได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ท่านเ้าสำนักได้เอ่ยเปิดงานออกมา
“วาระการประชุมในครานี้ ว่าด้วยเื่ของ การจบการศึกษาและการสอบเข้าหลักสูตรผู้ฝึกยุทธของศิษย์รุ่นที่ 15 เ้าค่ะ”
ก่อนที่จะเริ่มพูดถึงสาระสำคัญกัน ก็ได้มีเสียงหวานของสุภาพสตรีเพียงหนึ่งเดียวในที่ประชุมแห่งนี้ได้พูดขึ้นมา เธอลุกขึ้นกล่าวอย่างเป็การเป็งาน ก่อนจะนั่งลงอย่างสุภาพ พร้อมกับเริ่มเตรียมหยิบกระดาษน้ำตาลและพู่กันขึ้นมา ใช่แล้ว แม่นางผู้หน้าตาจิ้มลิ้มดูอ่อนกว่าวัยผู้นี้ดำรงตำแหน่งเป็ เลขาธิการประจำสำนักหินผาแห่งนี้นั่นเอง
“ขอบคุณแม่นางอวี๋ เอาล่ะท่านผู้าุโ พวกท่านมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างเกี่ยวกับการสอบไล่ครานี้?”
ยังคงเป็ท่านเ้าสำนักผู้มีสง่าราศีที่คอยตอบขอบคุณแม้กระทั่งเลขาตัวเล็ก ๆ ก่อนที่จะเริ่มพูดเข้าเื่อย่างจริงจัง พร้อมกับปรายตามองเหล่าผู้าุโแห่งสำนักหินผารายคนด้วยแววตาคมดุจกระบี่
“ปีนี้ เหล่าศิษย์ชั้นปีที่ 12 ของรุ่นนี้มีอยู่ราว 900 คน ในจำนวนนั้นคาดว่ามีเพียงแค่ไม่ถึงสองมือหยิบจับที่มีความสามารถมากพอจะสอบหลักสูตรผู้ฝึกยุทธผ่านขอรับ”
เมื่อคำถามจากเ้าสำนักดังขึ้น ผู้าุโที่สวมแว่นตาอย่างดูคงแก่เรียนก็ได้ลุกขึ้นแล้วปรายตามองข้อมูลที่บรรจุภายในกระดาษหนาเตอะที่ขึ้นอยู่บนมือของเ้าตัว ก่อนจะพูดไล่เรียงออกมาให้ทั้งที่ประชุมได้รู้กัน
“อืม.. แล้วในบรรดาสองมือหยิบนั้นมีผู้ที่พอจะฝากผีฝากไข้ได้บ้างหรือไม่?”
ไม่มีผู้ใดในห้องแม้แต่จะมีปฏิกิริยาต่อจำนวนอันน้อยนิดนั้น เพราะนี่คือตัวเลขปกติของสำนักระดับชาวบ้านอย่างสำนักหินผาแห่งนี้ จะไปคาดหวังอะไรที่ยิ่งใหญ่จากการเจียระไนโคลนตมให้กลายเป็เพชรกันเล่า โอกาสนั้นมีเพียงหนึ่งในล้านก็ว่าได้ ทางเ้าสำนักจึงมิได้คาดหวังที่จะได้ยินจำนวนตัวเลขที่มากมายเท่าใดนักหรอก
แต่เขาคาดหวังว่าในจำนวนเพียงสองมือหยิบนั้น มันจักมีเพชรที่ถูกเจียระไนถือกำเนิดขึ้นมาในปีนี้หรือไม่!
