บทที่ 13 บ่าวรับใช้ที่ไล่ไม่ได้
"เมื่อเช้านี้ในห้องครัว นินทาเ้านายแล้วยังไม่ยอมทำงาน คิดว่าข้าจะลืมแล้วหรืออย่างไร? แต่เช้ามืดพวกเ้าพูดอะไรกันไปบ้าง พูดอีกครั้งให้ทุกคนที่นี่ได้ฟัง อย่าให้คนอื่นคิดว่าข้าจงใจหาเื่พวกเ้า!"
ซูเหวินยวนหยิบถ้วยชาขึ้นมาก่อนจะวางลงอย่างหงุดหงิด คนรับใช้ที่ตาไวรีบเอ่ยถามขึ้นทันที
"ให้บ่าวไปรินชาให้พระชายาใหม่ดีหรือไม่เพคะ?"
"ไปเถอะ" ซูเหวินยวนเผยรอยยิ้ม "เบี้ยหวัดของเ้าไม่ต้องถูกหักแล้ว"
เพียงแค่ไปรินชาถ้วยเดียว ก็สามารถรักษาเบี้ยหวัดของตนเองไว้ได้ คนรับใช้ในลานบ้านจึงเริ่มเข้าใจกฎการเอาตัวรอดในจวนเฉินอ๋องขึ้นมาอย่างเลา ๆ
ขอเพียงดูแลพระชายาให้ดี ย่อมมีเงินรางวัลเป็ธรรมดา ทุกคนล้วนมาที่นี่เพื่อหาเงิน เหตุใดจะต้องไปต่อกรกับเ้านายด้วยเล่า
คนจากห้องครัวเริ่มร้อนรนกันแล้ว ทางหอจู๋เยว่ถูกจัดการเรียบร้อยไปแล้ว แต่พระชายายังไม่ได้บอกว่าจะจัดการกับพวกตนอย่างไร
ถูกหักเบี้ยหวัดหนึ่งเดือน ก็ยังพอรับได้
เมื่อคิดได้ดังนี้ ทุกคนก็เริ่มผลักไสยายแก่เกาอีกครั้ง ให้นางเป็ฝ่ายออกหน้าไปพูดกับพระชายา
ยายแก่เกามองค้อนกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์ ตอนพูดจาไร้สาระก็มีพวกนางร่วมวงด้วย พอถึงคราวต้องรับผิดกลับเหลือเพียงตนนางคนเดียว
"พระชายา เมื่อเช้านี้เป็พวกบ่าวที่โง่เขลาเองเพคะ ท่านอย่าได้ถือสาพวกเราเลย ต่อไปภายหน้าพระชายาอยากได้สิ่งใด พวกบ่าวจะตั้งใจทำให้ดีที่สุดเพคะ" ยายแก่เกากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
ซูเหวินยวนปฏิเสธด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ "ข้าว่านะ ฝีมือของพวกเ้าก็ไม่ได้ดีเด่อะไรนัก เปลี่ยนคนกลุ่มใหม่น่าจะดีกว่า"
พวกยายเฒ่าเ้าเล่ห์เหล่านี้ แม้แต่การยอมรับผิดก็ยังไม่จริงใจ เพียงแค่ยอมจำนนต่อสถานการณ์เท่านั้น
เมื่อเห็นว่าซูเหวินยวนตั้งใจจะขับไล่พวกนางไปให้ได้ ท่าทีของยายแก่เกาก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
"พระชายาเพิ่งจะมาที่นี่เป็ครั้งแรก ก็คิดจะขับไล่พวกเราไปแล้วหรือ?"
ยังไม่ทันที่ซูเหวินยวนจะได้พูดอะไร คนรับใช้ในจวนก็วิ่งเข้ามารายงานว่า มีคนจากวังหลวงมา
เป็เฉิงหมัวมัวคนสนิทข้างกายของฮองเฮา
"รีบเชิญหมัวมัวเข้ามาเร็วเข้า!" ยายแก่เกาเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนใคร
ซูเหวินยวนมองนางด้วยรอยยิ้มเ็า นี่จะแสดงออกว่าตัวช่วยมาแล้วอย่างนั้นรึ?
