บทที่ สิบสอง
ละครของตัวเอก
จวนจะสิ้นยามอู่ [1] ระหว่างทางที่รถม้าของสกุลฟ่านเคลื่อนเข้าสู่ลานกว้างหน้าจวนฟ่านหนิงเวลานี้ใบหน้าที่เปล่งปลั่งแจ่มใส แววตาดูมีชีวิตชีวานางขยับตัวเข้าไปหามารดาในที่นั่งอยู่ในรถม้า ด้านฮูหยินฟ่านเมื่อได้เห็นว่าบุตรสาวมิได้มีท่าทางหม่นหมองเศร้าสลดเหมือนสามวันก่อนหากกลับมาเปี่ยมด้วยพลังชีวิตอีกครั้งก็แช่มชื่นตาม
“ท่านแม่ วันนี้ข้าอยากออกไปในเมืองเ้าค่ะจะนำพิณไปซ่อมสายที่ขาดได้ไหมเ้าคะ”ฟ่านหนิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสดใส
ฮูหยินฟ่านทอดสายตามองบุตรสาวใจหนึ่งโล่งอกใจหนึ่งก็ยินดีนักพลางคิดดีใจที่วันนี้พาบุตรสาวไปพบพี่สาวในวังด้วยกันนางคงดีใจมากจน้าจะซ่อมสายพิณที่ขาดให้เสร็จในเร็ววันความจริงเื่นี้ให้คนงานนำไปทำก็ได้ แต่ในเมื่อนางยอมเปิดปากขอตนก็ไม่อยากขัดให้กลับไปหม่นหมองอีก
“เช่นนั้นก็ดี เ้าจะไปกับใครเล่า” ฮูหยินถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอสาวใช้ติดตามไปสองสามคนก็พอเ้าค่ะหวังจิ้งหยูหวังจิ้งเหมยแล้วก็จางไป๋ซินก็พอ”
“อืม...ดีแล้วเช่นนั้นไปเถิด แต่กลับมาก่อนเย็นเล่า เข้าใจหรือไม่?” ฮูหยินฟ่านตอบอนุญาตฟ่านหนิงก็พยักหน้าอย่างเข้าใจกฎเกณฑ์
ไม่นานนักรถม้าก็มาถึงหน้าจวนฟ่านหนิงนั่งอยู่ในรถอย่างเงียบสงบ รอจนสาวใช้กลับไปนำพิณที่สายขาดออกมาจากเรือนเมื่อทุกอย่างพร้อม รถม้าก็เคลื่อนไปตามถนนที่ทอดสู่ย่านการค้าในเมือง
รถม้ามาจอดลงใกล้ๆ กับร้านเครื่องดนตรีชื่อเซิงตั๋วเข่าจี้ฟ่านหนิงหันไปสั่งแก่หวังจิ้งหยูกับหวังจิ้งเหมยสาวใช้ทั้งสองก้าวลงไปรับคำสั่งอย่างนอบน้อม
“เ้านำพิณไปซ่อมรอจนแล้วเสร็จแล้วไปเจอข้าที่ร้านเครื่องเขียนอวิ๋นไห่เก๋อเข้าใจหรือไม่” ฟ่านหนิงกำชับเสียงเรียบซึ่งร้านเครื่องเขียนนั้นไม่ใช่ที่อื่นไกล เป็ร้านของสกุลฟ่านเอง นางไปมาบ่อยๆ
“เ้าค่ะ”สาวใช้ทั้งสองขานรับพร้อมกันก่อนพากันหายเข้าไปในร้าน
ฟ่านหนิงมองตามด้วยสายตาเรียบนิ่งครั้นแล้วจึงก้าวกลับเข้าไปในรถม้าที่จอดนิ่งอยู่ด้านข้างรถม้าที่เงียบสงัดมีเพียงจางไป๋ซิน ผู้เป็สาวใช้ที่นางเหลือไว้ข้างกายในเวลานี้ “ได้นำออกมาหรือไม่”ฟ่านหนิงเอ่ยเสียงต่ำ