“ถ้าจะให้พูดแล้ว ก็คงมีแต่ ชางก้วนจุน บุตรชายแห่งนายพลชาง ที่พอจะเป็หน้าเป็ตา เป็ช้างเผือกในหมู่ช้างป่าของฤดูนี้ขอรับ”
ยังคงเป็ผู้าุโคงแก่เรียนคนเดิมที่ตอบกลับท่านเ้าสำนักอย่างสุขุมเยือกเย็น ขณะพูดเขาก็หยิบยกกระดาษข้อมูลของชางก้วนจุนขึ้นมาอ่านประกอบไปด้วย
“มีผลการเรียนที่ไม่เลว ภาควิชาทฤษฎีอย่างการาไม่ได้เชี่ยวชาญนัก แต่ภาควิชาปฏิบัติอย่างวิชากระบี่กระบอง และวิชาต่อสู้แขนงต่าง ๆ เรียกได้ว่าอัจฉริยะฟ้าประทาน”
ผู้าุโคงแก่เรียนยังคงร่ายยาวข้อมูลของชางก้วนจุนต่อไป จนทำให้ที่ประชุมทั้งหมดพอจะรับทราบคร่าว ๆ ได้จากผลการเรียนของเด็กผู้นี้ว่าเป็พวกถนัดลงงานมากกว่านั่งโต๊ะ ซึ่งเป็ลักษณะที่ไม่เลวสำหรับการเป็ผู้ฝึกยุทธ
“โดยสิ่งที่ทำให้ชางก้วนจุนถือเป็ช้างเผือกในฤดูนี้ คือการที่เขาบรรลุหนทางฝึกยุทธมาจนถึงขั้นฝึกวิชาได้เมื่อไม่นานมานี้ ซ้ำยังมีปราณธาตุแห่งเพลิงดั่งหงสาะ ทำให้ระดับของเขาเหนือกว่าผู้อื่นจนทิ้งไปไม่เห็นฝุ่น”
“โอ้!”
พอฟังจนถึงตรงนี้แล้วก็ทำให้ทั้งรอบโต๊ะของผู้าุโต่างก็มีปฏิกิริยาที่ประหลาดใจไม่ต่างกัน ปกติแล้วภายในสำนักหินผาแห่งนี้ เหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวที่พากันสอบเข้าหลักสูตรผู้ฝึกยุทธ มากสุดก็แค่อยู่ในระดับขั้นฝึกจิตเท่านั้น แต่ชางก้วนจุนเหนือกว่าประวัติศาสตร์เดิมอยู่หนึ่งระดับ จนกลายเป็ตำนานบทใหม่ั้แ่ยังไม่ทันจะได้เริ่มสอบเลยด้วยซ้ำ
อนึ่ง ระดับขั้นของผู้ฝึกยุทธนั้นจะไล่เรียงตามความสามารถและความเข้าใจในหลักแห่งชี่ แล้วจึงจะดูว่าคนผู้นั้นพัฒนาตนไปได้ถึงขั้นไหน โดยจะไล่เรียงจาก
ฝึกกาย เป็ขั้นเริ่มต้นพัฒนาร่างกายให้สมบูรณ์ต่อการใช้ลมปราณ ตามวิถีฝึกกายด้วยหลักแห่งชี่
ฝึกจิต ขั้นพัฒนาต่อจากฝึกกาย เมื่อกายพร้อมจิตต้องพร้อม รู้เท่าทันสติ ควบคุมความคิดของตนได้ จึงทำให้เริ่มฝึกหมุนเวียนพลังลมปราณในร่างกาย และนำมันออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
ฝึกวิชา ระดับขั้นที่ 3 ว่าด้วยการฝึกฝนวิชาหลังร่างกายและจิตพร้อมต่อการใช้พลังปราณ นี่คือขั้นกอบโกยวิชาเพื่อเสริมพลังและทักษะให้วิธีการใช้ลมปราณภายในร่าง เพื่อสั่งสมพลังรอวันบรรลุขั้นต่อไป
ฝึกตน เมื่อพร้อมทั้งกาย จิต และวิชาแล้ว เมื่อนั้นร่างกายของผู้ฝึกยุทธจักพร้อมต่อลมปราณธรรมชาติ ทำให้สามารถใช้พลังจากฟ้าดินนำมาพัฒนาระดับพลังลมปราณให้พุ่งสูงขึ้นเสียดฟ้า เกินกว่ามนุษย์ปกติจะทำได้ นี่เป็ขั้นที่บรรลุผ่านมาได้ยากที่สุด หากผ่านไปได้ก็จักได้เป็ผู้ฝึกยุทธที่แท้จริง หากไม่ก็อาจถึงขั้นล้มตาย หรือเส้นลมปราณพิการได้เลยทีเดียว
