ระบบสังหารเทพ ภาค นรกไร้สิ้นสุด

    [GKS] ตอนที่ 35 : ปราณลวงพิสดาร

    ผู้ที่เส้นชีพจรพลังขาด หรือไร้พลังธาตุ พลังกลางกายจะมองไม่เห็น เป็นสีมืดแม้มองด้วยตาวิญญาณแล้วก็ตาม


    ระดับ 1 ทั่วไปจะเป็นสีแดงเลือด ระดับที่ 2 ถึง 3 สีแดงจะค่อยๆ จางลงไป

    ระดับ 4 [นักรบ] ธาตุพลังจะออกเป็นสีชมพูเวลาใช้เนตรวิญญาณมอง

    ระดับ 5 [จอมคน] จะเป็นสีชมพูออกไปทางสีส้มในผู้อยู่ระดับสูง

    ระดับ 6 [จอมยุทธ์] จะเป็นสีส้มอ่อนออกเหลืองในระดับสูง

    ระดับ 7 [จ้าวยุทธภพ] จะเป็นแสงสีเหลืองอ่อนๆ ส่องสว่าง ยิ่งสว่างมากก็แสดงว่าระดับเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่พร้อมจะเข้าสู่อีกระดับที่สูงกว่า คือขอบเขตแห่งทวยเทพ


    หากแต่ในดินแดนนี้ หาได้มีผู้รู้ในขอบเขตที่สูงกว่านี้ไม่ แม้จะมีก็อาจจะมีเพียงน้อยนิดเหลือเกิน


    นี้คือสิ่งที่ชาวยุทธ์ที่มีเนตรวิญญาณรู้และเข้าใจ แต่ถึงยังนั้นก็มีเคล็ดวิชาในการซ่อนหรือปลอมระดับฐานพลังอยู่ไม่น้อยเช่นกัน


    ————————————————

    ชื่อ : จ้าว เฉียว เฟง [ อายุ 11 ปี]


    ระดับ : [4] นักรบขั้น 3 จาก 9 ขั้น


    สภาวะร่างกาย : [2002/3010]


    พลังกาย [1520] โจมตี [1950] ป้องกัน [692] ว่องไว [1120] สิติปัญญา [3080] โชคชะตา [105]


    พลังปราณ : [9522]


    พลังวิญญาณ : [6502]


    ธาตุพลัง : [ดิน 540] : [น้ำ 850] : [ลม 550] : [ไฟ 1065] : [ ทอง เหล็ก 580] : [สายฟ้า 825]


    วิชาที่มี : [ระดับเบื้องต้น 2555] : [ระดับต่ำ 24505] : [ระดับกลาง 5502]


    สถานะพิเศษ : [เศษจิตวิญญาณจ้าวหมื่นมาร] [เนตรวิญญาณของขวัญจากจ้าวหมื่นมาร]


    ————————————————


    หลังจากสำเร็จวิชา ตอนนี้เฉียวเฟิงตั้งใจศึกษาอีกวิชาทันที "ปราณลวงพิสดาร" วิชานี้ไม่ได้มีความน่าสนใจที่การเสริมพลัง แต่เป็นการเพิ่มลดระดับฐานพลังของตัวเองได้อย่างปลอม โดยมีเงื่อนไขที่น่าสนใจ เช่น


    หากระดับฐานพลังของคุณอยู่ ระดับที่ 4 ฐานพลังระดับนักรบ คุณสามารถกดพลังของคุณมาอยู่ที่ระดับ 3 ชื่อเรียกฐานพลังขั้นสูงได้


    โดยการกดพลังอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ลมปราณของผู้ฝึกนั้นแข็งแกร่งขึ้น และระดับฐานพลังจะเติบโตขึ้นเองอย่างช้าๆ อีกด้วย


    แต่หากคุณกดระดับฐานพลังของตัวคุณลง 2 ระดับ จากระดับที่ [4] ฐานพลังนักรบเป็นระดับที่ [2] ฐานพลังทั่วไป ระดับพลังปราณคุณจะเติบโตรวดเร็วขึ้นไปอีกเท่าตัว หากแต่ตัวผู้กดฐานพลังก็จำต้องอดทนต่อความเจ็บปวดทางกายจากการกดระดับฐานพลังนี้


    ต่อมาในส่วนของการเพิ่มระดับฐานพลังปราณนั้น ในการเพิ่มฐานพลังขึ้น 1 ระดับ สามารถทำได้โดยมีระยะเวลาราว 1 ก้านธูป หากเกินกว่านี้จะทำให้เส้นชีพจรฉีกขาดเสียหาย และในรายที่ร้ายแรงอาจจะทำให้กลายเป็นคนพิการได้


    นอกจากนั้นแม้จะไม่ถึงธูป 1 ดอก หากแต่ในการยกระดับฐานพลังชั่วคราวนั้น มันจะแตะไปที่ความเจ็บปวดอันมากล้นในการรีดเร้นระดับพลังด้วยวิธีนี้


