เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 24 หลบหนี

     อาอาอา…… เสียงกรีดร้องคร่ำครวญ ท่ามกลางแสงไฟ ยังมีเสียงโอดครวญ เงาสะท้อนจากแต่ละคนที่ทั้งดิ้นทุรนทุราย ทั้งบิดเบี้ยว ทั้งรวดเร็ว และหายลับไปอย่างช้า ๆ ท่ามกลางผืนพงไพร แผ่นดินอันกว้างใหญ่ ได้กลายเป็นขุมนรกทะเลเพลิงไปทั้งสาย ควันที่บีบตัวอันกันไว้จนแน่น จนเกิดเป็นเสียงดังเปรี้ยงปร้างขึ้นจากภายในร่างของมนุษย์ โชยพัดกลิ่นเหม็นไหม้ยากทนทาน ในระหว่างที่ควันธุลีกระจายสู่รอบด้าน ถึงกับทำให้เกิดความรู้สึกที่สะอิดสะเอียนออกมา ภายใต้อำนาจของฟ้าดินนี้ ชีวิตมนุษย์ธรรมดาก็อ่อนแอไม่ต่างอะไรไปจากแมลง ถึงกับถูกลบตัวตนได้ภายในชั่วอึดใจ มอดไหม้ด้วยการที่ถูกเปลวเพลิงที่รุนแรงกลืนกินหายไปจนหมดสิ้น! องค์หญิงพานอวิ๋นควบม้าวิ่งตะบึง จิตใจตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว ทอดตามองเปลวเพลิงที่ไล่ตามเข้ามา นางหยิบไข่มุกสีม่วงอ่อนชิ้นหนึ่งออกมาจากภายในถุงเก็บวัตถุ ไข่มุกส่องสว่างเป็นประกายสว่างไสว ด้วยที่มีสัญลักษณ์ลวดลายอักขระ ปกคลุมเต็มพื้นผิว จนดูเหมือนไม่ธรรมดาสามัญเป็นอย่างยิ่ง แต่ทว่าในเวลานี้นางก็ไม่สามารถอาจทำเป็นเล่นได้อีกแล้ว ทันทีที่หยิบมาไว้ในมือ ก็กระตุ้นพลังลมปราณ ถ่ายเทเข้าสู่ภายในไข่มุก ต้นกำเนิดพลังลมปราณได้ถ่ายเทเข้าสู่ภายในไข่มุกไม่หยุดไม่หย่อน ชั่วพริบตาหนึ่ง เสียง “ซวบ” เมื่อดังขึ้น! ไข่มุกสีม่วงอ่อนสาดเป็นประกายแสงอันคมกล้าแลบออกมา ระเบิดลำแสงสีม่วงอันระยิบระยับออกมาเล็กน้อย พริบตานั้นได้กลายเป็นฉากม่านบังตาสีม่วงสายหนึ่ง จนทำให้ตัวเองกับจ้าวหยางเซิง กู้ฉางเฟิงแล้วยังมีสาวใช้ข้างกายถูกปกคลุมเอาไว้ ม่านแสงนี้ที่พึ่งเกิดขึ้นเป็นชั้น ๆ เปลวเพลิงพลันทะลักล้นออกมา จนทำให้พวกเขาหลายคนถูกกลืนจนหายลับไป ที่น่าแปลกก็คือ เปลวเพลิงที่สามารถกลืนมนุษย์ให้หายไปได้จนไร้ร่องรอย แม้แต่เหล็กกล้าก็ยังถูกหลอมละลาย ทันทีที่กระทบกับม่านแสงนั้นถึงกับถูกกีดกันไว้อยู่ทางด้านนอก จนไม่อาจที่จะทำร้ายพวกเขาได้แม้แต่น้อย ลูกแก้วสีม่วงอ่อนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นสมบัติวิเศษอะไร ทันใดนั้นก็พลันสาดเป็นประกายสีม่วงเจิดจ้า ยังได้ค่อยปัดเป่าการแผดเผาจากเพลิงอัคคีด้วยม่านแสง ม่านแสงทั้งหมดถึงกับกำลังเกิดการสั่นสะเทือน