วรเมธสะดุ้งเล็กน้อย แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับปพนต์กลับพบเพียงความอ่อนโยนและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในดวงตาคู่นั้น
“ไม่ต้องพูดก็ได้” ปพนต์กล่าวเสียงต่ำ “แค่อยู่ตรงนี้ก็พอ”
น้ำทะเลเย็นเยียบซัดเข้ามาอีกระลอกคลื่นกระทบข้อเท้าทั้งสามคนเหมือนจังหวะของหัวใจที่เต้นช้าๆ แต่มั่นคง
มารตีหันกลับมามองทั้งสองชาย ดวงตาของเธอทอดมองไปยังมือของพวกเขาที่กุมกันแน่นโดยไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไปแล้วเธอก็ยิ้ม…เป็นรอยยิ้มที่ทั้งอ่อนโยนและเย้ายวนอยู่ในคราวเดียวกัน...อืมเราโชคดีจริงๆที่มีสามีแสนดีอย่างพี่ปพนต์
“อืม...มือพี่ปพนต์อุ่นเสมอเลยนะคะ” เธอเอ่ย ขณะเดินเข้าไปใกล้แล้วสอดแขนเข้าไประหว่างมือของทั้งคู่ “ถ้าอย่างนั้น ให้รตี อิงตรงนี้ด้วยอีกคนได้ไหมคะ”
อ้อมแขนของเธอแนบชิดข้างลำตัววรเมธ ในขณะที่หัวไหล่เบียดอยู่กับปพนต์ อกอวบสัมผัสเนื้อตัวผ่านเสื้อบางและลมเย็นทำให้ผิวของวรเมธขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง
“รตี…” วรเมธเอ่ยชื่อเธอเบาๆราวกับไม่แน่ใจว่าตัวเองกล้าเรียกแบบนั้นหรือไม่
สาวสวยหันมามองเขาเต็มตา ใบหน้าหวานนั้นมีรอยยิ้มละมุนริมฝีปากสีอ่อนที่วรเมธเคยจูบนั้น ขยับเล็กน้อยราวกับจะพูดอะไรแต่กลับเงียบไปในวินาทีนั้น…กลายเป็นความเงียบที่เปล่งเสียงบางอย่างในใจออกมาแทน ความเงียบนั้นถูกเติมเต็มด้วยเสียงคลื่นและลมหายใจของทั้งสามคนที่ใกล้กันจนรู้สึกได้
ปพนต์โน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย กลิ่นอายจากเสื้อผ้าที่อบแดดใหม่และความอบอุ่นในอ้อมแขนของเขา คล้ายกับย้ำเตือนถึงค่ำคืนที่ทั้งสามเคยผ่านร่วมกัน
“พี่ไม่รู้ว่าเราจะเดินไปถึงไหน” ปพนต์เอ่ยเสียงแผ่ว “แต่พี่รู้ว่าถ้าไม่มีพวกเธออยู่ด้วยพี่คงไม่อยากไปไหนอีกแล้ว”
วรเมธหันไปมองชายคนนั้น แล้วมารตีก็จับมือพวกเขาไว้แน่นขึ้นดวงตาของเธอวาววับ และเมื่อสายลมพัดผ่านอีกครั้งผมยาวของเธอก็ปลิวมาติดริมฝีปากของวรเมธ เขาไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะกลิ่นแชมพูอ่อนๆหรือสัมผัสของปลายผมที่แนบบนผิวปาก แต่เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบากแล้วเบือนหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ปพนต์เห็นท่าทางนั้นก็ยิ้ม แล้วเอนหน้ามาใกล้กระซิบที่ข้างหูวรเมธ“ไม่เป็นไรหรอก ถ้านายรู้สึกมากกว่าที่คิด…รตีเข้าใจดี”
วรเมธเบิกตากว้างเล็กน้อย มองหน้าสวยตรงหน้าที่ตอนนี้สบตาเขาอย่างตั้งใจเธอพูดแผ่วเบา แต่หนักแน่น “ถ้าใจเรารู้สึกตรงกันทำไมจะเดินไปด้วยกันไม่ได้ล่ะคะ…” ริมฝีปากอวบอิ่มแนบเข้ากับแก้มเขาอย่างแผ่วเบาเหมือนจะถามใจเขาอีกครั้ง ว่า…พร้อมหรือยัง?