จอมยุทธ คือผู้ฝึกยุทธที่มีประสบการณ์ควบคุมลมปราณในการรบได้อย่างอิสระ สามารถใช้ลมปราณผสานกระบวนท่าได้อย่างเฉียบคมและแข็งแกร่ง พร้อมทั้งหลอมกายาให้ทนทานดั่งเหล็กกล้า จนนักรบธรรมดานับพันไม่อาจจะโค่นผู้ฝึกยุทธลงได้ จึงจักได้เป็ขั้นจอมยุทธ นี่คือขั้นที่เหล่าผู้ฝึกยุทธต่างก็ใฝ่ฝัน เพราะทางราชสำนัก้าให้มีเหล่าผู้ฝึกยุทธจำนวนมากยิ่งขึ้นกว่าที่เป็อยู่นี้
ปรมจารย์ เมื่อผู้ฝึกยุทธเข้าใจในศาสตร์แห่งชี่อย่างละเอียด จนสามารถควบคุมลมปราณให้ออกมาเป็รูปร่างนอกเหนือจากการประสารกับกระบวนท่าและอาวุธ ปล่อยพลังปราณได้ด้วยมือเปล่า มันจักกลายเป็พลังปราณแหวกฟ้า สั่นะเืแผ่นดิน ผู้ฝึกยุทธจักได้เป็ขั้นปรมจารย์
ราชันย์ เมื่อผู้ฝึกยุทธเข้าใจในศาสตร์แห่งชี่อย่างสมบูรณ์ ร่างกายของผู้ฝึกยุทธสามารถหลอมรวมเป็หนึ่งกับลมปราณ ดั่งร่างกายหวนคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์ เพียงเท่านั้นทั้งร่างก็จะแกร่งทั่วแผ่น อัดแน่นด้วยพลังลมปาณจนมิอาจมีผู้ใดทัดเทียม เพียงแค่กระดิกนิ้วแผ่นดินจักแหวกออก ผืนฟ้าจักแตกร้าว คนผู้นั้นจักได้เป็ขั้นราชันย์ซึ่งมีอยู่เพียบหยิบมือในโลกใบนี้
เซียน เมื่อผู้ฝึกยุทธบรรลุแก่นแท้จากศาสตร์แห่งชี่ เหนือกว่าการหวนคืนสู่ธรรมชาติคือการก้าวผ่านความเป็มนุษย์ เมื่อนั้นผู้ฝึกยุทธจักได้กลายเป็เซียนผู้มีพลังดุจ์มาเยือน ประทานพลังแปลงความเป็จริงได้ดั่งนึกคิด หากแต่แม้จักใช้เวลาทั้งชีวิตก็มิอาจไปถึงได้ เป็เพียงตำนานที่เล่าขานสู่คนรุ่นหลัง
ส่วนเื่ของปราณธาตุนั้น เป็เื่ของปัจเจกบุคคล เดิมทีเกิดมามีกายสมบูรณ์ มีตันเถียนที่ผลิตลมปราณในการฝึกยุทธย่อมเป็เื่ที่ดีเลิศอยู่แล้ว แต่ผู้ที่์ชมชอบเท่านั้นจักเกิดมาพร้อมปราณที่มีพลังธาตุแห่งฟ้าดินที่มีอยู่ทั้งหมด 13 ธาตุ ได้แก่ ปฐี , วารี , วายุ , เพลิง , อัศนี , เหมันต์ , ภูผา , พฤกษา , โลหะ , ตะวัน , จันทรา , จิตตา และพิษสง
ซึ่งจักช่วยให้คนผู้นั้นแกร่งกล้ายิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธในระดับเดียวกันยิ่งขึ้นไปอีก เหมือนดั่งชางก้วนจุนผู้มีปราณธาตุแห่งเพลิงที่ทำให้เหล่าผู้าุโหลุดปากร้องโอ้ออกมาได้อย่างอัศจรรย์ใจ เพราะนี่คือศิษย์คนแรกแห่งสำนักที่ค้นพบว่ามีปราณธาตุอยู่ในตัว!
“ชางก้วนจุน… เคยได้ยินชื่ออยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าจะเป็อัจฉริยะฟ้าประทานเช่นนี้”
แม้กระทั่งเ้าสำนักเองก็ยังตาโตพร้อมลูบเครารอบ ๆ คางของตนอย่างพินิจพิจารณาถึงเด็กน้อยในวันวานที่เขาเคยพบเจอ บัดนี้ได้เติบใหญ่จนสร้างความครั่นคร้ามให้ผู้าุโทั้งหลายได้เสียแล้ว
“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องทำให้ชางก้วนจุนได้สอบผ่านหลักสูตรผู้ฝึกยุทธให้จงได้เลยนะขอรับ ท่านเ้าสำนัก!”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น!”
“หากเขาได้เป็ใหญ่ ชื่อเสียงของชางก้วนจุนย่อมทำให้สำนักของเราเติบใหญ่ขึ้นได้เป็แน่!”
