ตอนที่ 16: เสียงแตกในค่ายป่า
แสงอรุณยามเช้าตรู่พยายามทอดตัวผ่านม่านหมอกหนาทึบและยอดไม้สูงตระหง่าน ทว่าความสว่างไสวของดวงอาทิตย์กลับไม่อาจสาดส่องทะลุทะลวงเข้ามาถึงจิตใจอันมืดมนของชาวบ้านในค่ายป่าแห่งนี้ได้เลย ลานดินกว้างกลางค่ายที่เคยเป็นจุดศูนย์รวมความมีชีวิตชีวา บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยบรรยากาศแห่งความตึงเครียด อึดอัด และสิ้นหวังราวกับมีเมฆหมอกแห่งความตายลอยล่องอยู่เหนือศีรษะ of ทุกคน
สายลมหนาวพัดโชยมาปะทะผิวกาย หอบเอาความชื้นของหยาดน้ำค้างและกลิ่นอายของดินโคลนมาด้วย แต่มันไม่อาจดับความร้อนรุ่มในอกของเหล่าผู้ลี้ภัยได้ ชาวบ้านนับร้อยชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชายฉกรรจ์ หญิงชรา หรือเด็กเล็ก ต่างออกมายืนจับกลุ่มเบียดเสียดกันอยู่ที่ลานกว้าง ทุกใบหน้าล้วนฉาบไล้ไปด้วยความหวาดวิตก ดวงตาหลายคู่แดงก่ำจากการอดนอนและร้องไห้ เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ประสานกับเสียงสะอื้นไห้เบาๆ สะท้อนถึงความแตกแยกที่กำลังกัดกินค่ายลี้ภัยแห่งนี้อย่างช้าๆ หลังจากที่ทุกคนได้ยิน 'เงื่อนไขตัวประกัน' อันแสนโหดร้ายจากข้าศึก
บนแคร่ไม้ไผ่ที่ถูกยกพื้นสูงขึ้นมาเล็กน้อย ร่างของชายชราผู้เป็นดั่งเสาหลักของค่ายป่ายืนตระหง่านอยู่ ทว่าแผ่นหลังที่เคยเหยียดตรงด้วยความภาคภูมิใจบัดนี้กลับค้อมต่ำลงราวกับแบกรับน้ำหนักของภูเขาทั้งลูกเอาไว้ 'ผู้ใหญ่บ้าน' บิดาบังเกิดเกล้าของแม่หญิงชงโค มีสีหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผากของเขาเม้มเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง ดวงตาที่เคยฝ่าฟันอุปสรรคมานับไม่ถ้วนบัดนี้กลับวูบไหวไปด้วยความหวาดกลัวและอ่อนล้า
"พี่น้องเอ๊ย..." เสียงแหบพร่าของผู้ใหญ่บ้านดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด แม้จะไม่ดังนักแต่ก็ดังก้องกังวานไปถึงก้นบึ้งหัวใจของทุกคน "พวกเอ็งก็รู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้มันเลวร้ายเพียงใด แคว้นพยัคฆ์ทมิฬมันส่งคนมาล้อมรอบค่ายเราไว้หมดแล้ว ทางการก็ทอดทิ้งพวกเรา... ไม่มีกำลังหนุน ไม่มีเสบียงกรังมาช่วย ถ้าพวกเรายังดันทุรังแข็งข้อต่อไป หมู่บ้านของเรา ค่ายลี้ภัยของเรา คงต้องถูกกวาดล้างจนสิ้นซากเป็นแน่แท้!"