จนเกิดเป็นเสียงระเบิดดังตูมตามขึ้นมาจากภายใน และเกิดการสั่นไหวขึ้นไม่หยุดไม่หย่อน และองค์หญิงพานอวิ๋นที่กำลังควบคุมไข่มุก ก็คล้ายกับได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างถึงที่สุด จนมีสีหน้าทั้งซีดทั้งขาว บิดเบี้ยวอย่างถึงที่สุด “ซู่ว!” ภายใต้สถานการณ์สุ่มเสี่ยง องค์หญิงพานอวิ๋นได้ตะโกนร้องขึ้นเสียงทุ้มต่ำ เปลี่ยนแปลงท่าทีที่ขี้เล่นตามปกติไปแทบจะเป็นคนละคน เรียกได้ว่าได้กระตุ้นใช้พลังลมปราณอย่างกินแรงกันเลยทีเดียว ทั้งยังถ่ายเทเข้าใส่ภายในลูกแก้วอยู่อย่างบ้าคลั่ง หลังจากนั้น ลูกแก้วนั้นเกิดการสั่นไหว จนในที่สุดก็สงบได้ในที่สุด วินาทีที่ฉากม่านสีม่วงนั้นยังได้มั่นคงขึ้นอีกมากอักโข แต่ทว่า เพลิงผลาญนี้แทบจะไม่ได้ถูกปัดป้องไปได้อย่างสมบูรณ์ไม่ โดยเฉพาะกับตอนที่ใช้ทักษะระเบิดอัคคีนี้ในระดับขั้นที่สอง ถึงกับเกิดเป็นพลังอำนาจที่ไม่ธรรมดายิ่งกว่าเดิม ถึงอย่างไรเจวี๋ยหวู่หมิงก็ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่องค์หญิงพานอวิ๋นแค่คนเดียวอยู่แล้ว แต่กลับได้รับผลกระทบโดยที่เล็กน้อยแต่กลับไม่สามารถประเมินได้ก็เท่านั้น ด้วยพลังในการกัดกร่อนชนิดนี้ ได้เกิดเป็นม่านแสงสีม่วงพุ่งโถมออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เหมือนกับธารแห่งฮวางเชวียน[1] ที่มีอยู่อย่างไม่จบไม่สิ้น เกิดเป็นคลื่นซัดสาดระลอกแล้วระลอกเล่า กัดกร่อนซึ่งทุกสิ่ง ม่านแสงสีม่วงที่เมื่อตกอยู่ท่ามกลางการโจมตีนี้ ประกายแสงอันคมกล้าได้พลันมืดมิดลงในทันที และเกิดการสั่นสะเทือนขึ้นอย่างรุนแรง เกิดเป็นรอยแตกร้าวเล็ก ๆ น้อย ๆ ปรากฏออกมา จนคล้ายกับน่าจะพังทลายลงได้ทุกเวลา และในเวลาเดียวกันนี้เอง จุดที่ผู้คนหลายคนอยู่ท่ามกลางม่านแสง ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิจนเริ่มสูงขึ้น จนคล้ายกับเหมือนอยู่ท่ามกลางกองเพลิง ยากที่จะทนทานอย่างถึงขีดสุด! “อสูรงูเหลือมสีชาดนี้ช่างเป็นตัวอันตรายมากจนเกินไปแล้ว!ไข่มุกเมฆากระจ่างของข้าก็ยังไม่สามารถทนทานได้นานจนเกินไปนัก!