จางไป๋ซินไม่รอช้ารีบหยิบห่อผ้าที่ซ่อนอยู่ด้านหลังรถม้าออกมาแล้วยื่นส่งให้ผู้เป็นาย “นำมาแล้วเ้าค่ะคุณหนูใหญ่”
ฟ่านหนิงคลี่ยิ้มบาง “มาช่วยข้าเปลี่ยนชุด”
ภายในไม่กี่อึดใจอาภรณ์ใหม่ก็ถูกสวมแทนชุดงดงามเดิม นางสวมเสื้อผ้าสีอ่อนเรียบง่าย แม้ไม่สะดุดตาแต่ก็ยังเป็เนื้อผ้าชั้นเลิศอย่างที่ชาวบ้านธรรมดามิอาจหามาใส่ได้ง่ายหมวกปีกกว้างที่มีผ้าแพรบางล้อมปิดหน้าถูกสวมครอบใบหน้านั้นปิดบังโฉมงามได้มิดชิดพอสมควร
ฟ่านหนิงก้มตรวจสอบเสื้อผ้าอีกครั้งเมื่อเรียบร้อยดีก็หันไปถามจางไป๋ซินเสียงเย็นกดดัน “จางไป๋ซินข้าเป็นายเพียงผู้เดียวของเ้าหรือไม่?”
จางไป๋ซินคุกเข่าก้มใบหน้าลงทันที “เ้าค่ะ คุณหนูใหญ่เป็นายผู้เดียวของบ่าว” นับั้แ่ชีวิตของจางไป๋ซินถูกซื้อตัวไปโดยคุณหนูใหญ่ฟ่านนางก็มีชีวิตที่ดีขึ้นจนเทียบกับการเป็คนงานในร้านผ้าคนเดิมไม่ได้อีกโดยก้าวมาเป็สาวใช้ขั้นหนึ่งในจวนทันที ได้รับความไว้วางใจจากคุณหนูใหญ่ติดตามข้างกายทำตามคำสั่งไม่เอ่ยถามสงสัย คุณหนูใหญ่ก็ยิ่งเมตตาทำดีด้วยแค่เดือนกว่าๆ นางที่เป็สาวใช้ก็มีห้องส่วนตัวมีข้าวของเครื่องใช้ของตัวเองแล้วจะมีอะไรให้ลังเลถ้ามีนายหญิงให้ความสำคัญเช่นนี้คุณหนูใหญ่สั่งอะไรนางก็ก้มหัวทำได้ทั้งหมด
“ดีมาก เช่นนั้นเ้ารอที่นี่” ฟ่านหนิงเอื้อนเอ่ยเสียงเรียบ“รอจนข้ากลับมา ห้ามปริปากบอกใคร” ก่อนก้าวลงจากรถม้าเพียงลำพัง
ถนนสายกว้างผู้คนเดินสวนไปมาพลันเปิดต้อนรับนางทันทีวันนี้ฟ่านหนิงเดินในเมืองโดยมิได้พกผู้ติดตามสักคนเป็ครั้งแรกเื่นี้ทำให้นางตื่นเต้นกว่าเข้าวังหลวงเมื่อเช้าเสียอีกนางไม่เคยทำตัวเช่นนี้มาก่อนในชาติที่แล้วฟ่านหนิงรู้ตัวดีว่าตนเองถือภาพลักษณ์เป็สำคัญเป็คุณหนูสกุลใหญ่ควรเลี่ยงออกมานอกจวนบ่อยๆ ยิ่งมาคนเดียวมีคนรู้เข้าจะเสียหายได้ว่ามาทำเื่มิดีมิงาม
ขณะที่ฟ่านหนิงห่างออกมาจากรถม้าเรื่อยๆก็ยิ่งเข้าใกล้ย่านร้านค้าที่คึกคักนางเอ่ยพึมพำออกมาราวกับสนทนากับความว่างเปล่าอย่างไม่กลัวใครได้ยิน “เปิดระบบ”
เสียงเรียบดังตอบรับขึ้นทันที ‘เปิดระบบ’
“เหตุการณ์แรกพบของตัวเอกทั้งสองเกิดขึ้นไปแล้วหรือยัง?” ฟ่านหนิงถามเสียงเบา