คำกล่าวของผู้นำหมู่บ้านเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนกลางใจของชาวบ้าน เสียงฮือฮาดังขึ้นระงม ความหวาดกลัวที่ถูกกดทับไว้ปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
"แล้วเราจะทำเยี่ยงไรดีจ๊ะผู้ใหญ่! พวกมันโหดเหี้ยมอมหิตราวกับปีศาจร้าย ขืนสู้ไปพวกเราก็ตายเปล่า!" หญิงชราคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลอาบสองแก้มที่เหี่ยวย่น
ผู้ใหญ่บ้านสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับรวบรวมความกล้าหาญเฮือกสุดท้าย ก่อนจะประกาศการตัดสินใจที่กรีดแทงหัวใจตนเองที่สุด "ข้า... ข้าได้ตัดสินใจแล้ว เราจะยอมสวามิภักดิ์ต่อแคว้นพยัคฆ์ทมิฬ เราจะส่งเสบียงกรังครึ่งหนึ่งที่เรามีอยู่ให้พวกมัน... เพื่อแลกกับการรักษาชีวิตของทุกคนเอาไว้ และ... เพื่อแลกกับชีวิตเมียของข้าที่ถูกพวกมันจับตัวไปเป็นข้อต่อรอง"
สิ้นคำประกาศอันเจ็บปวด ลานกว้างก็แทบจะลุกเป็นไฟ ชาวบ้านแตกคอกันเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งคือเหล่าผู้เฒ่าผู้แก่และคนขลาดกลัวที่รักตัวกลัวตาย ต่างพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว พวกเขาคิดเพียงแค่อยากมีชีวิตรอดไปวันๆ แม้จะต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ หรือตกเป็นเบี้ยล่างก็ยอม ทว่าอีกฝ่ายหนึ่งคือเหล่าคนหนุ่มสาววัยฉกรรจ์ที่มีสายเลือดนักสู้ไหลเวียนอยู่ในกาย ต่างส่งเสียงโห่ร้องคัดค้านอย่างรุนแรง
"ยอมเป็นทาสพวกมัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น! เสบียงที่เรามีอยู่ก็แทบจะไม่พอยาไส้ ขืนส่งให้พวกมันครึ่งหนึ่ง พวกเราก็ต้องอดตายกันหมดอยู่ดี!" ชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนก้องด้วยความคับแค้นใจ
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ร่างระหงของ 'แม่หญิงชงโค' ก้าวฝ่าฝูงชนออกมาเบื้องหน้า ใบหน้าคมเฉี่ยวที่เคยหยิ่งผยองและเยือกเย็นอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววเด็ดเดี่ยวบัดนี้สั่นระริกด้วยความสับสนและปวดร้าวอย่างแสนสาหัส
"พ่อจ๋า..." เสียงหวานใสของชงโคสั่นสะท้าน เธอช้อนสายตาขึ้นมองผู้เป็นพ่อด้วยความรู้สึกที่แตกสลาย "ข้าเป็นห่วงแม่ ข้ารักแม่ยิ่งกว่าชีวิตของข้าเอง แต่... แต่การยอมจำนนเช่นนี้ มันคือการขายศักดิ์ศรีของพวกเรานะจ๊ะพ่อ! พ่อจะยอมให้พวกมันเหยียบย่ำย่ำยีพวกเราไปตลอดชีวิตเยี่ยงนั้นหรือ?"
ชงโคร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาจอัดอั้น ความรู้สึกในใจของเธอตีรวนกันจนแทบจะบ้าคลั่ง ใจหนึ่งเธอก็อยากจะบุกน้ำลุยไฟไปช่วยมารดาที่ถูกจับเป็นตัวประกัน แต่อีกใจหนึ่งเธอก็เกลียดชังความอ่อนแอและขี้ขลาดของบิดาที่ยอมก้มหัวให้กับศัตรูง่ายดายเช่นนี้ การยอมก้มหัวครั้งนี้หมายถึงการสูญเสียอิสรภาพไปตลอดกาล
"เอ็งยังเด็ก เอ็งไม่เข้าใจหรอกนังชงโค!" ผู้ใหญ่บ้านตวาดลั่นด้วยความโมโหที่ถูกลูกสาวแท้ๆ หักหน้าต่อหน้าธารกำนัล ทว่าในน้ำเสียงนั้นกลับแฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่ปิดไม่มิด "ชีวิตของแม่เอ็ง และชีวิตของทุกคนในค่ายนี้สำคัญกว่าศักดิ์ศรีจอมปลอมพวกนั้น! ข้าเป็นผู้นำ ข้าต้องเลือกทางที่รักษาชีวิตคนส่วนใหญ่เอาไว้!"
