ซูเข่อซิงนั่งพิงหัวเตียงในเรือนของนางปกติเวลานี้นางควรจะนอนได้แล้ว แต่เพราะนางนอนไม่หลับในใจเอาแต่นึกถึงเหตุการณ์วันนี้ที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงของฉู่เสียนเฟย นึกถึงคำปฏิเสธการมีคู่ครองของฉู่ละเหี่ยโฉว
นางจำได้ว่าในชาติที่แล้วซินหยางเฟิ่งแต่งงานกับฉู่โม่โฉวตอนอายุสิบเจ็ดปี
‘แสดงว่าตอนนี้ท่านชายฉู่ยังไม่มีใครในใจหากเป็ไปตามเดิมดังชาติที่แล้ว ข้าก็จะมีเวลาอีกสองปีสินะแต่ข้าก็ยังไม่อาจวางใจนังซินหยางเฟิ่งได้ไม่แน่ว่านางอาจจะเอาหน้ามาเสนอให้ท่านชายฉู่เห็นก็ได้ ดังนั้นข้าต้องทำให้นางเดินตามรอยเดิมของข้าในชาติที่แล้ว ส่วนข้าก็จะมีความสุขเหมือนนางในชาติที่แล้วเช่นกัน’
หญิงสาวครุ่นคิด ในแววตาสาดประกายความมุ่งมั่น
เมื่อตั้งเป้าหมายในชีวิตได้แล้ว ซูเข่อซิงก็ค่อยๆขยับกายลงนอน แต่นางยังคงไม่หลับในหัวมีภาพตอนที่นางได้พบกับเจียงหลิวเหว่ยเป็ครั้งแรกที่ตลาดตอนนั้นซินฮุ่ยชิวเอาไก่ป่าที่บังเอิญจับได้ไปขายที่ตลาดแล้วนางขอไปด้วย
ขณะที่นางเดินเที่ยวโดยแยกกับลุงที่ตลาดมีอันธพาลคนหนึ่งลวนลามนาง นางไม่ยอมจนเกิดมีปากเสียงกันชายคนนั้นโมโหแล้วตบหน้านาง ทั้งที่มีคนอยู่เยอะแยะ แต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยนางเลยทุกคนได้แต่มอง บางคนร้องห้าม แต่พอโดนชายคนนั้นตะคอกไม่ให้เข้ามายุ่งคนเ่าั้ก็กลัวหัวหด ไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วยนางอีกมีเพียงเจียงหลิวเหว่ยคนเดียวเท่านั้นที่เข้าไปผลักอันธพาลออกไปไม่ให้ทำร้ายนางจากนั้นเขาก็ถูกอันธพาลซ้อมจนน่วมโชคยังดีที่มีเ้าหน้าที่ของทางการที่คอยดูแลความสงบของชาวบ้านเดินผ่านมาอันธพาลคนนั้นจึงวิ่งหนีไป ส่วนนางก็รีบพาเขาไปหาหมอ
เขาบอกว่าก่อนหน้านี้เขาเคยถูกอันธพาลสามคนรุมทำร้ายจนเขาขาหักและซี่โครงร้าวในเวลานั้นไม่มีใครช่วยเขาเลย หากมีคนมาช่วยเขา เขาก็คงไม่เจ็บหนักถึงเพียงนั้นเขาต้องนอนพักรักษาตัวอยู่นานถึงสามสี่เดือน เมื่อเขาเห็นนางถูกทำร้ายจึงนึกถึงตัวเองในวันนั้น เขาจึงเข้าไปช่วยนาง
นางรู้สึกขอบคุณเขาและซาบซึ้งใจมาก
หลังจากนั้น เขาและนางก็หาโอกาสพบกันบ่อยๆจนเกิดเป็ความชอบพอ แล้วเขาก็มาสู่ขอนางในเวลาต่อมา ตอนแรกๆ เขาก็ดีกับนางมากไม่คิดเลยจริงๆ ว่าเขาจะเปลี่ยนไป
ซูเข่อซิงกะพริบตา หลุดจากภวังค์ความคิดแล้วคำนวณเวลาอย่างจริงจัง