ศิษย์พี่กู้ ท่านมิใช่ว่าเอาไว้ว่าสามารถสยบสัตว์อสูรตัวนี้ด้วยปลอกคอกำราบสัตว์งั้นหรอกหรือ? ตอนนี้ยังไม่รีบใช้ออกมาเถอะ เพื่อใช้โอกาสในตอนที่ไข่มุกเมฆากระจ่างยังสามารถต้านทานเอาไว้ได้ ใช้ปลอกคอกำราบสัตว์นั้นของท่านเข้าทำการกำรวบอสูรตัวนี้เถอะ มิเช่นนั้น วันนี้พวกเราคงจะต้องย่ำแย่กันแล้ว!” องค์หญิงพานอวิ๋นที่พบเห็นอำนาจจากเปลวเพลิงนี้ที่ยิ่งมาก็ยิ่งรุนแรง จนคล้ายกับว่าไม่มีท่าว่าจะหยุดลงได้เลย แรงกดดันที่คอยต้านทานเอาไว้ยิ่งมาก็ยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนมีสีหน้าเศร้ารันทด พร้อมกับตะโกนออกมา กู้ฉางเฟิงที่มีสีหน้าเคร่งขรึม ทั้งยังรู้ว่าตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน จึงได้รีบเก็บงำท่าทีที่ทำเป็นเล่นตามปกติไปในทันที จากนั้นก็ได้พยักหน้าแล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แตกต่างไปจากปกติ: “องค์หญิงท่านมิต้องปลงพระทัยไป!ปลอกคอกำราบสัตว์ของข้านี้ยังเป็นถึงอุปกรณ์ปราณชั้นเลิศ แม้แต่สัตว์อสูรในช่วงโอสถอสูรยังต้องถูกสยบได้ อสูรอสรพิษถึงแม้จะมีพลังมนตราแข็งแกร่ง แต่ยังไม่ถึงขั้นที่แปรลักขณา ย่อมยังไม่มีพลังมากพอที่จะต้านทานปลอกคอกำราบสัตว์เอาไว้ได้อยู่แล้ว” เขาได้พึมพำกับตัวเองขึ้นในใจ จากนั้นก็ได้พลิกมือ จนเกิดเป็นประกายแสงสีทองเหลืองอร่ามเพิ่มขึ้นผ่านปลอกคอขึ้นอย่างน่าประหลาด “กำราบสัตว์ สยบอสูร ไป!” แต่เมื่อพบว่ากู้ฉางเฟิงได้ทำให้ปลอกคอนี้ลอยคว้างอยู่กลางเวหา และขยับนิ้วมือผนึกเคล็ดพลัง จนเกิดเป็นพลังลมปราณสีครามสายหนึ่งกระแทกเข้าใส่ปลอกคอกำราบสัตว์ที่ลอยอยู่กลางเวหา “ครืน!” ปลอกคอกำราบสัตว์ถึงกับสั่นสะท้าน เกิดเป็นเสียงอึงอลบางเบา เกิดเป็นประกายแสงสาดออกมาเป็นวงกว้าง เกิดเป็นสายลมเข้ารับที่รุนแรง ในระหว่างที่กู้ฉางเฟิงชี้นิ้วออกมาไป ทันใดนั้น ก็ได้กลายเป็นแสงสีทองหอบหนึ่งพุ่งเข้าใส่ร่างงูเหลือมของเจวี๋ยหวู่หมิง “หึ หาที่ตาย!” สายตานั้นที่หันไปมองเหมือนกับแมลงที่ความตายกล้ำกรายเข้ามา นี่ยังกล้ามาต่อต้านอีกงั้นหรือ แววตาเจวี๋ยหวู่หมิงพลันสาดเป็นประกายไม่แยแสเลยแม้แต่น้อย เพียงส่งเสียงดังเหอะออกมาอย่างเย็นชา พร้อมทั้งอ้าปากพ่นเปลวเพลิงออกมาขุมหนึ่ง โดยที่โถมเข้าใส่ปลอกคอกำราบสัตว์ไปทันที แต่ที่เหนือความคาดหมายก็คือ เมื่อปลอกคอกำราบสัตว์ส่องแสงสีครามออกมา เปลวเพลิงนั้นคล้ายกับหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย พุ่งเข้าใส่เจวี๋ยหวู่หมิงโดยที่ระดับความเร็วไม่ได้ลดทอนลงเลย เจวี๋ยหวู่หมิงพลันเกิดความระแวดระวัง ถึงแม้จะไม่รู้ว่าสมบัติวิเศษโบราณชิ้นนี้เป็นอะไร แต่ก็พอที่จะเข้าใจได้ว่าไม่สามารถใช้หลักเหตุผลในแบบเดิมมาตัดสินได้อีก