เมื่อได้ยินท่านเ้าสำนักเอ่ยชมออกมา ทำให้เหล่าผู้าุโต่างก็ลุกฮือขึ้นมาผลักดันให้ทางสำนักสนับสนุนชางก้นจุนทุกวิธีทางเพื่อให้เขาเติบใหญ่ยิ่งขึ้น เพื่อชื่อเสียงของสำนักบ้านนอกแห่งเมืองเล็กกลางหุบเขาแห่งนี้ด้วย
“นั่นเป็เื่ที่แน่นอนอยู่แล้ว จงจัดการเื่นี้ให้ดี อย่าให้มีผิดพลาดเชียวล่ะ”
“ขอรับ ท่านเ้าสำนัก!”
เ้าสำนักวัยกลางคนเองก็พยักหน้ารับน้อย ๆ พร้อมเอ่ยเห็นด้วยต่อความคิดของเหล่าผู้าุโ จนทำให้เหล่าผู้าุโต่างก็รีบลุกขึ้นโค้งคำนับท่านเ้าสำนักกันยกใหญ่
“...ถ้าเช่นนั้นข้าขอกล่าวต่อนะขอรับ”
“เชิญ ๆ ท่านผู้าุโภาคการศึกษา”
หลังจากคำนับประจบสอพลอเ้าสำนักกันเสียยกใหญ่ ผู้าุโหลายคนต่างก็รีบนั่งลงไป เหลือแต่เพียงผู้าุโคงแก่เรียนท่านนั้นที่ยังคงยืนอยู่ พร้อมกับพูดขออนุญาติที่จะกล่าวเื่ราวต่อไป ทำให้เ้าสำนักยิ้มรับน้อย ๆ จนหนวดเครากระตุกเบา ๆ
“อย่างที่ได้กล่าวไป ชางก้วนจุนนั้นควรค่าแก่คำว่าอัจฉริยะฟ้าประทานดั่งท่านเ้าสำนักว่า แต่สันดานเสียของเขาอาจเป็อุปสรรคต่อการฝึกยุทธในอนาคตได้”
พอได้รับอนุญาตเสร็จสิ้น ผู้าุโคงแก่เรียนก็กล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เพราะเขาเป็คนแรกที่รู้เื่ทั้งหมดเกี่ยวกับชางก้วนจุน ณ ที่แห่งนี้ เขาจึงทราบดีว่าเด็กคนนี้มีจุดเสียอะไรที่พึงต้องระวัง
“อย่างไรรึ?”
คำพูดนั้นกระตุกต่อมอยากรู้ของผู้าุโร่างท้วมท่านหนึ่งเข้า จึงได้ถามคาดคั้นขึ้นมา
“เขามักมองผู้อื่นต่ำต้อยกว่าตนเสมอ ทั้งยังทะนงตนระรานผู้อ่อนแอ ซ้ำร้าย เมื่อเริ่มมีลมปราณแกร่งกล้าขึ้นมาได้ั้แ่ 2 ปีก่อน ก็ยิ่งทำให้เขาสันดานเสียยิ่งขึ้น จนมีการโดดเรียนวิชาภาคทฤษฎีอยู่บ่อย ๆ อันเป็เหตุให้ระดับคะแนนตกลงในปีนี้”
ผู้าุโคงแก่เรียนกล่าวต่อแบบไม่รีรอ พร้อมกับสาธยายพฤติกรรมของยอดอัจฉริยะออกมาเป็ฉาก ๆ ให้ทุกคนได้รับรู้
“ข้าไม่เห็นว่านั่นจะเป็ปัญหาอย่างไร? นั่นคือนิสัยของผู้มีชัย! ยิ่งทะนงตนสิยิ่งดี! อ่อนแอก็เป็ได้แค่ไพร่เท่านั้นแหละ!”