ระบบตอบกลับ ‘กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน’
มุมปากของฟ่านหนิงโค้งยิ้มอย่างพึงพอใจ“เช่นนั้น ข้าก็มาได้ทันเวลาแล้ว”
นางก้าวเร่งฝีเท้าเสียงรองเท้าปักคู่งามเหยียบพื้นหินดังเป็จังหวะสม่ำเสมอจุดหมายปลายทางคือ หน้าโรงเผาถ่าน สถานที่ที่สามวันก่อนระบบเ้าปัญหายอมเฉลยให้นางรู้ว่าคือจุดสำคัญที่ต้องมาถึงให้ได้ในวันนี้เพราะตัวเอกจะมาพบกัน
ฟ่านหนิงมาถึงแล้วหามุมเหมาะๆจนเจอร้านน้ำเต้าหู้เล็กตรงข้ามเยื้องๆ โรงเผาถ่านกลิ่นหอมน้ำเต้าหู้กรุ่นออกมาแตะจมูก นางเดินเข้าไปสั่งมาหนึ่งถ้วยแต่กลับไม่คิดจิบสักหยดเพียงนั่งนิ่งประหนึ่งเงาต้นไม้ ใช้ผืนแพรที่คลุมหน้าเป็กำบังสายตาลอดผ่านร่องระหว่างผ้าตรงไปยังหน้าโรงเผาถ่านที่อยู่ไม่ไกลจับตารอ่เวลาที่จะมาถึง
ก่อนนั้นก็เริ่มเสียงฝีเท้าเล็กๆดังเร่งรีบออกมาจากโรงเผาถ่าน เด็กชายร่างผอมบางวัยใกล้ๆฟ่านเฉิงหรืออ่อนกว่าเล็กน้อยวิ่งโผออกมาพร้อมห่อถ่านห่อใหญ่ในอ้อมแขนที่ใหญ่แทบจะเกินกว่าลำตัวเขาจะรับไหวสายตาเด็กชายเต็มไปด้วยความตื่นกลัว แต่ก็แข็งขืนไม่ยอมปล่อยของในอ้อมแขนเสียงโวยวายของชายผู้เป็พ่อค้าถ่านดังลั่นตามหลังออกมา “เ้าหนูนั่นมันขโมยถ่านเอาคืนข้าเดี๋ยวนี้! ยังไม่จ่ายเงินจะเอาไปได้อย่างไร!”
ส่วนเด็กชายกัดฟันะโสวนกลับด้วยเสียงแหบพร่า“ข้าจ่ายแล้ว!จ่ายแล้วจริงๆ จะคืนถ่านได้อย่างไร!”
หากแต่คนขายถ่านกลับไม่ยอมยื้อแย่งถ่านออกจากมือเด็กน้อยอย่างเอาเป็เอาตาย ผู้คนละแวกนั้นเริ่มหยุดยืนดู บ้างก็กระซิบบ้างก็ทำหน้านิ่วราวกับดูละครฉากหนึ่ง
ฟ่านหนิงที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งเพียงเม้มปากพลางจับตาดูทุกอิริยาบถ ดวงตาเต็มไปด้วยความคิดคาดเดาว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อทันใดนั้นหญิงสาวร่างอรชรผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาในครรลองสายตา นางสวมหมวกปีกกว้างคลุมผ้าบางปิดใบหน้าไว้แต่ฟ่านหนิงแม้จะเห็นเพียงรูปร่างและกิริยาท่วงท่าก็รู้แน่ทันทีว่าหาใช่ใครอื่นนอกจากถังหลันชิงไม่มีใครในแผ่นดินนี้จะรู้จักคู่ปรับได้ดีเท่าอริแท้จริง!