"แต่การยอมก้มหัวให้พวกเดนมนุษย์พยัคฆ์ทมิฬ มันไม่ใช่การรอดชีวิตจ้ะพ่อ! มันคือการลากทุกคนลงสู่นรกอเวจีต่างหาก!" ชงโคเถียงกลับอย่างไม่ลดละ สองมือกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุดราวกับสายธนูที่ถูกง้างจนสุดล้า พร้อมจะขาดสะบั้นลงได้ทุกวินาที เสียงด่าทอโต้เถียงกันระหว่างชาวบ้านสองฝ่ายเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นการลงไม้ลงมือกันเอง ความแตกแยกได้หยั่งรากลึกลงไปในจิตใจของทุกคนแล้ว
ทว่า... ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังจะลุกลามบานปลายจนยากจะควบคุม เสียงปรบมือที่ดังเป็นจังหวะเชื่องช้าแต่หนักแน่นก็ดังแหวกอากาศขึ้นมา
แปะ... แปะ... แปะ...
"แหมๆๆ... ช่างเป็นบทละครเวทีฉากโศกนาฏกรรมที่ซาบซึ้งกินใจเสียเหลือเกินนะขอรับ ท่านผู้ใหญ่"
น้ำเสียงยียวนกวนประสาทที่คุ้นหูดังขึ้นจากทางด้านหลังของฝูงชน ชาวบ้านต่างชะงักงันและหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ก่อนที่ฝูงชนจะค่อยๆ แหวกทางออกเป็นช่องว่าง เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเดินกระย่องกระแย่งเข้ามา
เขาคือ 'เป้า' ขุนศึกผู้มีสรีระช่วงล่างใหญ่โตผิดมนุษย์มนา สภาพของเขาในตอนนี้ดูไม่ต่างอะไรจากมัมมี่ที่เพิ่งลุกขึ้นมาจากหลุมศพ เนื้อตัวตั้งแต่ลำคอจรดปลายเท้าถูกพันเอาไว้ด้วยผ้าพันแผลสีหม่นจนขมวดรุงรังไปหมด ร่องรอยของเลือดสีแดงคล้ำยังคงซึมทะลุผ้าออกมาให้เห็นเป็นหย่อมๆ บ่งบอกถึงบาดแผลฉกรรจ์ที่ยังไม่หายดี ทว่าสิ่งที่ขัดแย้งกับสภาพร่างกายอันบอบช้ำอย่างสิ้นเชิง คือรอยยิ้มทะเล้นและดวงตาที่แฝงไปด้วยความกะล่อนทว่าแหลมคมราวกับพญาเหยี่ยวที่จ้องมองเหยื่อ
การปรากฏตัวของเป้าพร้อมกับรอยยิ้มกวนโอ๊ยของเขา กระตุกบรรยากาศที่แสนอึดอัดให้ขาดสะบั้นลงในพริบตา
"ไอ้เป้า! เอ็งยังมีหน้ามาเสนอหน้าอยู่อีกรึ สภาพปางตายเยี่ยงนี้ยังไม่เจียมตัว!" ชายแก่ฝ่ายยอมจำนนคนหนึ่งตวาดขึ้น
เป้าไม่ได้ใส่ใจคำด่าทอนั้น เขาเดินลากขาข้างที่เจ็บเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงกลางลานกว้าง ประจันหน้ากับแคร่ไม้ไผ่ที่ผู้ใหญ่บ้านยืนอยู่ เขาแสร้งทำท่ายกมือขึ้นลูบคางที่เต็มไปด้วยไรหนวดเขียวครึ้ม ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ
"เจียมตัวรึ? หึ... ข้าเจียมตัวแน่ล่ะลุง แต่ข้าทนฟังเรื่องตลกฝืดๆ ไม่ไหวต่างหาก" เป้าเชิดหน้าขึ้น นัยน์ตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผู้ใหญ่บ้านอย่างไม่เกรงกลัว "ยอมส่งเมีย ส่งข้าวให้เขา... รบร้อยครั้ง ก็เป็นทาสร้อยครั้ง! ท่านคิดจริงๆ หรือว่าพวกหมาป่าพยัคฆ์ทมิฬมันจะรักษาสัจจะ? วันนี้มันขอเสบียงครึ่งหนึ่ง ขอเมียท่านไป พรุ่งนี้มันก็จะกลับมาขอลูกสาวท่าน ขอที่ดินท่าน ขอชีวิตพวกท่าน! คนที่ยอมคุกเข่าให้ศัตรูตั้งแต่ยังไม่ได้ชักดาบ ก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องหาความปรานีใดๆ ทั้งสิ้น!"
