บทที่ 46 ซวีเป่ยเป้ยผู้เลอโฉม
โม่เฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มแห้ง ๆ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับบุคคลสำคัญ เขาเริ่มเสียใจที่ไม่เคยดูหนังหรือดูละครบ้าง ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เขาก็คงไม่ต้องส่ายหน้าแบบนี้ แต่โม่เฟิงเป็นคนซื่อสัตย์ เขาจึงส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่เคยดูเหมือนกัน ผมไม่ค่อยได้ดูทีวีกับหนังเท่าไหร่”
ซวีเป่ยเป้ยมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย “งั้นแสดงว่าคุณเคยเห็นโฆษณาที่ฉันเล่นสินะ ฉันก็พอมีชื่อเสียงเหมือนกันนะเนี่ย”
โม่เฟิงไม่อยากทำลายความมั่นใจของเธอ แต่เขาก็ไม่เคยได้ยินชื่อนักแสดงที่ชื่อซวีเป่ยเป้ยมาก่อน เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ขอโทษด้วยครับ คุณซวีเป่ยเป้ย ผมไม่เคยดูผลงานของคุณเลย”
“ห๊า! แล้วคุณเป็นใคร รู้จักชื่อฉันได้ยังไง?” ซวีเป่ยเป้ยร้องเสียงหลง เธอใช้มือทั้งสองข้างกอดอก มองโม่เฟิงด้วยสายตาหวาดระแวง ถ้าไม่ติดว่าที่นี่มีคนเยอะ เธอคงวิ่งหนีไปแล้ว
โม่เฟิงได้ยินแบบนั้นก็หน้าซีดเผือด เขาอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปเสียตรงนี้ ผู้หญิงคนนี้ถามเขามากมาย เพียงแค่ต้องการจะรู้ว่าเขารู้จักชื่อเธอได้อย่างไร เขาเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังคุยกับผู้หญิงที่มีไอคิวต่ำ แถมยังคุยด้วยอยู่นานสองนาน โม่เฟิงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวตลก อยากจะเอาหัวโขกกำแพงให้รู้แล้วรู้รอด
สถานที่ถ่ายทำตั้งอยู่ริมชายหาด เพื่อความสะดวกในการถ่ายทำฉากทะเล ลมทะเลพัดโชยมาเป็นระลอก ก่อตัวเป็นเกลียวคลื่นซัดเข้าหาฝั่งสายลมพัดผ่านสถานที่ถ่ายทำ ทำให้ผู้คนที่กำลังทำงานอยู่รู้สึกหนาวขึ้นมาทันที พวกเขาอดไม่ได้ที่จะสั่นเทา รีบใส่เสื้อผ้าให้รัดกุมขึ้น
แน่นอนว่าโม่เฟิงเองก็หนาวไม่แพ้กัน เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะตั้งสติได้ เขาหัวเราะแห้ง ๆ แล้วพูดกับซวีเป่ยเป้ยว่า “คุณซวีครับ ผมรู้จักชื่อของคุณก็เพราะชื่อเสียงอันโด่งดังของคุณครับ ตอนนี้เรามีงานโฆษณาที่ต้องการนักแสดงที่สวยอย่างคุณ ไม่ทราบว่าคุณสนใจจะรับงานนี้ไหมครับ?”