จึงค่อยเปลี่ยนไปใช้หางฟาดใส่แทน ซึ่งไม่ต่างอะไรไปจากแส้เส้นหนึ่ง พร้อมกับเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นกับปลอกคอกำราบสัตว์ที่ลอยอยู่ พริบตาที่ปลอกคอกำราบสัตว์และหางอันเหยียดยาวปะทะกัน พลันเกิดเสียงครืนดังออกมา! ปลอกคอกำราบสัตว์เพียงเกิดเสียงจากการสั่นเล็กน้อย แสงสีครามอันหนาแน่นพลันปรากฏเป็นความหนาทึบขึ้นชั้นหนึ่ง พลังอันเร้นลับจากอักขระโองการแต่ละสายได้ถูกกระตุ้นและพุ่งออก หางอันใหญ่โตของเจวี๋ยหวู่หมิงกับอักขระโองการอันประหลาดพวกนี้เมื่อปะทะกันถึงกับเกิดเป็นแรงระเบิดขึ้น เพียงได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น ในช่วงเวลาอันกระชั้นชิด : พลันเกิดเป็นเสียงคล้ายกับโลหะกระทบกันจนเกิดเป็นประกายไฟจนดัง “ตึงตึงตึงตึงตึง~~” ภายใต้วิถีพลังจากการโจมตีอันมากมายมหาศาล อักขระโองการเหล่านี้ถึงกับพลันสลายหายไปทีละอย่าง ประกายอันคมกล้าจากปลอกคอกำราบสัตว์ถึงกับเริ่มมัวหมองขึ้นโดยพลัน จนในที่สุด ท้ายที่สุดอักขระโองการก็ถูกแส้หางฟาดจนแหลก ปลอกคอกำราบสัตว์สาดเป็นประกายนิ่งสงัด โดยที่ดีดตีย้อนกลับไปยังทางด้านนั้นไป “พรวด!” กู้ฉางเฟิงได้แสดงสีหน้าขาวซีด อ้าปากกว้างคายยันต์โลหิตแผ่นหนึ่งออกมา สมบัติวิเศษเกิดเสียงดังเปรี้ยงปัง ภายใต้การเชื่อมโยงผ่านพลังปราณ เขาถึงกับถูกพลังตีโต้กลับมาในทันที จนถึงกับได้รับบาดเจ็บสาหัสไปในทันที “แย่แล้ว ไป!” องค์หญิงพานอวิ๋นที่พบว่าแม้แต่ปลอกคอกำราบสัตว์ที่ไม่อาจทำอะไรเจวี๋ยหวู่หมิงได้ ในใจก็ได้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวออกมาอย่างรุนแรง ถึงกับต้องสบถร้องออกมาเสียงเจื้อยแจ้ว พลิกฝ่ามือฟาดออก และเกิดเป็นประกายแสงของยันต์ปราณแลบผ่านขึ้นมาอีกหลายสาย โดยที่ฟาดเข้าใส่คนที่อยู่ข้างกายหลายคนนั้น กู้ฉางเฟิงและพวกเพียงรู้สึกว่ามิติช่องว่างรอบบริเวณพลันเกิดภาพที่เหมือนกับมายาขึ้นเป็นสาย ร่างกายคล้ายกับเบาบางลง จนคล้ายกับกำลังเลือนรางหายลับไปจากมิติเวลาสายนี้ไปก็มิปาน “ยันต์เคลื่อนส่งย้าย!” ในใจผู้คนพลันเกิดความลิงโลดยกใหญ่ จนผ่อนลมหายใจออกมาอย่างปลอดโปร่งคล้ายกับรอดพ้นจากประตูแห่งความตาย เมื่อมียันต์เคลื่อนส่งย้ายนี้ พวกเขาจึงค่อยรอดปลอดภัยมาได้... [1] น้ำพุที่เมื่อดวงจิตของคนที่ตายแล้วจะไปเยือนเพื่อนำพาไปสู่ภพภูมิใหม่