'จริงสิดูเหมือนว่าตอนนั้นข้าได้พบกับเจียงหลิวเหว่ยตอนที่ข้าอายุได้ประมาณสิบห้าปีกว่าๆหากดูจากเวลา นังซินหยางเฟิ่งกับข้าอายุเท่ากันแสดงว่าอีกประมาณไม่เกินสองสามเดือนสินะที่นางจะได้พบกับเจียงหลิวเหว่ยน่ะ'
ซูเข่อซิงยกยิ้มมุมปากเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่นางพบเจียงหลิวเหว่ยครั้งแรกโดยเปลี่ยนจากหน้าของตนเองเป็ใบหน้าของซินหยางเฟิ่ง เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา เปลี่ยนเป็ใบหน้าของซินหยางเฟิ่ง เมื่อมโนนึกภาพแล้วซูเข่อซิงก็หลุดหัวเราะออกมา
“ฮ่าฮ่าฮ่า นังซินหยางเฟิ่ง นับวันรอได้เลยอีกไม่นานเ้าก็จะเดินเข้าสู่เส้นทางนรกเหมือนที่ข้าเคยผ่านมาก่อน... เอ๊ะหรือว่าข้าจะเร่งเวลาให้เ้าดีนะ”
ซินหยางเฟิ่งพลิกตัวนอนตะแคงแล้วครุ่นคิดจากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะส่งคนไปดูสถานการณ์ของซินหยางเฟิ่งและเจียงหลิวเหว่ยในขณะนี้ดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะเร่งเวลาเส้นทางนรกให้ซินหยางเฟิ่งดีหรือไม่อีกอย่างนางอยากรู้ด้วยว่าซินหยางเฟิ่งร้องไห้เสียน้ำตาไปกี่ถังแล้วอยากฟังสภาพอเนจอนาถของนาง
‘เมื่อชาติที่แล้วเ้าสุขสบายนักใช่หรือไม่ขโมยชีวิตดีๆ ของข้าไปใช่หรือไม่ข้าอยากเห็นสภาพเป็ทุกข์ของเ้าตอนนี้ด้วยตาของข้าเองจริงๆแต่มดอย่างเ้าไม่ได้รับเกียรตินั้นจากข้าหรอก ฮึ!’
ซูเข่อซิงหลับตาลงจินตนาการภาพในหัวถึงสถาพของซินหยางเฟิ่งที่กำลังร้องไห้ยกขวานขึ้นผ่าฟืนตักน้ำจากบ่อแล้วหกล้มหน้าคะมำน้ำสาดกระจายเต็มพื้นเหวี่ยงจานข้าวต้มที่เต็มไปด้วยน้ำแล้วะโทั้งน้ำตาว่า ข้าทนไม่ไหวแล้ว ข้าหิวจากนั้นก็นั่งลงบนพื้นดิน สลัดแขนขา ดิ้นไปมาเหมือนคนบ้าเพราะไม่พอใจสภาพความเป็อยู่ที่ตกต่ำทุกข์ยากของตนเอง
ซูเข่อซิงนอนอมยิ้มกับภาพในหัวของตนเองจนผล็อยหลับไป
ณ ครอบครัวซิน เมืองฉูเฉิง
สะใภ้จางเรียนรู้วิธีการทำข้าวมันไก่จากซินหยางเฟิ่งในเช้าวันต่อมานางคิดว่าข้าวมันไก่ไม่ได้ทำยากอย่างที่คิดเพียงแค่ขั้นตอนวิธีการทำซับซ้อนนิดหน่อยและนางก็ยังทำไม่คล่องอีกเล็กน้อยเท่านั้นนางฝึกอยู่สองสามวันจนมั่นใจแล้วว่าทำได้แน่นอน จึงทำไปขาย โดยตัวนางและสามีนำข้าวมันไก่ห่อใบบัวไปช่วยกันขายที่ตลาด
ทุกคนที่บ้านรอลุ้นว่าสะใภ้จางและซินฮุ่ยชิวจะขายข้าวมันไก่ได้สำเร็จหรือไม่
วันแรกมีคนซื้อไม่ถึงครึ่ง จึงขาดทุน สะใภ้จางกลับมาบ่น
“เพราะคนยังไม่รู้จักข้าวมันไก่น่ะสิเ้าคะไม่แปลกที่พวกเขาจะไม่ซื้อ” ซินหยางเฟิ่งคาดเดาสาเหตุที่ขายได้น้อย