ตอนนี้โม่เฟิงไม่เข้าใจซวีเป่ยเป้ยเอาเสียเลย เขาไม่รู้ว่าเธอเป็นคนแบบไหนกันแน่ แต่เขาก็บอกตัวเองว่ามันก็แค่งานโฆษณา พอถ่ายเสร็จก็คงไม่ได้เจอกันอีก เขาจึงตัดสินใจชวนเธอไปแบบนั้น
ซวีเป่ยเป้ยยิ้มกว้าง เธอวางมือลงข้างลำตัว จ้องมองโม่เฟิงอย่างพิจารณา ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงระแวดระวังว่า “ฉันเป็นคนมีหลักการนะคะ โฆษณาไม่ดี ฉันไม่รับแสดงหรอก”
โม่เฟิงยิ้มบาง ๆ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้โง่อย่างที่เขาคิด เพียงแต่คิดช้าไปหน่อยเท่านั้นเอง เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก การทำธุรกิจกับคนโง่เป็นเรื่องง่าย แต่การถ่ายทำกับคนโง่เป็นเรื่องยาก เขาจึงเลือกที่จะเชื่อว่าเธอไม่ได้โง่ โม่เฟิงหยิบนามบัตรออกมา นี่เป็นนามบัตรที่ติงหรูจวินให้เขามาก่อนมาที่นี่ เพราะการมาที่แบบนี้ ย่อมต้องทำความรู้จักกับคนมากมาย นามบัตรจึงเป็นเครื่องมือติดต่อที่ดีที่สุด บนนามบัตรพิมพ์ว่า [โม่เฟิง รองผู้อำนวยการบริษัทโฆษณาเฟยอวิ๋น บริษัทในเครือเฟยอวิ๋น กรุ๊ป] พร้อมกับเบอร์โทรศัพท์ของเขา
โม่เฟิงยื่นนามบัตรให้ซวีเป่ยเป้ยด้วยท่าทางสุภาพบุรุษ “คุณซวีเป่ยเป้ย ผมชื่อโม่เฟิง เป็นรองผู้อำนวยการบริษัทโฆษณาเฟยอวิ๋น บริษัทในเครือเฟยอวิ๋นกรุ๊ป ตอนนี้บริษัทของเรากำลังจะมีงานโฆษณา เลยอยากจะชวนคุณมาร่วมงานด้วย รับรองว่าไม่มีอะไรขัดกับหลักการของคุณแน่นอน ถ้าร่วมงานกันอย่างราบรื่น คุณอาจจะได้เป็นพรีเซนเตอร์สินค้าตัวนี้ตลอดไตรมาสเลยก็ได้นะครับ”
ซวีเป่ยเป้ยรีบรับนามบัตรมา แม้ว่าเธอจะคิดช้าไปบ้าง แต่เธอก็รู้ว่านี่เป็นโอกาสที่ดี เฟยอวิ๋นกรุ๊ปเป็นบริษัทใหญ่ คงไม่ทำอะไรหลอกลวงเธอแน่ ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าโฆษณาตัวนี้ออกมาดี เธอก็อาจจะมีโอกาสได้ออกอากาศในช่วงเวลาไพร์มไทม์ และถ้ามีคนเห็นแววเธอเข้า เธอก็อาจจะประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงก็ได้
เธอพิจารณานามบัตรอย่างละเอียด ก่อนจะถามด้วยความสงสัย “ฉันแสดงไม่เก่ง คุณจะเลือกฉันจริงเหรอ ฉันไม่มีอะไรน่าหลอกลวงสักหน่อย”
โม่เฟิงรู้สึกเหมือนผมของเขากำลังจะร่วง ผู้หญิงคนนี้น่าปวดหัวจริง ๆ เขาจึงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คุณซวีเป่ยเป้ย ไม่ต้องกังวลไปครับ ก่อนที่คุณจะตอบตกลง เราจะไม่บังคับให้คุณเซ็นสัญญา และสัญญาของเราก็ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ไม่มีข้อไหนที่เอาเปรียบหรือขัดต่อศีลธรรม หากมีการละเมิดข้อตกลง สัญญานี้จะเป็นโมฆะทันที คุณวางใจได้เลย”
ซวีเป่ยเป้ยพยักหน้า คิด ๆ ดูแล้วก็จริงอย่างที่เขาพูด เธอเพิ่งรู้ตัวว่าการแสดงของเธอแย่ขนาดไหน ดูเหมือนเธอจะไม่ได้โง่ขนาดนั้น เธอยิ้มให้โม่เฟิงแล้วพูดอย่างตื่นเต้นว่า “แล้วเราจะเริ่มถ่ายทำเมื่อไหร่คะ?”