เมื่อผู้าุโคงแก่เรียนพูดจบ ผู้าุโร่างท้วมก็ได้ลุกขึ้นพูดเถียงในทันที ในความเห็นของเขานิสัยของชางก้วนจุนมิได้เป็ปัญหาต่อโลกปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างโลกแห่งผู้ฝึกยุทธแม้แต่น้อย ซ้ำยังเหมาะสมยิ่งกว่าเหมาะสมด้วยซ้ำ
“ใช่ ๆ ผู้มีพลังย่อมเป็เช่นนี้ทั้งนั้นแหละ ท่านกังวลมากเกินไปแล้ว”
“ข้าเห็นด้วยกับทั้งสองท่านนะ ฮะฮ่า อย่างไรเสียเสี่ยวชางย่อมมิพลาดพลั้งต่อการสอบไล่นั้นหรอก”
ผู้าุโท่านอื่น ๆ เองต่างก็พูดพลางหัวเราะร่วนอย่างครื้นเครงด้วยความไร้กังวล พวกเขามั่นใจเหลือเกินว่าชางก้วนจุนจักต้องเป็ไปดั่งที่คาดหมายกันไว้
พรึ่บ
“...ข้าเข้าใจพวกท่านทุกคนนะ ผู้าุโภาคการศึกษาคงจะกังวลเื่นิสัยที่อาจจะพาให้เสียการเรียน แต่ความทะนงตนควรเป็สิ่งที่นักรบพึงมี มิเช่นนั้นจะถูกกดขี่เอาได้ง่าย”
เมื่อได้ฟังเื่ที่พวกผู้าุโพูดกันแล้ว ทำให้ท่านเ้าสำนักลุกขึ้นยืนจนทุกคนต้องเงียบลงไป ก่อนที่เขาจะเอ่ยร่ายยาวออกมาแล้วหันไปมองผู้าุโคงแก่เรียนด้วยแววตาเข้าอกเข้าใจ แต่ก็้าจะแสดงความเห็นของตนแฝงไปเช่นกัน
“ทางด้านผู้าุโภาคธุรกิจเองก็ไร้กังวลเกินไป นิสัยที่คิดว่าตนเก่งเกินไปอาจทำให้นักรบเสียคนได้เช่นกัน”
กลับกัน น้ำเสียงของท่านเ้าสำนักก็แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยเมื่อหันไปเสวนากับผู้าุโร่างท้วมผู้เป็ต้นคิดจุดประกายไร้กังวลนนั้น จนทำให้ผู้าุโร่างท้วมได้แต่พยักหน้ารับเจื่อน ๆ หลังโดนเ้าสำนักตำหนิเข้าไป
“เช่นนั้นแล้วข้าจึงอยากให้ท่านผู้าุโภาคการศึกษา รับหน้าที่จัดการปรับปรุงพฤติกรรมของชางก้วนจุนก่อนจะถึง่เวลาสอบนี่ ได้หรือไม่?”
ก่อนจะปิดท้ายด้วยการหันกลับมาพูดกับผู้าุโคงแก่เรียน พร้อมกับฝากฝังภาระสำคัญไว้บนบ่าให้จัดการต่อไป
“ข้าตั้งใจไว้เช่นนั้นขอรับ”
และผู้าุโคงแก่เรียนเองก็พยักหน้ารับสั้น ๆ พลางยืนยันให้ทุกคนในห้องได้รับรู้ว่าเขาเองก็้าจะให้ชางก้วนจุนยิ่งใหญ่ไม่ต่างกัน จึงได้พูดเื่เสื่อมเสียนี้ขึ้นมาเป็การติเพื่อก่อ หาข้อสรุปในการพัฒนากันต่อไป
“ดี! ถึงชางก้วนจุนจะเป็อัฉริยะฟ้าประทานที่น่าคาดหวัง แต่เราอย่าได้คิดทอดทิ้งศิษย์คนอื่น ๆ กันเสียล่ะ”
เมื่อได้เห็นคำยืนยันจากผู้าุโคงแก่เรียน ท่านเ้าสำนักผู้องอาจก็พยักหน้ารับอย่างยินดี ก่อนจะพูดขึ้นเสียงดังเพื่อแสดงจุดยืนให้ผู้าุโที่ปักใจไปกับชางก้วนจุนกันเกือบหมดแล้ว ทั้งได้รับรู้ว่าพวกเขาจะไม่ทอดทิ้งเด็กคนอื่น ๆ เช่นเดียวกัน
“..นอกเหนือจากชางก้วนจุนแล้ว ก็มีเหล่าศิษย์ที่ไปถึงระดับขั้นฝึกจิตอยู่สามคน ไม่ว่าจะเป็ จงเค่อฉิง วู่เล่ย และ เอ้ หลาน ทั้งสามต่างมีพร์ที่โดดเด่นไม่เลว และมีความตั้งใจในการเล่าเรียนไม่น้อย”
แม้ท่านเ้าสำนักจะพูดเช่นนั้น แต่ใน่ที่พูดถึงเหล่าศิษย์คนที่เหลือ พวกผู้าุโกลับไม่ได้ให้ความสนใจอันใดมากนัก อันเป็สันดานของเหล่าผู้รากมากดีจากเมืองใหญ่ที่ไม่ได้เหลียวแลอะไรนอกเสียจากผลประโยชน์สู่ตน ซึ่งเด็กที่กำลังเติบโตพวกนี้ไม่ได้มีประโยชน์อันใดต่อพวกเขา
ทำให้ผู้าุโคงแก่เรียนสามารถร่ายยาวเื่ราวของศิษย์ที่น่าสนใจอีก 7 คนที่เหลืออยู่ได้โดยมิมีผู้ใดพูดขัดขึ้นมาแม้แต่น้อย
“.. สำหรับศิษย์ขั้นฝึกกายที่น่าจับตามีเพียงเท่านี้ขอรับ”
“ดี! เท่านี้ก็เป็อันตัดสินแล้วใช่หรือไม่ว่าเราจะสนับสนุนผู้ใดบ้างในการสอบเข้าหลักสูตรฝึกยุทธ?”