ส่วนอีกฟากหนึ่งตรงหัวมุมถนนที่ทอดเลี้ยวมาบุรุษรูปงามเดินตรงเข้ามาไม่ได้ปิดบังหน้าตาใดๆ ให้ยากแก่การจดจำตัวเอกฝ่ายชายก็มาแล้วสินะ ฟ่านหนิงพยักหน้าเล็กน้อยราวกับยอมรับใบหน้าที่นางจำได้ว่าคือหานอี้เหอผู้ซึ่งตำแหน่งเป็ถึงหัวหน้าหน่วยสอบสวนแห่งศาลต้าหลี่ เขาสวมชุดของเ้าหน้าที่ศาลสีเข้มคาดเอวด้วยเข็มขัดหยกห้อยกระบี่ติดกายใบหน้าคมจริงจังสายแน่วแน่
เื่ราวที่วุ่นวายจึงมาในคราเดียวเด็กชายถูกกระชากห่อถ่านจนร่างเล็กโซเซถอยหลังไปชนเข้ากับถังหลันชิงทันใดนั้นหานอี้เหอที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ยื่นมือออกไป มือหนึ่งรับร่างเด็กชายอีกมือหนึ่งประคองร่างอรชรของหญิงสาวไว้แน่น
ฟ่านหนิงในร้านน้ำเต้าหู้ถึงกับพยักหน้าในใจ“อือ เป็เช่นนี้เองเวลาแรกเจอกัน หนึ่งบุรุษเอกสง่าผ่าเผยมีเมตตาองอาจ หากถังหลันชิงจะตกหลุมรักเขาก็หาใช่เื่แปลก” นางพึมพำประหนึ่งดูการแสดงในโรงละครแต่ใจหนึ่งก็นึกไปถึงตัวเองที่วัดต้าฝูหลายวันก่อน นางล้มกระแทกพื้นแต่จ้าวจวิ้นหยางไม่เคยคิดจะรับนางสักนิดบุรุษผู้นั้นคนละชั้นกับหานอี้เหอจริงๆ
หานอี้เหอประคองทั้งคู่ลุกขึ้นพลางเอ่ยถามเสียงทุ้มชัด“เกิดเื่อันใด?”
เด็กชายโพล่งเล่าออกมาโดยมิรีรอประหนึ่งตั้งใจให้ทุกคนรอบข้างได้ยินไปพร้อมกัน “ข้ามาซื้อถ่านจ่ายเงินแล้วจริงๆ ต้องรีบนำกลับไปที่ร้าน แต่พ่อค้าคนนี้กลับไม่ยอมปล่อยของให้!”แล้วก็ยกนิ้วชี้หน้าพ่อค้าถ่าน
เสียงพ่อค้าถ่านสวนดังลั่น “เ้าพูดเหลวไหล!หากยังไม่ได้จ่ายข้าจะยอมปล่อยของให้ไปได้อย่างไร!”
แต่ขณะที่เกิดการวิวาทขึ้นถังหลันชิงทำเพียงค่อยๆถอยหลังออกมาจากสถานการณ์อีกสามสี่ก้าว ยืนฟังเงียบๆ ไม่ได้หลบหลีกหายไปแต่อย่างใดโดยสายตาภายใต้ผืนผ้าคลุมใบหน้าแวววาวกำลังตรวจสอบเื่ที่มาที่ไปอยู่ในใจ
มีแต่หานอี้เหอที่ก้าวออกมาแสดงตนเป็ผู้ไกล่เกลี่ยแทน“หากเ้าได้จ่ายเงินแล้ว ย่อมต้องมีหลักฐานมิใช่หรือ?” หานอี้เหอหันถามเด็กชายด้วยน้ำเสียงสุขุม
เด็กชายรีบชี้ไปยังช่องกระเป๋าของผ้ากันเปื้อนพ่อค้าถ่าน“เขารับเงินข้าไปแล้ว ข้าเห็นเขาสอดเก็บลงในนั้น!”