"คาราวะพระชายา เหตุใดในจวนจึงได้มีเสียงเอะอะโวยวายเช่นนี้?"
เฉิงหมัวมัวเอ่ยถามขณะเดินเข้ามา
ยายแก่เกาฉวยโอกาสพูดขึ้นก่อนอีกครั้ง "หมัวมัว! ท่านมาได้จังหวะพอดีเลย ท่านช่วยพูดแทนพวกเราสักสองสามคำเถิด พระชายาจะขับไล่พวกเราออกไปแล้ว"
ยายแก่ต่งกล่าวเสริม "พวกบ่าวดูแลท่านอ๋องมานานหลายปี หากตอนนี้พวกเราจากไป อาหารการกินของท่านอ๋องก็ต้องเปลี่ยนคนเตรียม หากคนใหม่ดูแลได้ไม่ดี พวกเราจะมีหน้าไปเจอพระสนมผู้ล่วงลับได้เล่า?"
กระทั่งผู้หนุนหลังก็ถูกดึงออกมาอ้าง คนเหล่านี้ล้วนเป็คนของอวี้เฟย
อวี้เฟยคือพระมารดาผู้ให้กำเนิดของเซิ่งจิ่งอวี้ สิ้นพระชนม์ไปนานหลายปีแล้ว พวกนางมักจะอ้างเสมอว่าตนเองได้รับพระเมตตาจากอวี้เฟย
ดังนั้นจึงต้องคอยดูแลเซิ่งจิ่งอวี้แทนพระนางที่สิ้นไปแล้ว
เมื่อมีคนตายเป็ที่พึ่งพิง ซูเหวินยวนย่อมยากที่จะขับไล่พวกนางไปได้
ยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น ท้ายที่สุดยายแก่ทั้งสองก็ร้องห่มร้องไห้จนหายใจไม่ทัน
เฉิงหมัวมัวสังเกตสีหน้าของซูเหวินยวนก่อนเป็อันดับแรก และพบว่านางไม่ได้มีท่าทีลนลานหรือใจอ่อนลงเพราะการร้องไห้ฟูมฟายของคนทั้งสอง
นางจึงทำหน้าขรึมแล้วดุว่าขึ้น "พระชายาจะขับไล่พวกเ้า ก็ย่อมต้องเป็เพราะพวกเ้าปรนนิบัติได้ไม่ดี! มีอะไรน่าร้องทุกข์กัน? ในจวนไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้มีพระชายาเพิ่มมา พวกเ้าทำงานยิ่งต้องระมัดระวังให้มากขึ้น อายุอานามก็ปูนนี้แล้ว ยังต้องให้ข้ามาสอนอีกหรือ?"
ซูเหวินยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คำพูดนี้ฟังดูเหมือนกำลังด่าทอคนรับใช้ แต่ความจริงแล้วแฝงนัยว่านางเป็คนก่อปัญหาอย่างนั้นหรือ?
เหตุใดตอนที่นางยังไม่มา คนพวกนี้ถึงไม่ต้องระมัดระวัง?
"หมัวมัวกล่าวถูกแล้ว เป็ความผิดของพวกบ่าวเอง ขอหมัวมัวได้โปรดช่วยพวกบ่าวร้องขอขอความเมตตาด้วยเถิด"
ยายแก่เการีบฉวยโอกาสลงจากหลังเสือ
เฉิงหมัวมัวหันไปมองซูเหวินยวนด้วยสีหน้าลำบากใจ
"พระชายา วันนี้เป็วันแรกที่พวกนางปรนนิบัติท่าน อาจจะมีขาดตกบกพร่องไปบ้าง ขอพระชายาเมตตา เห็นแก่ที่พวกนางเคยเป็คนข้างกายของอวี้เฟย โปรดให้อภัยพวกนางไปก่อนเถิดเพคะ"
เฉิงหมัวมัวผู้นี้ช่างเป็คนที่พูดจาและจัดการเื่ราวได้เฉียบแหลมยิ่งนัก เริ่มจากดุด่าพวกนางก่อนหนึ่งยก แล้วจึงช่วยขอความเมตตาให้
นางเน้นย้ำคำว่า 'ปรนนิบัติวันแรก' หากซูเหวินยวนยังคงกัดไม่ปล่อย ก็จะกลายเป็ว่านางเป็คนใจแคบ ไม่ยอมเลิกรา
เฉิงหมัวมัวยังกล่าวเสริมอีกประโยค "หากภายภาคหน้าพวกนางยังแสดงความไม่เคารพอีก บ่าวจะกลับไปทูลฮองเฮา ถึงตอนนั้นฮองเฮาจะทรงเป็ผู้ตัดสิน แล้วแต่พระชายาจะจัดการได้เลยเพคะ"
พูดจบ เฉิงหมัวมัวก็ถลึงตาใส่พวกนั้นอย่างเอาเื่
เป็การร้องขอความเมตตาอย่างเปิดเผย แต่แท้จริงแล้วคือการปกป้อง ทั้งยังสร้างปัญหาที่ยากลำบากให้กับซูเหวินยวนอีกด้วย
ซูเหวินยวนยิ้มแล้วกล่าว "ฟังความหมายของหมัวมัวแล้ว หากไม่มีฮองเฮาเป็ผู้ตัดสิน ข้าก็ไม่สามารถจัดการคนรับใช้ของจวนเฉินอ๋องได้เช่นนั้นหรือ?"