“ถ้าเช่นนั้นข้าควรทำเช่นไรดีเล่า”สะใภ้จางสีหน้าห่อเหี่ยว นางคิดว่าข้าวมันไก่ของนางอร่อยมากแล้วแท้ๆนางตั้งความหวังไว้สูง ลงทุนซื้อวัตถุดิบ ลงทุนเสียเวลาฝึก แต่กลับขายไม่ออกนางขาดทุนย่อยยับเลย
“อืม...” ซินหยางเฟิ่งครุ่นคิด จากนั้นเสนอความเห็น
“พวกท่านลองทำกระทงเล็กๆแล้วตักข้าวใส่ให้พวกเขาชิมสักคำสองคำโดยไม่คิดเงินสิเ้าคะ พอพวกเขาได้ชิมพวกเขาก็อาจจะตัดสินรสชาติได้ ข้าเชื่อว่าข้าวมันไก่อร่อยๆอัดแน่นไปด้วยคุณภาพเช่นนี้ต้องขายได้แน่นอนเลยเ้าค่ะ”
สะใภ้จางได้ฟังก็ขมวดคิ้วแน่น รู้สึกไม่เห็นด้วย“ยังไม่ทันขายได้ ก็ให้ชิมโดยไม่คิดเงินเสียแล้ว ต้นทุนก็ไม่ใช่ถูกๆจะให้ชิมฟรีได้อย่างไร และถ้าชิมแล้วไม่ซื้อเล่า จะไม่ยิ่งขาดทุนกันไปใหญ่หรือ”
“โธ่ ป้าสะใภ้ต้องคิดไกลๆ สิเ้าคะจะมาคิดเล็กคิดน้อยกับของแค่นี้ได้อย่างไร นี่เรียกว่ากลยุทธ์เรียกร้องความสนใจหากอยากได้รับความสนใจก็ต้องลงทุนหน่อยเ้าค่ะ”ซินหยางเฟิ่งรู้สึกละเหี่ยใจกับป้าสะใภ้จอมงกคนนี้เหลือเกิน
ซินฮุ่ยชิวคิดตามที่ซินหยางเฟิ่งพูดเขาก็รู้สึกคล้อยตาม “ก็จริงอย่างที่หยางเฟิ่งพูดนะ”
เมื่อเห็นว่าท่านลุงและป้าสะใภ้เริ่มคล้อยตามนางจึงพูดต่อ
“หรือไม่ท่านก็ลองคิดว่าตัวเองเป็ลูกค้าสิเ้าคะท่านอยากลองอาหารใหม่ๆ แต่ไม่รู้ว่ามันจะอร่อยจริงหรือเปล่า แค่แม่ค้าบอกว่าอร่อยท่านก็จะเชื่อเลยหรือ ถ้าราคาถูกหน่อยท่านอาจจะลองเลยก็ได้แต่นี่ตั้งสิบอีแปะเชียวนะ มันก็เป็เื่ธรรมดาที่จะต้องพิจารณาให้มากหน่อยแต่ถ้าท่านได้ชิมแล้วพบว่ามันอร่อยคุ้มราคา ท่านจะซื้อหรือไม่เล่า”
“นี่เ้าจะบอกว่าข้าขายแพงเกินไปใช่หรือไม่ข้าวที่ให้ก็เยอะ ไก่ก็ให้ไม่น้อย ไหนจะเครื่องปรุงต่างๆ อีกเล่าหากไม่คิดราคานี้ก็ไม่คุ้มค่าเหนื่อย” สะใภ้จางหงุดหงิดนางยังคงหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตัวเองคิด จับข้อความได้แค่คำว่า สิบอีแปะ
ซินหยางเฟิ่งอยากจะยกมือขยี้หัวตัวเองนักมนุษย์ป้าคนนี้หลงประเด็นหรือเปล่าเนี่ย
หญิงสาวพยายามเก็บอารมณ์แล้วพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆๆราคาสมเหตุสมผลแล้ว ปัญหาคือ เขาไม่รู้จัก เขาจึงไม่กล้าซื้อ แต่หากเขาได้ชิมแล้วข้าเชื่อว่าท่านต้องขายได้มากขึ้นแน่นอนเ้าค่ะ”
“อืม ที่เ้าพูดก็มีเหตุผล”ซินฮุ่ยชิวคิดตามแล้วพยักหน้าเห็นด้วย
ซินหยางเฟิ่ง “ใช่ไหมล่ะ”