พ่อค้าถ่านหัวเราะหยันราวกับเตรียมการไว้แล้ว เขารีบควักเงินอีแปะหลายเหรียญออกมากำออกมาแล้วแบบออกให้ผู้คนเห็น “นี่คือเงินที่ข้าได้วันนี้ เ้าหนูไหนลองบอกมาสิว่าเหรียญใดเป็ของเ้า?จะมั่วส่งเดชมิได้หรอก!”
เด็กน้อยเห็นเหรียญหลายเหรียนตรงหน้าก็พลันทำท่าลนลานไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปได้แต่ชี้ไปมาแต่ไร้หลักฐานแน่นอน ก่อนจะะโเสียงสั่น “แต่ในนั้นมีของข้าจริงๆ! ข้าเห็นตอนเ้ารับแล้วเก็บไว้ ข้าถึงจำได้!”
บรรยากาศโดยรอบเริ่มสับสนเสียงซุบซิบดังระงม หานอี้เหอเองก็ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดหาทางพิสูจน์ความจริงทว่าในขณะนั้นหญิงสาวรูปร่างอรชรกลับก้าวออกมาอย่างสงบเสงี่ยมเอ่ย “วางเงินทั้งหมดบนโต๊ะสิ” เสียงนางชัดถ้อยแต่ไม่ดังเกินไปทว่าเด็ดขาดจนพ่อค้าถ่านชะงักงันไปครู่หนึ่ง ก่อนทำตามอย่างอยากรู้เช่นกัน
เหรียญเงินอีแปะนับคราวๆ หลายสิบถูกวางเรียงไว้บนโต๊ะไม้กลางร้านข้างถนนแสงแดดยามบ่ายสะท้อนบนโลหะบางๆ เป็ประกายผู้คนรอบข้างยิ่งพากันเบียดดูด้วยความอยากรู้
ถังหลันชิงก้าวเข้าไปก้มลงเพ่งพินิจครู่หนึ่งก่อนยกนิ้วเรียวชี้ไปที่เหรียญหนึ่งซึ่งดูไม่ต่างจากเหรียญอื่นนัก แต่แววตาที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกสานม่านปีกกว้างนั้นมั่นใจยิ่ง“เหรียญนี้เป็ของเด็กชาย”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีทุกคนต่างงุนงง ว่าเพราะเหตุใดนางจึงกล้าชี้ออกมาได้อย่างแม่นยำ เอ่ยน้ำเสียงมั่นใจไม่ลังเลราวกับเห็นอยู่กับตา
ฟ่านหนิงที่แอบดูอยู่ในร้านน้ำเต้าหู้ขบเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมเผยรอยยิ้มบางๆทั้งเย้ยหยันทั้งคาดเดา “เป็ไปตามที่ข้าคิดจริงๆนี่นางจะฉวยโอกาสใช้ปัญญาแก้สถานการณ์ แสดงความสามารถต่อหน้าหานอี้เหออย่างนั้นหรือ?”
สายตาของทุกคนในที่นั้นต่างจับจ้องถังหลันชิงความเงียบปกคลุมเพียงชั่วอึดใจ รอคอยคำอธิบายที่จะตามมาอย่างใจเย็นหานอี้เหอกำลังคิดว่าสตรีผู้นี้จะทำอย่างไร
ถังหลันชิงพร้อมเอ่ยต่อเตรียมพิสูจน์ให้ทุกสายตาเห็น“ขอถ้วยพร้อมใส่น้ำมาให้สักสองถ้วยได้หรือไม่?”
พ่อค้าถ่านแม้จะงุนงงแต่ก็ทำตามกลับไปในร้านหยิบถ้วยใส่น้ำมาสองใบ มาตั้งไว้ข้างๆ กองเหรียญก่อนหน้าถังหลันชิงก้าวตามไปแล้วหยิบเหรียญที่ชี้ไว้ใส่ในถ้วยแรก แล้วหยิบเหรียญอื่นๆใส่ในอีกถ้วย
หานอี้เหอเห็นเพียงแค่นั้นก็ยิ้มบางๆเขาเข้าใจในทันทีว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรและเกิดอะไรขึ้น
แต่ด้านพ่อค้าถ่านยังไม่เข้าใจ “ไหนล่ะหลักฐาน?”