ตามที่นางพูดมา ก็หมายความว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากฮองเฮาก่อนใช่หรือไม่?
เฉิงหมัวมัวจึงเปลี่ยนคำพูดอย่างกระอักกระอ่วน "พระชายาเข้าใจผิดแล้ว เป็บ่าวที่พูดผิดไปเองเพคะ หากท่านไม่พอใจก็ขับไล่พวกนางออกไปตอนนี้เลยก็ได้เพคะ! แต่ว่า... บรรดาหมัวมัวเฒ่าในจวนนี้ ล้วนเคยปรนนิบัติอวี้เฟยมาก่อนทั้งสิ้น"
"บ่าวเองก็เป็ห่วงท่าน เพราะท่านก็เพิ่งจะมาเป็พระชายา ก็ขับไล่คนที่อวี้เฟยทิ้งไว้ให้ท่านอ๋องไปเสียแล้ว ฮองเฮาย่อมต้องทรงกังวลว่าคนรับใช้ที่มาใหม่จะดูแลท่านอ๋องได้ไม่ดี ดวงพระิญญาของอวี้เฟยใต้ร่มพระสุสาน ก็อาจจะไม่สงบสุขได้"
เมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ซูเหวินยวนอยากจะจัดการพวกนาง ก็คงจะทำไม่ได้แล้ว
เฉิงหมัวมัวจึงตัดสินใจด้วยตนเองทันที "พวกเ้าทุกคน มาขอขมาพระชายาเสีย หากคราวหน้ายังกล้าละเลยอีก ข้าไม่ปล่อยพวกเ้าไว้แน่!"
ยายแก่เการีบกล่าวขึ้นทันที "เป็บ่าวที่ดูแลพระชายาได้ไม่ดีเองเพคะ พระชายาอยากได้อะไร พวกบ่าวจะลงไปเตรียมเดี๋ยวนี้เพคะ"
"ยังต้องถามอีกหรือ? มื้อกลางวันก็ทำอาหารจานเด็ดของพวกเ้าออกมา เป็การขอขมาพระชายาเสีย!" เฉิงหมัวมัวจัดการไล่พวกนางลงไปทันที
ตลอดกระบวนการ ไม่ได้มีการถามความเห็นของซูเหวินยวนแม้แต่น้อย นางกลับตัดสินใจด้วยตนเองทั้งหมด
หากซูเหวินยวนเรียกคนกลับมาในตอนนี้ ก็จะกลายเป็ว่านางเป็คนเสแสร้ง เผลอ ๆ อาจจะต้องเข้าไปชี้แจงในวังหลวงอีกยกใหญ่
เพิ่งจะเป็พระชายาวันแรก ก็หาความชอบธรรมได้ยากนัก
"หมัวมัวมาที่จวนเฉินอ๋อง คงจะมาหาท่านอ๋องสินะ? เช่นนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว"
ซูเหวินยวนลุกขึ้นแล้วเดินจากไป
เฉิงหมัวมัวมองตามนางไปด้วยความรู้สึกเหนือกว่า สองยายแก่เกาและต่งที่เพิ่งจะจากไปเมื่อครู่ พอเห็นซูเหวินยวนไปแล้ว ก็กลับมาอีกครั้งเพื่อขอบคุณเฉิงหมัวมัว
"วันนี้ต้องขอบคุณหมัวมัวมาก พระชายาผู้นี้ร้ายกาจจริง ๆ เพียงแค่ไม่กี่ประโยคก็คิดจะจัดการพวกเราแล้ว"
ยายแก่เกายังคงหวาดกลัวไม่หาย
เฉิงหมัวมัวกล่าวอย่างดูแคลน "พวกเ้าก็ช่างไร้ความสามารถเสียจริง พระชายาที่ไม่เป็ที่โปรดปรานเช่นนาง จะทำอะไรพวกเ้าได้? พวกเ้าเป็ถึงคนที่อวี้เฟยส่งมาเชียวนะ ตอนนี้อวี้เฟยสิ้นไปแล้ว หากนางกล้าขับไล่พวกเ้า พวกเ้าก็ก่อเื่ให้นางดูสิ!"