ในที่สุดโม่เฟิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก การรับมือกับผู้หญิงที่คิดอะไรไม่ค่อยออกแบบนี้ ทำเอาเขาปวดหัวจริง ๆ เพราะเดาไม่ออกเลยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ แถมคำพูดของเธอก็ทำให้เขาอยากจะเอาหัวโขกกำแพง
ภายในสตูดิโอถ่ายทำแห่งหนึ่ง ซวีเป่ยเป้ยตัดสินใจเซ็นสัญญา เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าตัว 20,000 หยวนที่โม่เฟิงเสนอให้ โม่เฟิงเห็นเงินแล้วก็อิจฉานักแสดงคนอื่น ๆ แค่ถ่ายโฆษณาตัวเดียวก็ได้ตั้ง 20,000 หยวน นี่มันมากกว่าเงินเดือนของเขาเสียอีก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมใคร ๆ ก็อยากเป็นนักแสดง ยิ่งเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียง ค่าตัวคงจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว รายได้คงมหาศาลน่าดู
จริง ๆ แล้วซวีเป่ยเป้ยก็ไม่ได้โง่ โฆษณาตัวนี้เธอเป็นคนแสดงนำ แถมยังอาจจะได้ออกอากาศในช่วงไพรม์ไทม์ ถึงแม้จะไม่ได้ออกอากาศในช่วงไพรม์ไทม์ ก็คงไม่โดนดองเหมือนโฆษณาที่เธอเคยแสดงมาก่อน ดังนั้นเธอจึงไม่ลังเลที่จะรับงานนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าโฆษณาตัวนี้ทำให้เธอดังเป็นพลุแตกก็คงไม่เลว บวกกับค่าตัวอีก 20,000 หยวน ทำให้ซวีเป่ยเป้ยไม่อาจต้านทานสิ่งล่อใจนี้ได้ แม้ว่าทั้งหมดนี้จะไม่สมเหตุสมผลในสายตาของเธอ
เนื้อหาของโฆษณานั้นเรียบง่าย เพราะเป็นโฆษณาความยาวแค่ไม่กี่นาที ไม่ได้เน้นทักษะการแสดงของนักแสดงมากนัก ยิ่งไปกว่านั้น โฆษณาตัวนี้มีไว้เพื่อโปรโมทเกม ภาพก่อนและหลังจะเป็นภาพที่ถ่ายทำในช่วงทดสอบเกม ช่วงกลางโฆษณาถึงจะมีซวีเป่ยเป้ยปรากฏตัว โดยเธอจะต้องยืนอยู่เฉย ๆ แล้วพูดว่า “ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งเกมออนไลน์ของเฟยอวิ๋น เกมของเราจะสนุกมากขึ้นเพราะมีคุณ”
เมื่อเลือกนักแสดงได้แล้ว ผู้กำกับก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาจึงรีบสั่งให้ทีมงานไปแต่งหน้าให้ซวีเป่ยเป้ย จากนั้นจึงไปจัดเตรียมไฟและอุปกรณ์ประกอบฉากอื่น ๆ เนื่องจากโฆษณาตัวนี้เป็นโฆษณาเกมออนไลน์ จึงต้องการเอฟเฟกต์ที่ดูเหมือนความฝัน
เมื่อซวีเป่ยเป้ยเดินออกมาจากห้องแต่งตัว โม่เฟิงและทีมงานทุกคนต่างก็ตะลึง เพราะตอนนี้ซวีเป่ยเป้ยสวมชุดเกราะสีเขียวของผู้หญิง กระโปรงผ่าข้างเผยให้เห็นเรียวขายาวสวย ผิวขาวเนียนเป็นประกาย ชุดเกราะตัวนี้ถูกออกแบบมาอย่างดี ช่วงกระโปรงถูกตัดเย็บอย่างเหมาะเจาะ ไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป เผยให้เห็นความเซ็กซี่เล็ก ๆ โดยที่ไม่ดูโป๊เกินไป ช่วงเอวมีผ้าสีฟ้าผูกไว้ ยิ่งขับเน้นให้เอวของเธอดูคอดกิ่วราวกับกิ่งหลิว ใครเห็นเป็นต้องอยากแปลงร่างเป็นผ้าผืนนั้น โอบกอดรอบเอวบาง ๆ ของเธอเอาไว้
นอกจากนั้น หน้าอกของซวีเป่ยเป้ยก็อวบอิ่ม ยัดเสื้อจนตึงเปรี๊ยะ เห็นได้ชัดว่าตอนที่เธอสวมเสื้อหนา ๆ โม่เฟิงไม่ได้สังเกตเห็นรูปร่างของเธอ ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเสียใจ ถ้ารู้ว่าเธอหุ่นดีขนาดนี้ เขาคงไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ แน่