ยามค่ำคืนนั้นทั้งสามก่อกองไฟบนชายหาด...กองไฟตรงหน้าส่งเสียงเปาะแปะเป็นจังหวะชวนเคลิ้มเปลวไฟสว่างวาบในแต่ละครั้งที่ไม้แห้งถูกกลืนกินด้วยเปลวแดงทั้งสามนั่งล้อมกองไฟในความเงียบงัน ที่ไม่มีความอึดอัด มีเพียงความนิ่งสงบที่เหมือนเป็นบทพักใจหลังจากวันที่ผ่านไปอย่างช้าๆ ริมทะเล
หญิงสาวนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลาง ขนาบข้างด้วยชายหนุ่มสองคนเสื้อคลุมไหมสีขาวหลวมๆ ของเธอปลิวเบาๆ ตามลมทะเลเผยให้เห็นเต้าเต่งตึงที่ถูกโอบรัดด้วยบิกินี่ชิ้นบนที่ปิดไว้เพียงส่วนยอดนูนสายลมเย็นพัดกลิ่นเกลืออ่อนๆ เข้ามากระทบจมูก
วรเมธทอดสายตามองเปลวไฟนิ่ง สะท้อนประกายจันทร์เต็มดวงที่ลอยเด่นบนฟ้าเสียงคลื่นซัดฝั่งที่ดังอยู่ไกลๆ เหมือนเสียงหัวใจของเขาเองที่แผ่วเบาและเป็นจังหวะ
"เงียบจัง..." มารตีพูดขึ้นเบาๆ ขณะโยกตัวไปมาเล็กน้อย
ปพนต์เหลือบมองแล้วยิ้มบาง "เงียบแบบนี้ก็ดีนะ มีเราแค่สามคนกับทะเล กับพระจันทร์"
มารตีหันมามองวรเมธบ้าง เขายังเงียบ ไม่พูดไม่จาท่าทางเหมือนคนที่กำลังต่อสู้กับอะไรในใจ
"วรเมธ..." เธอเรียกชื่อเขาอย่างอ่อนโยน"ยังคิดอะไรอยู่หรือเปล่า?"
เขาหันมาช้าๆ แววตาที่เคยแข็งและปิดกั้น อ่อนลงเล็กน้อยเมื่อสบตาเธอ "แค่...คิดเรื่องที่เคยกลัวน่ะ"เขาพูดเสียงต่ำและนิ่งงัน ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยต่อ "ผมเคยคิดว่าถ้ารักใครอีกครั้งแล้วเสียเขาไปอีก ผมคงทนไม่ไหว"
คำพูดนั้นเหมือนมีเงาหนักทับลงมาบนบรรยากาศจนแม้กระทั่งเสียงคลื่นก็ดูเหมือนจะช้าลง ปพนต์ไม่ได้พูดอะไร แต่ขยับตัวเข้ามาใกล้แล้ววางมือลงบนไหล่ของวรเมธ เบา ๆ ไม่เร่งเร้า ไม่มีคำพูดมีเพียงสัมผัสที่อุ่นและมั่นคง
มารตีขยับตัวเข้าไปชิดวรเมธจากอีกด้าน กุมมือของเขาไว้แล้วสอดมืออีกข้างไปจับมือปพนต์ไว้แน่น ทั้งสามเหมือนสร้างวงเล็กๆใต้แสงจันทร์ด้วยมือของพวกเขาเอง
วรเมธหลุบตามองมือตัวเองที่ถูกโอบล้อมด้วยอ้อมกอดของสองคนที่เขาเริ่มเปิดใจให้ช้าๆ
“เราจะไม่ให้คุณอยู่คนเดียวอีกแล้ว” มารตีกระซิบ ขณะเอียงหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของเขาเสียงของเธอแผ่วเบาเหมือนเสียงคลื่นกระซิบริมหาด
“ไม่ว่าจะกลัวแค่ไหน…” ปพนต์พูดเสริม “นายจะมีก้าวต่อไปพร้อมกับพวกเราได้เสมอ”
วรเมธกลืนน้ำลายเบาๆราวกับต้องการกลืนความรู้สึกที่กำลังก่อตัวอยู่ในอก เขาไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมาอ่านใจง่ายๆแต่ในวินาทีนี้ เขากลับรู้สึกเหมือนหัวใจเขาเปลือยเปล่าอยู่กลางแสงจันทร์ ถูกทั้งมารตีและปพนต์เห็นทั้งหมดลมพัดแรงขึ้นจนเสื้อคลุมของมารตีปลิวเปิดอีก เผยให้เห็นส่วนนูนที่ถูกบีบรัดจนล้นทะลักออกมาใต้แสงไฟสลัวๆ ผิวเนื้อขาวใต้แสงจันทร์เป็นประกายจ้า สิ่งที่เห็นทำให้วรเมธเริ่มใจสั่นไหว