คำพูดของเป้าเปรียบเสมือนหอกแหลมที่พุ่งทะลวงเข้ากลางอกของผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านฝ่ายขี้ขลาดอย่างจัง ชงโคที่กำลังร้องไห้อยู่ถึงกับชะงัก เธอเบิกตากว้างมองชายหนุ่มร่างหนาที่มักจะทำตัวกะล่อนปลิ้นปล้อนไปวันๆ ทว่าในยามนี้ แผ่นหลังของเขากลับดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามอย่างประหลาด
"ปากดีนักนะไอ้เป้า! ถ้าไม่ยอมจำนน แล้วเอ็งมีปัญญาไปสู้กับพวกมันรึไง! พวกมันมีอาวุธครบมือ มีกำลังพลมากกว่าเราหลายเท่า!" ผู้ใหญ่บ้านตวาดกลับ หน้าดำหน้าแดงด้วยความโกรธที่ถูกเด็กเมื่อวานซืนฉีกหน้ากลางสภา
"ใครบอกให้ไปสู้กับพวกมันตรงๆ เล่า ท่านผู้ใหญ่ เอ๊ย... ท่านพ่อตาในอนาคต" เป้าขยิบตาให้ชงโคอย่างยียวนจนหญิงสาวหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนเขิน "ในเมื่อเราไม่มีอาวุธ ไม่มีเสบียง... เราก็ไปเอามาจากพวกที่มันหักหลังเราสิ!"
"เอ็งหมายความว่าเยี่ยงไร?"
เป้าแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม รังสีอำมหิตบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากร่าง "หมู่บ้านผาแดงที่อยู่ข้างเคียงเราไงล่ะ! ไอ้พวกทรยศที่แอบส่งข่าวเรื่องเสบียงของเราให้พวกพยัคฆ์ทมิฬ จนแม่หญิง... เอ่อ จนแม่ของชงโคต้องถูกจับตัวไป พวกมันอุดมสมบูรณ์นักไม่ใช่หรือ? มีทั้งอาวุธเหล็กกล้า มีทั้งเสบียงกรังตุนไว้เพียบ!"
เป้ากวาดสายตามองชาวบ้านรอบๆ ด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งการต่อสู้ "พวกเราจะจัดกำลังคน ลอบโจมตีหมู่บ้านผาแดงในคืนนี้! ปล้นอาวุธ ปล้นเสบียงของพวกมันกลับคืนมาให้หมด! เอาเลือดของพวกคนทรยศมาสังเวยเป็นปฐมฤกษ์ ก่อนที่เราจะไปสู้กับพวกพยัคฆ์ทมิฬ! สร้างขีดความสามารถในการรบของเราให้แข็งแกร่งขึ้น! แทนที่จะนั่งรอความตายอยู่ที่นี่ ทำไมเราไม่เป็นฝ่ายบุกไปปล้นพวกที่มันรังแกเราก่อนเล่า!"
ข้อเสนออันบ้าคลั่งและแหกคอกของเป้าทำเอาชาวบ้านทั้งลานเบิกตาโพลง อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าชายหนุ่มท่าทางกะล่อนคนนี้จะมีความคิดที่กล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ทว่าในความบ้าคลั่งนั้น มันกลับแฝงไปด้วยตรรกะและเส้นทางแห่งการรอดชีวิตที่ชัดเจนที่สุด
จิตวิญญาณแห่งนักสู้ที่หลับใหลอยู่ในสายเลือดของชาวบ้านเริ่มถูกปลุกให้ตื่นขึ้น ความหวาดกลัวที่เคยเกาะกินจิตใจค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมและไฟแค้น เสียงพึมพำเห็นด้วยเริ่มดังขึ้นจากกลุ่มคนหนุ่มสาว ก่อนจะลุกลามขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว
"ไอ้เป้าพูดถูก! ข้าไม่ยอมเป็นทาสพวกมันหรอก! ข้าจะไปปล้นหมู่บ้านผาแดงด้วย!" ชายหนุ่มคนหนึ่งชูหมัดขึ้นฟ้าตะโกนก้อง
"ใช่! สู้ตายดีกว่าอยู่อย่างหมา!" อีกคนตะโกนเสริม