"จะก่อเื่อย่างไรยังต้องให้ข้าสอนอีกหรือไม่? สามประโยคไม่พ้นอ้างถึงอวี้เฟย ดูสินางจะยังกล้าขับไล่พวกเ้าอีกหรือไม่ หากเื่ราวใหญ่โตขึ้น ในวังหลวงก็ยังมีฮองเฮาคอยหนุนหลังพวกเ้าอยู่!"
เพียงไม่กี่ประโยคของเฉิงหมัวมัว ก็ทำให้พวกนางกลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง
เพียงแค่เงื่อนไขเดียวเื่อวี้เฟย ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกนางยืนหยัดอยู่ในจวนแห่งนี้ได้อย่างมั่นคงแล้ว
ยายแก่เกากล่าวอย่างกังวล "แต่วันนี้ท่านอ๋องไม่ได้สนใจพวกเราเลยนะเ้าคะ หากท่านอ๋องออกปากขับไล่ด้วยตัวเอง พวกเราไหนเลยจะกล้าก่อเื่ได้?"
เฉิงหมัวมัวเหลือบมองพวกนางอย่างดูแคลน "พวกเ้าโง่รึไง ใครใช้ให้พวกเ้าไปก่อเื่ต่อหน้าท่านอ๋องกันเล่า หลายปีมานี้พวกเ้ายักยอกฉ้อโกงในจวนไปเท่าไหร่ คิดว่าท่านอ๋องจะไม่รู้หรือ?"
สองยายแก่สบตากันอย่างร้อนตัว ไม่ใช่แค่พวกนางเท่านั้น แต่คนในครัวทุกคนล้วนมีส่วนร่วม
"หากท่านอ๋องคิดจะขับไล่พวกเ้า ก็คงขับไล่ไปนานแล้ว แต่นั่นก็เพราะท่านี้เีที่จะมาสนใจเื่เช่นนี้ แล้วพวกเ้ายังจะไปก่อเื่ต่อหน้าท่านอีกหรือ? ซูเหวินยวนผู้นั้นเป็พระชายาอย่างเป็ทางการของท่านอ๋องนะ ท่านจะเข้าข้างคนรับใช้อย่างพวกเ้าได้หรือ?"
"หากพวกเ้าไม่ไปฟ้อง นางก็ไม่กล้าไปฟ้อง เื่เล็กน้อยเพียงเท่าเมล็ดงายังจะต้องไปรบกวนท่านอ๋องอีก ตำแหน่งพระชายาของนางก็คงจะถึงจุดจบแล้ว! เอาล่ะ ข้ายังมีธุระต้องไปทำ"
เพียงคำชี้แนะไม่กี่ประโยคจากเฉิงหมัวมัว ก็ทำให้พวกนางลืมบทเรียนเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น
พวกนางเองก็ไม่อาจกล้ำกลืนความแค้นเคืองนี้ลงได้ อย่างไรเสียก็มีทั้งอวี้เฟยและฮองเฮาอยู่ พวกนางจึงไม่เชื่อว่าซูเหวินยวนจะสามารถทำอะไรพวกนางได้