ตอนที่ 7
เส้นชีพจรไร้ลักษณ์
เช้าแรกอันวุ่นวายในชีวิตใหม่ของหลงจิวเมิ่งผ่านพ้น ค่ำคืนอันสุขสงบของผู้คนทั่วไปพลิกเปลี่ยนมาแทนที่ยามนี้ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมิด เขตร้างห่างไกลความเจริญเช่นนี้ ในยามค่ำคืนมีเพียงความเงียบและหนาวเหน็บเท่านั้น ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ร้อยกว่าหลังคาเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตป้อมพายุหิมะเลือกที่จะนอนหลับใหลภายในเรือนชานอันอบอุ่นของตนเอง
แม้ผู้คนเลือกหลับใหลแต่ทุกวินาทีที่ได้กลับคืนมาสำหรับหลงจิวเมิ่งล้วนมีค่ายิ่ง เปลวไฟจากเทียนไขในห้องนอนของหลงจิวเมิ่งยังคงวูบไหวส่องสว่างบนโต๊ะหนังสือไม้ทรงกลม วางไว้แน่นด้วยบันทึกตำรับตำรา ทั้งการปรุงโอสถอักขระพื้นฐาน งานเหล็ก รวมถึงค่ายกล ซึ่งหลงจิวเมิ่งใช้ให้ลุงหานไปเบิกจากคลังตำราของตระกูลมาทั้งหมด แม้ตำราแทบทุกเล่มในตระกูลหลงในป้อมพายุหิมะจะมีเนื้อหาเพียงบทพื้นฐานเสียเป็ส่วนมาก แต่ก็มีเนื้อหาหลายส่วนที่ช่วยเติมเต็มความรู้ซึ่งขาดเป็ท่อนไม่ปะติดปะต่อให้สมบูรณ์เพราะในชีวิตก่อนความรู้ความสามารถของหลงจิวเมิ่ง ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้งานจริงและลองผิดลองถูกหาใช่เกิดจากศึกษาในสำนักวิชามาตรฐาน
กระดาษเนื้อหยาบหลายสิบแผ่นถูกขีดเขียนด้วยน้ำหมึกดำจนเต็มแน่นวางกองอยู่ด้านข้าง บนหน้ากระดาษขาวเรียบเรียงไว้ด้วยสูตรโอสถพื้นเพที่คัดลอกออกมา ก่อนจะถูกขีดเขียนแต่งเติมปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นรวมถึงอาคมอักขระและค่ายกลอย่างง่ายที่ถูกปรับแต่งให้แตกต่างไปจากตำรา ทั้งหมดถูกจดบันทึกแยกเป็สัดส่วนวางกองเอาไว้ที่ด้านข้างแม้ตำราที่ลุงหานหยิบยืมมาทั้งหมด เวลานี้จะถูกปิดพับลงไปแล้วแต่มือขวาอันคล่องแคล่วของหลงจิวเมิ่งยังคงกวัดแกว่งปลายพู่กันไม่หยุดยั้ง ใบหน้าและแววตาของหลงจิวเมิ่งยามนี้แน่วแน่สงบนิ่งไม่แตกต่างจากยามต่อสู้ประหัตปะาโดยมีชีวิตเป็เดิมพันเพราะสิ่งที่เขากำลังขีดร่างอยู่นั้น คือเส้นทางนับหมื่นนับพันสายที่ตนเองทุ่มเทค้นคว้าเมื่อชีวิตก่อนเพื่อที่จะยกระดับการบ่มเพาะฝึกตน รวมถึงเส้นทางในการเพิ่มขีดความสามารถของตนเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้นแต่ทุกเส้นทางที่ทดลองทำในชีวิตก่อน มักจะตีบตันแทบจะทั้งหมดซึ่งเหตุผลนั้นเป็เพราะ...จุดเริ่มต้นที่ผิดพลาด