เสียงโห่ร้องสนับสนุนดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งค่ายป่า สายตาของชาวบ้านที่เคยมองเป้าด้วยความดูแคลน บันนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสและศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม
ในเสี้ยววินาทีที่ความฮึกเหิมของฝูงชนพุ่งถึงขีดสุด เสียงอันคุ้นเคยที่ดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทของเป้าก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับกระแสพลังงานประหลาดที่ไหลเวียนพลุ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
*("ติ๊ง! ปากดีขี่ม้าสามศอกขัดคอผู้ใหญ่บ้านจนชาวบ้านตบมือเกรียว! โฮสต์ได้รับบัฟความเชื่อมั่นสะสมพลังกายา บรรลุ ‘กายาเหล็กไหล ขั้นที่ 8’ (ความทนทานสะสม: 190/300 ➔ 350/500 สำหรับเตรียมขึ้นขั้น 9) พละกำลังเพิ่มเป็น 4.5 ชั่ง ยืดเหยียดร่างกายพร้อมรบแล้วจ้า!”)*
น้ำเสียงของ 'ระบบเทพแมงดาโบราณ' ยังคงกวนอวัยวะเบื้องล่างเช่นเคย แต่มันกลับทำให้เป้าลอบยิ้มกริ่มอยู่ในใจ ความรู้สึกปวดร้าวจากบาดแผลทั่วร่างมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง กล้ามเนื้อทุกมัดบีบรัดตัวแน่นขึ้น ผิวหนังของเขาดูราวกับจะเปล่งประกายสีทองแดงอ่อนๆ ออกมา พละกำลังที่เพิ่มพูนขึ้นทำให้เขารู้สึกเหมือนสามารถชกหินผาให้แหลกละเอียดได้ด้วยมือเปล่า
เป้ายืนยืดอกรับเสียงโห่ร้องของชาวบ้านอย่างภาคภูมิใจ ทำท่าทีองอาจห้าวหาญราวกับขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ที่เพิ่งกำชัยชนะกลับมา
ทางด้านผู้ใหญ่บ้าน เมื่อเห็นว่าอำนาจการนำของตนถูกช่วงชิงไปต่อหน้าต่อตา แถมชาวบ้านยังหันไปคล้อยตามไอ้หนุ่มกะล่อนนี่กันหมด ใบหน้าของชายชราก็บิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดและอับอาย เขาโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม กระทืบเท้าลงบนแคร่ไม้ไผ่อย่างแรงก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีฝ่าฝูงชนออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ ทิ้งให้ชงโคมองตามแผ่นหลังของบิดาไปด้วยสายตาที่ซับซ้อนยากจะคาดเดา
ทว่า... ความเท่และความองอาจของขุนศึกเป้าใหญ่ก็อยู่ได้เพียงไม่นาน
เมื่อฝูงชนเริ่มแยกย้ายกันไปเตรียมตัวลับมีดและรวบรวมกำลังคนตามแผนการที่เป้าวางไว้ ร่างกายที่ถูกกระตุ้นด้วยอะดรีนาลีนและพลังของระบบก็เริ่มแสดงผลข้างเคียง แม้ความเจ็บปวดจะทุเลาลง แต่บาดแผลฉกรรจ์บนเรือนร่างก็ยังคงอยู่ และการฝืนยืนเกร็งกล้ามเนื้อปั้นหน้าเท่เป็นเวลานานก็ดึงเอาพลังงานไปจนหมดสิ้น
พรึ่บ!
เป้าที่กำลังจะหันหลังเดินกลับไปพักที่กระท่อม จู่ๆ แข้งขาก็เกิดอ่อนแรงลงกะทันหันราวกับถูกตัดเอ็น เข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงกระแทกพื้นดิน ร่างหนาที่พันด้วยผ้าพันแผลโงนเงนและกำลังจะล้มฟาดลงกับพื้นอย่างหมดสภาพ
"พี่เป้า!"