ถังหลันชิงตอบ “ดูผิวน้ำสิ”
พ่อค้าถ่านชะโงกไปดูพร้อมกับเหล่าชาวบ้านที่กำลังมุงอยู่แต่พ่อค้าถ่านที่อยู่ใกล้ที่สุดเห็นก่อน โดยผิวน้ำถ้วยแรกมีคราบน้ำมันบางๆลอยอยู่ชัดเจน ในขณะที่อีกถ้วยใสสะอาด
“มีน้ำมันหรือ?”พ่อค้าถ่ายเอ่ย
“ใช่” ถังหลันชิงตอบ “เป็น้ำมันที่ติดจากเด็กชายข้าสังเกตและได้กลิ่นั้แ่แรก” หญิงสาวหันไปหาเด็ดชาย “เ้าทำงานร้านอาหารใช่หรือไม่? ข้าคาดว่าร้านนั้นขายของทอดหรืออาหารพวกผัด กลิ่นน้ำมันยังมีงาและขึ้นฉ่ายติดอยู่ด้วยเหรียญนี้จึงต้องเป็ของเขาแน่นอน”
ผู้คนที่มุงพากันตาโตอย่างตื่นตะลึงพ่อค้าถ่านหน้าแดงก่ำเพราะความอับอาย เมื่อทำอะไรไม่ถูกอยู่สักครู่จากนั้นจึงรีบหันไปขอโทษเด็กชาย “อา...ข้าคงจำผิดจริงๆ เลอะเลือนๆเช่นนั้นเ้าเอาไปเลยสองห่อก็ได้!”
หญิงสาวที่แก้ไขคดีกลับไม่พูดอะไรต่อเพียงหมุนตัวจะจากไปเท่านั้นแต่ในจังหวะนั้นหานอี้เหอกลับมองตามร่างนั้นด้วยสายตาที่ไม่อาจละวางความถูกใจที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนต่อสตรีสักคน จิตใจสั่นระรัว
เขาไม่เห็นใบหน้าหญิงสาวเลยแม้แต่ครั้งเดียวแต่เมื่อนางเดินผ่านเขา กลิ่นหอมบางเบาก็ลอยแตะจมูกกลิ่นนั้นแฝงด้วยความสงบเย็นเหมือนยามฝนพรำเขาจึงก้มมองเล็กน้อยเห็นที่สายคาดเอวของนางมีถุงหอมสีฟ้าอ่อนปักลายเถาวัลย์สีเขียวห้อยอยู่ลวดลายเรียบง่ายแต่ดูพิถีพิถัน กลิ่นนั้นยังคงติดปลายจมูกแม้หญิงสาวจะลับสายตาไปแล้ว
ขณะเดียวกันที่ในร้านน้ำเต้าหู้ฟ่านหนิงที่นั่งดูละครอย่างเพลิดเพลินก็พยักหน้าอย่างพอใจเมื่อการแสดงของสองตัวเองจบลง“ก็พอได้ ละครเื่นี้ก็ไม่แย่” นางพึมพำกับตัวเองแล้วลุกขึ้นจ่ายเงินเตรียมจะออกจากร้าน
ทว่าเดินได้เพียงสามก้าว เสียงอันคุ้นเคยพร้อมข้อความก็ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยดีที่มาตอนนี้นางก็เริ่มจะไม่ใแล้วกับการผลุบๆ โผล่ๆของระบบแล้วจึงไม่ได้ร้องหรือผงะอย่างใ
【ภารกิจ: ส่งถุงหอมของถังหลันชิงให้ไปถึงหานอี้เหอ】
“ฮึ่ย” ฟ่านหนิงได้ยินได้อ่านข้อความจนจบก็พ่นลมใส่“แหม! ตัวเอกเจอกันเรียบร้อยก็มีภารกิจส่งต่อให้ข้าทันทีเชียวนะไม่รอให้ข้ากลับบ้านด้วยซ้ำ” นางค่อนขอด
เสียงเรียบที่ไร้อารมณ์ตอบกลับ 'การแจ้งภารกิจเป็การประกาศใน่ที่ตัวละครสะดวกคุยแล้ว มีติดขัดสิ่งใดอีก’
“อือ...ก็ใช่ เวลานี้ข้าคุยได้” ฟ่านหนิงบ่นเบาๆตอนนี้นางไม่ได้มีสาวใช้หรืออยู่กับใครก็จริงแต่นางก็ถูกสั่งภารกิจไม่หยุดเลยรู้สึกตงิดขึ้นมาเล็กน้อย “แค่ข้าคิดว่าข้าไม่ควรได้รับบทเป็นางร้ายแล้วไม่ใช่หรือ ถ้าเ้าจะใช้ข้าขับเคลื่อนเนื้อเื่ให้คุ้มขนาดนี้ข้าควรเป็...ผู้ช่วยมือทอง!”