เส้นชีพจรที่ผิดปกติของตนเอง...เส้นชีพจรไร้ลักษณ์ หาใช่ขยะแต่เป็เส้นชีพจรที่ทรงพลังที่สุดตามบันทึกของเผ่าเทพอสูร เส้นชีพจรชนิดนี้นั้นแปลกประหลาดหากอยู่ในขั้นก่อกำเนิดลมปราณ ร่างกายของผู้เส้นชีพจร จะฝึกฝนได้รวดเร็วกว่าผู้ฝึกตนในวัยเดียวกันอย่างไม่อาจเทียบเพราะร่างกายสามารถก่อเกิดลมปราณได้จากจุดโพรงชีพจรทุกแห่งแต่เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบขั้นพื้นฐานลมปราณ ที่การฝึกฝนอาศัยการเดินลมปราณเคลื่อนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย กลับทำได้ยากเย็น เพราะความหมายของคำ...ไร้ลักษณ์หมายถึงไม่มีตัวตนชัดเจน ซึ่งเส้นชีพจรไร้ลักษณ์นั้น พลังลมปราณสามารถปะทุเกิดขึ้นมาได้จากทุกจุดแต่ก็สามารถสูญสิ้นไปอย่างไร้วี่แววได้ทุกเมื่อเช่นเดียวกัน กลายเป็สภาวะที่ไม่แน่ไม่นอนทำให้การฝึกฝนในขั้นตอนนี้จำเป็ต้องใช้สมาธิ และเวลาในการฝึกฝนมากกว่าผู้ที่มีเส้นชีพจรทั่วไปอย่างมาก
...จากเร็วกลายเป็ช้า คืออุปสรรคด่านแรก ซึ่งทำให้หลงจิวเมิ่งกลายเป็ล้าหลังผู้ฝึกตนวัยเยาว์ของตระกูลหลงเมื่อครั้งได้เข้าสู่สถานบ่มเพาะอัจฉริยะของตระกูล
แต่อุปสรรคที่แท้จริงบนเส้นทางการฝึกตนของ...เส้นชีพจรไร้ลักษณ์นั้นจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้เส้นชีพจรชนิดนี้ได้ฝึกฝนไปจนถึง...ขอบขั้นลมปราณเหนือธรรมชาติซึ่งร่างกายของผู้ฝึกตนจะเกิดการผลัดเนื้อเปลี่ยนกระดูกก่อร่างเส้นชีพจรพิเศษให้เด่นชัด จนพลิกเปลี่ยนจากสิ่งมีชีวิตสามัญกลายเป็สิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังยิ่งขึ้นไปอีกขั้น ทั้งการเพิ่มขึ้นของอายุขัยที่ยืนยาวและพลังเหนือธรรมชาติต่างๆ ซึ่งการขับพลังลมปราณเหนือธรรมชาตินั้น จำเป็ต้องอาศัยการเคลื่อนพลังลมปราณในร่างผ่านเส้นโพรงชีพจรวิเศษที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละวิธีการฝึกฝนจะก่อให้เกิดพลังธาตุที่แตกต่าง ตามแต่เคล็ดวิชา ซึ่งผู้ที่มีเส้นลมปราณไร้ลักษณ์นั้นแตกต่างเพราะเส้นชีพจรชนิดนี้ เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบขั้นลมปราณเหนือธรรมชาติ กลับไม่ก่อเกิดช่องโพรงลมปราณในร่างเช่นปกติแต่ยังคงสามารถสะสมลมปราณกระจายไปทั่วทั้งร่างโดยเท่าเทียมกลายเป็การฝึกฝนลมปราณเหนือธรรมชาติให้ก้าวหน้า กลับยากเย็นราวกับปีนป่ายจากพื้นดินขึ้นสู่สรวง์
สุดท้ายเพราะหลายสิ่งบีบคั้น หลงจิวเมิ่งในชีวิตก่อนหน้าจึงตัดสินใจฟันฝ่าอุปสรรคด้วยการหันหน้าเข้าสู่วิถีทางนอกรีตใช้การฝึกตนที่ผิดเพี้ยน โดยใช้ทั้งการต่อสู้สังหารผู้ฝึกตนด้วยกันเพื่อฝึกฝนและแย่งชิงทรัพยากรการใช้โอสถพิษและวิถีแห่งการทรมานตนเพื่อเร่งเร้าพลังแฝง ทุกเส้นทางที่พอจะมีโอกาสก้าวหน้าล้วนทดลองแทบสิ้น ยกเว้นเพียงหลีกเลี่ยงการก่อบาปเคราะห์ใหญ่ เช่น วิถีการบำเพ็ญเพียรแห่งบาปเคราะห์ซึ่งเน้นความอำมหิตเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เท่านั้น สุดท้ายความพยายามไม่สูญเปล่ามีชีวิตยืนยาวจนได้พบกับโชควาสนาใหญ่ พบเจอโบราณสถานลึกลับ ทำให้ได้เทพวิชาท่าร่างที่ทรงพลังยิ่งแถมหนทางในการฝึกตน พลันก้าวหน้าขึ้นอีก่ใหญ่