    นอกจากนั้นการยกระดับฐานพลังด้วยเคล็ดวิชาพิเศษนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ฝึกจะมีระดับพลังปราณเท่ากับตอนที่ตัวเองอยู่ในระดับพลังนั้นๆ จริงๆ


    พลังที่เพิ่มขึ้นคือ 2 ใน 3 ส่วน ของระดับพลังที่น่าจะมีเมื่อผู้ฝึกเคล็ดวิชาปราณลวงพิศดารไปถึงระดับฐานพลังนั้น


    ดังนั้นหลังจากรู้เรื่องเหล่านี้แล้ว เฉียวเฟิงก็จำต้องระวังในการใช้เคล็ดวิชานี้อย่างมากเช่นกัน หากจะใช้มันเพื่อยกระดับฐานพลังชั่วคร่าว


    แต่สำหรับเฉียวเฟิงตอนนี้ ความสนใจในเคล็ดวิชานี้จริงๆ กลับเป็นเพราะเป้าประสงค์อื่น ไม่ใช่เพื่อยกระดับฐานพลังไปต่อสู้


    ตัวเฉียวเฟิงเองมันต้องการเพียงแค่ระมัดระวังตัวต่อผู้มีเคล็ดวิชาเนตรวิญญาณประเภทต่างๆ


    เพราะตัวเฉียวเฟิงนั้น มันเกรงการเป็นเป้าสนใจอันไม่ควร เพราะหามีผู้ใดรู้ระดับฐานพลังของตัวมัน


    เฉียวเฟิงมันต้องเป็นที่สงสัยแน่นอนกับขอบเขตพลังที่ตัวมันครอบครองอยู่ในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่ยังมีอายุเพียงราวๆ 11 ปี


    ดังนั้นหากตัวเฉียวเฟิงสามารถกดระดับฐานพลังตัวเองให้ต่ำลงได้ ด้วยวิธีนี้เฉียวเฟิงจะสามารถเคลื่อนไหวและทำการต่างๆ ได้อิสระมากกว่า


    เมื่อคิดได้ดังนั้นเฉียวเฟิงจึงเริ่มฝึกเคล็ดวิชานี้ทันที ไม่ช้าตัวมันก็เข้าสู่มิติในห้วงจิตของตัวเองอีกครั้งเพื่อทบทวนวิธีการฝึก ก่อนจะออกจากห้วงจิตเพื่อฝึกเคล็ดวิชานี้อย่างจริงจัง


    โดยในรอบนี้ไม่มีร่างวิญญาณของจ้าวหมื่นมารมาช่วยอีก แต่ด้วยความที่วิชานี้ไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรที่ยาก มีเพียงรูปแบบการเดินพลังที่ซับซ้อนเป็นพิเศษ จึงไม่เป็นปัญหากับเฉียวเฟิงเลยแม้แต่น้อย...


    เฉียวเฟิงใช้เวลาเพียงไม่นานความสำเร็จเชิงยุทธ์ก็ปรากฏขึ้นทันที


    สมแล้วที่ตัวมันและจ้าวหมื่นมารแท้จริงคือคนคนเดียวกัน


    "พวกเจ้าพักผ่อนกันพอแล้วหรือยัง" เฉียวเฟิงกล่าวเด็กน้อยพานลี่และหลีกัง ที่นั่งฝึกเคล็ดวิชาลมปราณในห้องรับรอง กันคนละมุม


    "ข้าพร้อม" หลีกังลืมตาและรีบพูด

    "ข้าก็...พร้อม" พานลี่พูดอย่างเป็นกังวลในใจลึกๆ ของเด็กน้อยคนนี้ นางยังหวาดกลัวเรื่องผีสางอยู่ เพราะแบบนั้นนางจึงรีบพูดกับศิษย์พี่ด้วยเสียงสั่น หวังในใจลึกๆ ว่าตัวเองจะไม่ต้องไปที่นั่น "ศิษย์พี่พวกเราคงไม่ได้ไปที่นั้นกันใช่ไหม..."

    เฉียวเฟิงยิ้มให้พานลี่ก่อนจะตอบคำถามของนาง "เจ้ารู้ใจข้ายิ่งนัก วันนี้พวกเราจะไปที่นั่นกัน"

    ตอนนี้พานลี่ทำท่าตัวสั่น พร้อมไปอยู่หลังหลีกังอย่างเป็นกังวล พูดน้ำเสียงสั่นหวังให้หลีกังเป็นที่พึงของนาง "หลีกังเจ้าต้องดูแลข้าด้วย และเดินนำหน้าข้าเสมอ ห้ามห่างข้าเป็นอันขาด ไม่งั้นข้าจะเตะเจ้าให้ขาหักเลย"


    หลีกังยิ้มรับและหัวเราะเบาๆ "ได้เลย"


    ...ตอนนี้ทั้งสามเร่งเดินทางสู่ยอดเขาอดีตที่ตั้งสำนักสยบมังกร ตลอดทางพานลี่แอบบ่นถึงความน่ากลัวของสถานที่แห่งนี้ให้หลีกังฟังอยู่ตลอด แต่หลีกังไม่เพียงไม่กลัวแถมเด็กน้อยยังดูสนใจและอยากรีบไปดูสิ่งที่พานลี่เล่าให้เห็นกับตาอีก