ระบบตอบกลับราวเป็เื่เจรจาจริงจัง“เส้นเื่ไม่สามารถปรับเช่นนั้นได้ตัวละครฟ่านหนิงมีความสำคัญด้านแสดงท่าทีไม่เป็มิตรเหมาะเป็นางร้ายเพื่อดำเนินเส้นเื่ให้คงเดิม”
“เหอะๆ ไม่เป็มิตร เอาแต่ใจ ร้ายกาจ อะไรๆ ก็ขะ...”
“เ้าคุยกับใคร?”
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยจบดีเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นใกล้ๆแทรกขึ้นมาเสียก่อนฟ่านหนิงจึงชะงักตัวทันที
ครั้งนี้ยิ่งตัวเองมองไม่เห็นด้านข้างที่เสียงส่งผ่านมาเพราะผ้าแพรบดบังอยู่แต่นางเห็นปลายส่วนล่างชุดสีดำเข้มที่คุ้นตา เสียงนั้นก็เช่นกัน...คุ้นหูอย่างมาก นางว่านางรู้แล้วว่าใคร...มั่นใจได้เก้าส่วน หัวใจฟ่านหนิงกระตุกรู้ทันทีว่าอันตรายมาเยือน จึงรีบหมุนตัวจะหลบเลี่ยง แต่บุรุษผู้นั้นก็เดินตามมา
“จะไปไหน แล้วเมื่อครู่เ้าคุยกับใคร?” เสียงมั่นใจปนหยอกเย้าทำให้นางมั่นใจเป้นสิบส่วนทันทีว่าบุรุษผู้นั้นคือ จ้าวจวิ้นหยาง!โดยไม่ต้องเห็นหน้า
ไม่จริงน่า...เขาจำนางได้อย่างนั้นหรือ? จำได้จากอะไร...เหมือนที่นางจำถังหลันชิงได้แม้จะใส่หมวกผ้าแพรนี่จ้าวจวิ้นหยางคงไม่ได้เห็นนางเป็อริเช่นกันหรอกนะ
แต่ช้าก่อน! นางไม่ยอมรับก็ได้นี่สวมหมวกปิดใบหน้าเช่นนี้เขาจะมั่นใจได้อย่างไร ฟ่านหนิงจึงรีบปรับน้ำเสียงให้เล็กลง“คุณชายจำผิดแล้วเ้าค่ะ”
“แล้วนั้นเ้าบีบเสียงทำไม?” จ้าวจวิ้นหยางเอ่ยพร้อมหัวเราะเบาๆ“อย่ามาหลอกข้าเลย ข้ารู้ว่าเ้าคือใคร ข้ามีความจำดีขนาดไหนเ้าน่าจะเคยได้ยินมาก่อนไม่ใช่หรือ?”