แต่เมื่อเลือกเดินอยู่บนเส้นทางฝึกตนของมิจฉาชีพแล้ว ก็จำต้องหลบหนีการตามล่าอยู่เนืองๆ ทำให้ไม่มีที่อยู่เป็หลักแหล่ง แม้มีมิตรสหายผูกสัมพันธ์ยามหลบหนียังต้องละทิ้งเพียงลำพัง กลายสภาพเป็ท่องทะยานไปทั่วหล้าไร้จุดหมายกลับคืน จนสุดท้ายบังเอิญพบกับเฉียนผ่าย ผู้ชี้แนะสั่งสอนจนนับถือเป็อาจารย์ นำมาซึ่งการได้เข้าเป็ส่วนหนึ่งของ...ค่ายโจรเก้าัจึงได้หยุดการร่อนเร่เช่นก่อนหน้า และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นอีกหลายปีซึ่งเวลาส่วนใหญ่ ถูกใช้เพื่อศึกษาข้อมูลตำรับตำราทั้งบันทึกของโจร การซื้อขายการปรากฏของสถานที่เปี่ยมวาสนา รวมถึงอีกหลายสิ่งจนกระทั่งถูกสังหารและถูกพลังลึกลับส่งดวงิญญาย้อนทวนเวลากลับมาเช่นในปัจจุบัน
มือขวาที่จับพู่กันหยุดนิ่งลงได้ครู่หนึ่งแล้ว ดวงตาแฝงแววครุ่นคิดของหลงจิวเมิ่งจ้องมองข้อความแผนภาพเหตุการณ์ที่ตนเองค้นคว้าซึ่งถูกจัดเรียงตามลำดับเวลา รายละเอียดการปรากฏและสถานที่ของ...สรรพวิชาล้ำเลิศศาสตราและสมบัติชั้นยอด รวมถึงโบราณสถานและสถานที่ลึกลับซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายและวาสนาพลิกชีวิต ข้อมูลความลับเกือบทั้งหมดนี้หลงจิวเมิ่งล้วนได้รับมาจากบันทึกรวบรวมภายในของค่ายโจรเก้าั
(ค่ายโจรเก้าัจะบันทึกรายการสมบัติล้ำค่าที่ปรากฏในหอประมูลแหล่งสำรวจเปี่ยมวาสนาและสถานที่ลึกลับ พร้อมพิกัดที่ตั้งเอาไว้ เพื่อทำการขุดค้นซ้ำหรือปล้นชิงผู้คนรวมถึงเอาไว้คาดการณ์พิกัดสถานที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งยังไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดค้นพบเช่นสุสาน หรือเมืองโบราณที่มักจะมีสิ่งปลูกสร้างกระจายกันหลายจุด)
...เอาละข้าตัดสินใจได้แล้วสิ่งแรกที่ข้าควรจะฝึกฝนและทุ่มเทให้ ก็คือ...ท่าร่างซึ่งจำเป็สำหรับการเอาตัวรอด บวกกับการหาเงินทองเอาไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มสูงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เมื่อการตัดสินใจเสร็จสิ้น หลงจิวเมิ่งก็หยิบฉวยแผ่นกระดาษที่จดบันทึกเกือบทั้งหมดใส่เอาไว้ในกล่องไม้ที่ใต้เตียงนอน ก่อนจะลงอักขระปกป้องเอาไว้ เมื่อทุกสิ่งถูกจัดเรียงเรียบร้อยแล้วหลงจิวเมิ่งค่อยเปิดประตูเรือนนอนออกไปรับแสงแรกของวันใหม่
.
.
เขตป้อมพายุหิมะนั้นมิได้มีผู้คนอาศัยอยู่มากมายนักแต่ตลาดการค้ากลางของที่นี่ก็นับว่าคึกคักไม่เบา เพราะวัตถุดิบในการปรุงโอสถระดับต่ำที่มีความ้าจำนวนมากรวมถึงวัตถุดิบปรุงโอสถสำคัญชั้นสูงบางชนิด เป็ผลผลิตเฉพาะของสถานที่แห่งนี้ ทำให้ทุกวันจะปรากฎขบวนพ่อค้าเร่และสำนักคุ้มภัยเดินทางเข้าออกเขตหนาวเหน็บแห่งนี้ไม่ขาดสาย โดยแทบทั้งหมดเดินทางมาเพื่อทำการค้าแลกเปลี่ยนซึ่งขบวนพ่อค้าส่วนใหญ่จะนำสินค้าจากเมืองใหญ่มาขายแลกเปลี่ยนเป็เงินเหรียญก่อนจะซื้อหาสิ่งของเพื่อนำกลับไปขายทำกำไรต่ออีกทอด ทำให้ดินแดนห่างไกลทางเหนือแห่งนี้แทบไม่เคยขาดแคลนสินค้าที่จำเป็ ยกเว้นเพียง่สามเดือนสุดท้ายของปีซึ่งมักจะเกิดพายุหิมะรุนแรงพัดตัดขาดเส้นทางสัญจร หรือที่รู้กันในชื่อของ...ฤดูกาลพายุหิมะ