ชายหนุ่มเบือนสายตาออกไปข้างๆ เพื่อไม่ให้ความคิดเผลอเตลิดไปแต่สายตาของปพนต์กลับมองเธออย่างเปิดเผย ปลายลิ้นแตะมุมปากเบาๆราวกับเป็นสัญชาตญาณ
หญิงสาวหันมามองเขาทั้งสอง ยิ้มเอื่อยๆ แล้วเอนศีรษะพิงที่ไหล่วรเมธก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือปพนต์อีกครั้ง “คืนนี้...” เธอเอ่ยเบาๆ“ขอให้เราหายใจในจังหวะเดียวกันได้ไหม”
ปพนต์เลื่อนมือขึ้นลูบผมของภรรยาสาวเบาๆ วรเมธขยับตัวรับศีรษะที่พิงมาให้แนบแน่นขึ้นราวกับอยากเก็บไออุ่นไว้ในใจ แสงจันทร์ข้างบนยังคงกลมโตและเงียบงัน แต่ในวงล้อมของทั้งสามใต้แสงนั้นใจทั้งสามดวงเริ่มเต้นไปในจังหวะเดียวกัน
เงาของกองไฟสะบัดไปมาเหมือนคลื่นกระเพื่อมในความรู้สึกสายลมยังพัดอย่างสม่ำเสมอ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ลมหนาว...มันคือสายลมที่อบอุ่นจากใจที่กำลังปลดเปลื้องพันธนาการของอดีต ทั้งสามนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นอีกนานไม่มีคำพูดใดๆ แค่เสียงลมหายใจ และสัมผัสที่ซึมลึกลงไปในใจช้าๆ มันคือคืนที่ไม่มีคำมั่นสัญญาไม่มีคำว่ารัก แต่เต็มไปด้วยความหมาย ที่มากกว่าคำพูดใดๆ
ภายใต้แสงจันทร์เดียวกัน หัวใจทั้งสามดวงเริ่มเรียนรู้จะเต้นพร้อมกันเป็นครั้งแรกเสียงเปาะแปะของฝนเม็ดแรกตกกระทบใบไม้เหนือหัวก่อนจะตามมาด้วยสายฝนโปรยลงมาอย่างกะทันหันมารตีเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พลางหัวเราะเบาๆ ขณะลุกขึ้นจากผืนผ้าที่รองนั่ง“ฝนตก!” เธอร้องอย่างไม่แน่ใจว่าจะดีใจหรือบ่น
“วิ่งเข้าไปในบ้านเร็ว!” ปพนต์พูดพลางคว้ามือมารตีขึ้น ส่วนวรเมธรีบลุกขึ้นคว้าผ้ารองนั่งมาบังฝนไว้ก่อนจะวิ่งตามไปติดๆ
ทั้งสามวิ่งเข้ามาในตัวบ้านพักเสียงหัวเราะแทรกกับเสียงฝีเท้าเปียกที่ตบลงบนพื้นไม้เมื่อเข้าสู่ห้องนั่งเล่นฝนภายนอกเทลงมาอย่างไม่ยั้งเสื้อผ้าทุกชิ้นบนตัวเปียกชุ่มแนบเนื้อจนเห็นชัดถึงเส้นสายของกล้ามและผิว มารตีหอบหายใจก่อนจะหันไปหัวเราะให้วรเมธที่ผมปรกหน้าแล้วตวัดสายตาขึ้นมองเธอด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
“อย่ามองแบบนั้นนะ” เธอยกมือป้องหน้า “รตีดูเป็นตัวตลกขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“เปล่า…” วรเมธตอบเสียงเรียบ “แต่คุณดูสดมาก...แบบนี้ไม่ค่อยได้เห็นเลย”
ปพนต์เดินกลับมาพร้อมผ้าเช็ดตัวสามผืน“มา มา เช็ดตัวก่อน เดี๋ยวไม่สบายกันหมด” เขาโยนให้วรเมธกับมารตีคนละผืน มารตีเริ่มเช็ดผมตัวเองขณะนั้นวรเมธยังคงมองเธออยู่เงียบๆ สายตาที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่เคยถามออกมา