    ‘สำนักสยบมังกร’ แต่เดิมเคยเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่อย่างมากในแดนใต้ของอาณาจักรเก้ามังกร มันมีอายุยาวนานมากกว่าพันปี ตราบจนกระทั่งเมื่อประมาณ 350 ปีก่อน อาณาจักรเก้ามังกรได้มียอดกษัตริย์ที่มีฐานพลังระดับสูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือระดับ ‘จ้าวยุทธภพ’ พร้อมด้วยสุดยอดเคล็ดวิชาประหลาดที่ว่ากันว่าเป็นเคล็ดวิชาระดับตำนานที่แหวกท้องฟ้า ป่นขุนเขาเป็นธุลีได้ด้วยสองมือ


    ทำให้อาณาจักรเก้ามังกรได้ขยายอาณาเขตไปทั่วตลอดช่วงอายุ 150 ปี ที่พระองค์มีชีวิตอยู่ และดินแดนแห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยมีสำนักสยบมังกรเป็นแกนนำต่อสู้กับกษัตริย์แห่งอาณาจักรเก้ามังกรอยู่เกือบๆ 20 ปี


    สุดท้ายสำหนักสยบมังกรก็ฝ่ายแพ้ เพราะทนต่อการปะทะกับยอดกษัตริย์ไม่ไหว ในที่สุดก็จำเป็นต้องถอยรนออกจากพื้นที่ไปยังแผ่นดินอาณาจักรแม่ของตัวเองในอาณาเขตที่ลึกขึ้น


    โดยปัจจุบันมีแนวเขาทอดยาวอันเป็นชายแดนของ ’เมืองหางมังกรสะบัดน้ำ’ เป็นเขตแดนของ ‘อาณาจักรเก้ามังกร’ และ ‘อาณาจักรดับตะวัน’


    นอกจากนั้นสิ่งสำคัญที่ควรรู้ จุดที่ตั้งของสำนักสยบมังกรในอดีต อันเป็นสถานที่ที่เฉียวเฟิงให้พานลี่ซื้อนั้นเป็นสถานที่บัญชาการหลักในการทำสงครามอย่างมีนัยยะสำคัญด้วย มันมีปริศนาบางอย่างที่ทำให้ทั้งสำนักสยบมังกรและอาณาจักรดับตะวันต่อสู้ยี่สิบกว่าปีเพื่อรักษาที่ตั้งสำนักแห่งนี้ให้ได้


    เฉียวเฟิงรู้เรื่องนี้ดีเพราะมันเป็นภาระกิจในเกมที่ตัวมันได้เข้าร่วม ซึ่งหลังจากทำภารกิจลับสำเร็จผู้เล่นทุกคนก็จะรู้เรื่องราวความลับที่ซ้อนไว้ในซากแห่งสำนักสยบมังกรแห่งนี้


    และนั่นก็เป็นเหตุผลหลักที่เฉียวเฟิงซื้อสถานที่แห่งนี้!!!


    เพราะความลับอันยิ่งใหญ่ที่ซ้อนในที่ตั้งสำนักสยบมังกรแห่งนี้คือ ‘บึงวิญญาณ’ ที่ช่วยในการเติบโตของพลังยุทธ์ตั้งแต่ระดับนักรบจนถึงจอมยุทธ์ ที่สามารถใช้ในการดูดซัพพลังลึกลับจากบึงวิญญาณได้


    และนอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ยังมีห้องลับต่างๆ อีกมากมายที่ซ่อนเอาไว้ โดยภายในนั้นมีเคล็ดวิชาลับแห่งสำนักสยบมังกรสลักเอาไว้อยู่อย่างมากมาย เพื่อรอผู้มาเปิดเผย หากแต่สำหรับเฉียวเฟิงในปัจจุบันเคล็ดวิชาใดๆ ในสำนักสยบมังกรมันหาได้สนใจไม่ เพราะมันพึ่งได้รับเคล็ดวิชาจากระบบสังหารเทพมาอย่างมากมาย จนแทบจะไม่สนใจเคล็ดวิชาใดๆ ที่ซ่อนในสำนักสยบมังกรอีกต่อไป


    หากแต่บึงวิญญาณกลับเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับตัวมัน นอกจากนั้นสถานที่ตั้งแห่งสำนักสยบมังกร ก็ยังนับเป็นสมบัติอันล้ำค่ายิ่งเช่นกันในการเติบโต และขยายอำนาจในดินแดนนี้อย่างมั่นคง


    เพราะหลัก 5 ธาตุและการตั้งค่ายกล พลังธรรมชาติสำคัญยิ่ง ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีมันอย่างสมบูรณ์

    คล้ายกับเรื่องระบบสังหารเทพ ภาค นรกไร้สิ้นสุด ที่คุณอ่าน