หลงจิวเมิ่งแม้เป็ลูกชายของอดีตผู้นำเขตป้อมพายุหิมะตระกูลหลงแต่ด้วยก่อนหน้า ผู้เป็บิดามั่นใจในอำนาจหน้าที่ ไม่คิดสะสมสิ่งของเอาไว้กับตัวแถมยังมือสะอาดไม่เคยยักยอกสิ่งของ ทำการตักตวงเพื่อตนเองและพวกพ้องสิ่งของในชีวิตประจำวันเพียงลงทุนและหยิบยืมจากคลังของตึกหลักเมื่อมีเหลือก็ใช้คืน รายได้หลักจึงมีเพียงเบี้ยหวัดไม่มากมาย ซึ่งได้รับจากตระกูลหลักในนครเมฆขาวซึ่งรายได้แทบทั้งหมดล้วนลงทุนไปกับการซื้อหาโอสถหลากชนิด เพื่อมอบให้หลงจิวเมิ่งใช้ในการฝึกฝนจนแทบจะไม่มีเงินออม ยามล้มป่วยลงกะทันหันกลับถูกหลงซุนฉวยโอกาสยึดอำนาจในเวลาไม่ถึงเดือน พวกพ้องที่เคยนับถือตน รับรู้นิสัยใจคอของหลงซุนด้วยเกรงกลัวภัยลาม จึงพากันตีตัวออกห่างแทบหมดสิ้น
หลงจิวเมิ่งแม้กระเป๋าแห้งกลวง แต่ไม่คิดจะรบกวนผู้เป็บิดาที่กำลังล้มป่วยให้ต้องเดือดเนื้อร้อนใจได้แต่คิดวิธีการแก้ปัญหาเื่เงินทองด้วยวิถีทางของตนเองซึ่งนับว่าโชคดีที่ในชีวิตก่อน เขามีสหายผู้หนึ่ง ซึ่งรับรู้ในภายหลังว่าชีวิตในวัยเด็กเคยอาศัยอยู่ในเขตแดนป้อมพายุหิมะใน่เวลาเดียวกันกับหลงจิวเมิ่งพอดีแต่เพราะเหตุผลบางประการ ใน่เวลานั้น ทั้งสองกลับไม่เคยรู้จักและพบเจอกันมาก่อน
ป้ายไม้เทียนมู่แผ่นหนาลงยาสีดำขลับ จารึกคำ...โอสถสุขสันต์ตัวอักษรสีทองอล่ามงดงามแขวนติดเอาไว้ที่้าประตูทางเข้ากว้าง
ผู้มาเยือนยังร้านโอสถสุขสันต์ส่วนใหญ่ล้วนมาเพื่อหาซื้อโอสถสารพัน แต่วันนี้หลงจิวเมิ่งมิได้มาด้วยจุดประสงค์เดียวกันเพราะวันนี้ เขาเดินทางมาที่นี่เพื่อพบกับสหายในอนาคต...ต้าฮวนบุตรชายของท่านหมอใหญ่...ต้าไห่
...เ้าอ้วนฮวน ชีวิตใหม่นี้เราคงต้องทำความรู้จักกันให้ไวขึ้นกว่าเดิมสักหน่อยแล้ว
“เสมียน ข้าเป็สหายของนายน้อยต้าฮวนช่วยไปแจ้งกับต้าฮวนให้ออกมาพบข้าหน่อย”
“สหายของนายน้อย” เสมียนทำหน้านิ่วเพราะมันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่านายน้อยต้าฮวน ที่วัน ๆ เอาแต่หมกมุ่นอยู่แต่ในห้องอ่านตำรับตำราปรุงโอสถตามคำสั่งของท่านหมอใหญ่ต้าไห่ ซึ่งจะทำการทดสอบความรู้ของบุตรชายตนเองในทุกเดือนจะมีสหายในวัยเดียวกันด้วย “คุณชายท่านนี้รออยู่ที่นี่สักครู่ ข้าจะเข้าไปตามนายน้อยต้าฮวนออกมาพอว่าแต่คุณชายจะให้บอกนายน้อยว่าผู้ใดมาหากันรึขอรับ”
“บอกไปว่า...สหายจากแดนไกลมาขอพบก็พอ”
“สหายจากแดนไกล”
เสมียนหน้าร้านพยักหน้ารับ แม้ยังงุนงงสงสัยอยู่บ้าง แต่คำ...แดนไกลนั้นสื่อความหมายสมบูรณ์ในตัว ทั้งยังแสดงเจตนาปกปิดตัวตนมิให้สอบถามต่อ มันจึงไม่จำเป็ต้องสอบถามรายละเอียดไปมากกว่านี้ยามนี้พอดีกับหน้าร้านปลอดลูกค้า เสมียนหน้าร้านจึงตัดสินใจทำตามคำขอของหลงจิวเมิ่งเดินหายลับตาเข้าไปยังด้านหลังร้านโอสถสุขสันต์ทันที