คำพูดดังกล่าวนี้ฟ่านหนิงพลันกระจ่างนึกขึ้นมาได้เื่ที่เกี่ยวกับจ้าวจวิ้นหยางเกิดในฤกษ์พหูสูต ร้อยปีมีหนึ่งคนเป็ผู้มีความสามารถจดจำทุกสิ่งอย่างแม่นยำราวสลักหินเห็นเพียงแวบเดียวหรือได้ยินครั้งเดียวก็จำได้ตลอดไป
นางกลืนน้ำลายเบาๆ แล้วตอบอย่างจำใจ “เช่นนั้นซื่อจื่อแกล้งทำเป็ไม่พบข้าได้หรือไม่ข้ากำลังจะกลับพอดี”
อีกฝ่ายหัวเราะร่วนที่นางเผยตัวในที่สุด“หืม อีกแล้วหรือ?ทำไมคุณหนูใหญ่ฟ่านถึงชอบทำลับๆ ล่อๆหลบซ่อนนัก คราวนี้เ้าหนีใคร...ต้องให้ข้าช่วยปิดอีก?”
จะให้ตอบว่าหนีใครตอนนี้ข้าก็หนีเ้าไงล่ะ...ฟ่านหนิงตอบในใจ คนที่มีดวงพิฆาตข้าในชาติที่แล้วใครจะอยากอยู่ใกล้! แต่สิ่งที่เอ่ยออกไปกลับเป็อีกอย่าง “พวกเราต่างคนต่างไปเถิดเ้าค่ะซื่อจื่อจะทำอะไรก็ไปทำ ข้าก็จะกลับ”
แต่จ้าวจวิ้นหยางกลับย้ายตัวมาด้านหน้าพยายามเอียงคอลงมองไปลอดร่องของผ้าพลางเอ่ย“ทำไมตอนนี้ข้ารู้สึกว่าเ้ากำลังทำหน้าบึ้งใส่ข้าอยู่นะ? ข้าเปิดหมวกเ้าออกดูดีกว่า!”
ฟ่านหนิงสะดุ้งตัวทันทีรีบยกมือจับหมวกสานแน่น กลัวว่าเขาจะทำเช่นนั้นจริงๆ ก็ซื่อจื่อหลินฝูโหวคนนี้ใครๆก็รู้ว่ากล้าทำได้ทุกอย่างทำด้วยเหมือนไม่มีส่วนของการยับยั่งชั่งใจ
หากแต่ท่าทางตื่นตระหนกของนางกลับเรียกเสียงหัวเราะจากเขาได้ไม่น้อยจนคนรอบข้างหันมามองเป็ตาเดียวหญิงสาวก็ไม่รอช้าให้เป็จุดสนใจรีบสาวเท้าเร็วขึ้นหนีจากตรงนั้นทันทีแต่ร่างสูงก็ยังเดินตามมาอยู่ดี “ซื่อจื่อละเว้นข้าเถอะข้าเพียงหนีออกมาเที่ยวเท่านั้น อย่าให้ที่จวนรู้เลยเ้าค่ะ”
ส่วนบุรุษที่คล้ายจะพอใจไปหลายส่วนเคาะพัดในมืออย่างหยอกเย้า“อืม เข้าใจก็ได้ ถึงขนาดปลอมตัวเสียด้วยเช่นนั้นข้าปล่อยคุณหนูใหญ่ไปก่อนก็ได้ ไว้ค่อยมาเก็บหนี้ทีหลัง” ว่าจบแล้วเขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างง่ายดายไม่ไล่ตามอีก
‘บทจะไปก็ไปง่ายๆจนงุนงง’ แต่ฟ่านหนิงไม่รอช้ากลัวเขาจะเปลี่ยนใจกลับมานางรีบตรงกลับไปที่รถม้าที่จางไป๋ซินรออยู่เปลี่ยนชุดกลับเป็อย่างเดิมแล้วตรงไปยังร้านเครื่องเขียนอวิ๋นไห่เก๋อที่เป้นร้านค้ากิจการของสกุลฟ่านททันที
[1] ยามอู่ (เวลา 11.00 – 13.00 น.)