เสียงหวานใสที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้น พร้อมกับร่างอรชรของหญิงสาวที่ถลันเข้ามาด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ 'แม่หญิงกระดังงา' ที่ยืนเฝ้ามองเป้าด้วยความห่วงใยอยู่ห่างๆ ตลอดเวลา รีบพุ่งตัวเข้ามารับร่างอันหนักอึ้งของชายหนุ่มเอาไว้ได้ทันท่วงที
กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้ป่าอ่อนๆ ผสมผสานกับกลิ่นกายสาวอันเป็นเอกลักษณ์ของกระดังงา โชยเข้าแตะจมูกของเป้าทันทีที่ใบหน้าของเขาซบลงบนเนินอกนุ่มหยุ่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าแถบสีชมพูปนส้ม ความนุ่มนวลและไออุ่นจากอ้อมกอดของเธอเปรียบเสมือนน้ำอมฤตที่ชโลมลงบนบาดแผลทั้งกายและใจของเขา
"พี่เป้าเป็นเยี่ยงไรบ้างจ๊ะ! ทำไมถึงฝืนสังขารออกมาทำเก่งเช่นนี้ บาดแผลยังไม่ทันสมานดีเลยนะจ๊ะ!" กระดังงาเอ็ดเบาๆ น้ำตาหยดใสๆ ไหลรินลงมาอาบแก้มเนียน เธอประคองใบหน้าของเป้าไว้ด้วยสองมือที่สั่นเทา ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววห่วงใยและเจ็บปวดแทนเขาอย่างสุดซึ้ง
เป้าพยายามปรือตาขึ้นมองใบหน้าหวานละมุนของหญิงสาวที่อยู่ห่างเพียงคืบ แม้ร่างกายจะอ่อนล้าแทบขาดใจ แต่สัญชาตญาณความกะล่อนของเขาก็ยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์ เขาฝืนยิ้มบางๆ ออกมา ก่อนจะแกล้งทิ้งน้ำหนักตัวพิงอกอวบอิ่มของเธอให้แนบแน่นยิ่งขึ้น
"โอ๊ย... เจ็บเหลือเกินจ้ะแม่กระดังงาคนสวย พี่เจ็บจนแทบจะขาดใจอยู่แล้ว..."เป้าแสร้งทำเสียงโอดครวญน่าสงสาร "ถ้าไม่ได้แม่กระดังงามาช่วยประคองไว้ พี่คงต้องหัวฟาดพื้นสิ้นชีวาไปแล้วเป็นแน่แท้ กลิ่นหอมๆ ของแม่กระดังงาเนี่ย ชื่นใจกว่ายาสมุนไพรหม้อไหนๆ เสียอีกนะจ๊ะ"
"พี่เป้า! เวลาเยี่ยงนี้ยังจะมาปากดีกะล่อนอยู่อีก!" กระดังงาหน้าแดงซ่านด้วยความขัดเขิน แต่ก็ไม่กล้าผลักร่างของเขาออกเพราะกลัวจะกระทับกระเทือนบาดแผล เธอทำหน้ามุ่ยค้อนให้เขาขวับหนึ่ง ก่อนจะสอดท่อนแขนเรียวเข้าไปประคองเอวหนาของชายหนุ่มเอาไว้แน่น "ลุกขึ้นมาจ้ะ ประเดี๋ยวข้าจะพยุงพี่กลับไปพักที่กระท่อมยาเอง ฝืนเดินไม่ไหวก็บอกข้าสิ... ข้าเต็มใจดูแลพี่เสมอแหละจ้ะ"
คำพูดที่แสนซื่อตรงและแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความผูกพันของกระดังงา ทำให้เป้าอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นวาบไปทั้งหัวใจ เขาไม่ได้แกล้งโอดครวญต่อ ยอมปล่อยให้ร่างบางพยุงร่างอันใหญ่โตของเขาเดินกะเผลกกลับไปสูดกลิ่นอายความนุ่มนวลที่กระท่อมยาอย่างว่าง่าย ทิ้งความตึงเครียดและความวุ่นวายของการเตรียมศึกไว้เบื้องหลังชั่วคราว เพื่อเตรียมรับการเยียวยาแสนหวานที่จะเกิดขึ้นในค่ำคืนนี้
---
**[รายงานสถานะระบบเทพแมงดาโบราณ]**
* **สถานะผู้ใช้:** เป้า (ขยะเหล็กไหล)
* **ระดับพลัง:** กายาเหล็กไหล ขั้นที่ 8
* **ค่าความทนมือทนตีน:** 350/500
* **พละกำลัง:** 4.5 ชั่ง
* **แต้มระบบโบราณ:** 700 แต้ม
* **วิชาที่ครอบครอง:** กายาเหล็กไหล ขั้น 8, คาถาวาจาอ้อนหญิง, มนต์ลืมเจ็บ
---