“แน่นอนว่าต้องเป็ชางก้วนจุน!”
“สรุปว่าอย่างไรบ้างขอรับ ท่านเ้าสำนัก!”
ทันทีที่ผู้าุโคงแก่เรียนกล่าวจบ ผู้าุโที่เหลือก็เริ่มออกลายเกียจคร้านที่จะนั่งประชุมต่อหลังใช้เวลายาวนานกว่า 2 ชั่วยามในการนั่งฟังเื่ราวที่พวกเขาไม่ได้สนใจนอกเสียจากชางก้วนจุนเท่านั้น จึงทำให้พวกเขาพูดสรุปแบบคิดเองเออเองตามนั้น ก่อนจะพูดแล้วหันไปถามทางท่านเ้าสำนักที่นั่งเงียบตลอดมาเช่นเดียวกัน
“...”
แม้แต่เ้าสำนักผู้เด็ดเดี่ยวยังเกิดความลังเลไม่น้อยหลังได้ยินเื่ของศิษย์ที่น่าจับตามองทั้งหมด ต้องยอมรับเลยว่ามิได้มีใครฉายแสงเล็ดลอดออกมาจากชางก้วนจุนได้เลย จนทำให้เขาลังเลว่าจะแบ่งกำลังทรัพย์และเวลาไปสนับสนุนศิษย์คนที่เหลือบ้าง หรือจะทุ่มให้เพียงแต่ชางก้วนจุน แต่ชางก้วนจุนก็มีปัญหาทางด้านนิสัยอยู่บ้างจึงทำให้ท่านเ้าสำนักเกิดความลังเลเช่นนี้ขึ้นมา
“ข้ายังพูดไม่จบขอรับ…”
ทว่า ในตอนที่ทุกคนเตรียมจะหารือถึงเื่บทสรุป ผู้าุโคงแก่เรียนก็ได้พูดขัดขึ้นมา พร้อมกับหยิบใบกระดาษใบหนึ่งขึ้นมือ พร้อมกับยกมือขวาขยับแว่นตรงกรอบตาของตนเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเอื้อนเอ่ยเื่ราวของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง
“แม้เขาจะมิใช่หนึ่งในศิษย์ที่น่าจับตามอง เป็เพราะปัญหาเส้นลมปราณ หากแต่ถ้าพวกท่านคิดว่าความฉลาดรอบรู้และความใฝ่ดี เป็หนึ่งในสมบัติของอัฉริยะภาพ พวกท่านมิควรจะมองข้ามศิษย์ผู้นี้”
ในยามนี้ที่ได้กล่าวถึงเื่ราวของเด็กหนุ่มที่เป็ไม่ได้กระทั่งดาวจรัสแสงที่น่าจับตามองของสำนักเล็ก ๆ ในเมืองบ้านนอกเช่นนี้ สีหน้าของผู้าุโคงแก่เรียนเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและอบอุ่นออกมาอย่างปิดไว้ไม่มิด
“เยากั๋วซ่าน”
และนี่คือชื่อของเด็กหนุ่มคนนั้น ที่จู่ ๆ ก็ถูกกล่าวขานขึ้นมาในที่ประชุมโดยที่มิได้เป็แม้แต่หนึ่งในช้างเผือกผู้น่าจับตามอง…
ที่หลังจากนั้น ชื่อนี้จะสั่นะเืทั้งจักวรรดิจ่งหัวไปตลอดกาล