“เอาเช่นนั้นก็ได้ พรุ่งนี้ข้าจะลองทำตามที่เ้าว่า”สะใภ้จางพยักหน้าแบบไม่เต็มใจนัก แต่นางก็คิดวิธีอื่นไม่ออกจึงต้องลองทำตามคำแนะนำ
แล้ววันนี้ครอบครัวซินก็ได้กินข้าวมันไก่ที่ขายไม่หมดเป็อาหารเย็นกันทุกคน
วันต่อมา สะใภ้จางทำตามที่ซินหยางเฟิ่งแนะนำเมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็นสองสามีภรรยาก็ยิ้มหน้าบาน ไม่ต้องถามก็รู้คำตอบรอยยิ้มกับตะกร้าที่ว่างเปล่าเป็คำตอบแล้ว
สะใภ้จางเล่าว่าหลังจากที่คนได้ชิม ก็บอกว่าอร่อยแล้วซื้อกันจนหมดในเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามครึ่งเท่านั้นและยังมีคนที่ยังอยากซื้ออีกแต่ห่อข้าวที่เตรียมไปขายหมดเสียก่อน
สะใภ้จาง “พรุ่งนี้ข้าจะเตรียมให้มากกว่าวันนี้”
ซินหยางเฟิ่ง “ท่านลองดูก็ได้ แต่อย่าเพิ่มให้มากเกินไปเพราะหากขายไม่หมดกำไรก็จะลดลง”
ความฮึกเหิมของสะใภ้จางในคราแรก ที่คิดว่าจะทำเพิ่มเป็สองเท่าแต่เมื่อถูกซินหยางเฟิ่งทัก ความฮึกเหิมก็กลายเป็ห่อเหี่ยวนางจึงคิดใหม่ว่าจะทำเพิ่มขึ้นอีกเพียงสิบห่อเท่านั้น
แล้ววันต่อมาข้าวมันไก่ที่แม้จะทำเพิ่มแล้วแต่ก็ยังขายหมดอีกเช่นเคย ทำให้ทุกคนในครอบครัวซินรู้สึกยินดี
ซินหยางเฟิ่งรู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องห่วงต้องเตือนอีกแล้วพวกเขาน่าจะประมาณตนได้ หากนางพูดไปเสียทุกอย่าง แทนที่จะเห็นว่านางหวังดีอาจจะกลายเป็เห็นว่านางอิจฉาแทนก็ได้
ตอนนี้ซินฮุ่ยชิวไม่ได้ออกไปทำงานรับจ้างแล้วเขาคอยช่วยสะใภ้จางหาวัตถุดิบ ช่วยห่อข้าว แล้วนำไปขายที่ตลาด
ซินลี่ถังยังคงปักผ้าเพื่อหารายได้เช่นเดิมเพราะสะใภ้จางไม่อยากทิ้งหนทางเพิ่มรายได้เข้าบ้านแม้ว่าขายข้าวมันไก่จะทำเงินได้มากกว่าและเห็นเงินเร็วกว่าการปักผ้าก็ตาม
ยามซื่อ ซินหยางเฟิ่งวางกระบอกลูกธนูในตะกร้าสะพายหลังในมือถือคันธนู ตั้งท่าเตรียมพร้อมจะเดินออกจากบ้าน
“เ้าจะไปไหน”ซินกังถามทันทีเมื่อเห็นท่าทางเตรียมพร้อมของนาง
“เ้าไม่เห็นหรือ” ซินหยางเฟิ่งถามกลับพร้อมกับยกมือขึ้นให้เห็นคันธนูชัดๆ
“อือ แล้วทำไมเ้าไม่ชวนข้า”ซินกังยังคงหาเื่นางต่อไป เขารู้สึกว่านางชอบหนีไปคนเดียว ไม่ชวนเขา
“เอาละ เอาละ ถ้าเ้าอยากจะไปก็ไปด้วยกันเถอะไม่ต้องมาพูดนั่นถามนี่ให้เปลืองน้ำลาย” ซินหยางเฟิ่งโบกมือขัดการพูดของเขา
ซินกังนี่อะไรก็ดีหรอก แต่ชอบตามนางเป็หางน้อยๆและชอบอ้างว่าตามคุ้มครอง เพราะนางเป็ผู้หญิง เขาเป็ผู้ชาย ช่างยึดถือระบบปิตาธิปไตยโดยแท้ซินหยางเฟิ่งได้แต่ส่ายศีรษะ