บทที่ 186
ดินแดนเบื้องหลัง
สายลมเย็นๆพัดโชยมากระทบร่างกายอย่างน่าแปลกประหลาด มีแสงแดดอุ่นส่องผ่านเบื้องหน้าเข้ามากระทบกับใบหน้าที่แหงนหน้ารับ
จางหมิงรู้สึกแปลกประหลาดที่ตนเองนั้นสัมผัสได้ถึงบรรยากาศรอบกายที่เปลี่ยนไป
คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันอย่างไร้เหตุผล
ตอนนี้สามารถสัมผัสได้ในทันทีว่าบรรยากาศบริเวณรอบๆร่างกายของตนเองนั้นเปลี่ยนไปบางอย่าง
“ ที่สามารถสัมผัสได้นี่มันอะไรกันแน่ความรู้สึกแบบนี้มัน ”
จางหมิงยังไม่อยากปักใจเชื่อในความคิดของตนเองก่อนที่เขาจะค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าช้า
เมื่อดวงตาทั้งสองข้างลืมเปิดขึ้นมาจึงพบเห็นสิ่งที่อยู่บริเวณรอบๆร่างกายของตนเองในตอนนี้
ทัศนียภาพที่ปรากฏขึ้นรอบร่างกายเป็นทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยความน่าตกตะลึง
ดวงตาทั้งสองข้างของจางหมิงเบิกกว้างขึ้นกล่าวกับตนเองภายในใจ “ นี่มันอะไรกันสถานที่แห่งนี้มัน? ”
ในตอนนี้สิ่งที่อยู่บริเวณด้านหน้าของเขามันคือดินแดนอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
ที่เขากำลังยืนอยู่มันเป็นเหมือนกับประตูขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านบนหน้าผาสูง
จางหมิงไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก่อนหน้านี้เขาเดินทางผ่านเข้ามาภายในประตูนั้น
จางหมิงหันไปมองบริเวณด้านหลังของตนเองเมื่อหันไปมองด้านหลังก็พบเห็นว่าประตูที่ตนเองเดินผ่านเข้ามายังคงตั้งอยู่
คำถามมากมายปรากฏขึ้นภายในหัว “ นี่มันอะไรกันทำไมสถานที่แห่งนี้ถึง? ”
“ เดี๋ยวนะด้านบนดวงอาทิตย์อย่างงั้นเหรอแถมบริเวณรอบๆยังมีสายลม ”
จางหมิงไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เมื่อลองเรียบเรียงความคิดทั้งหมดดูแล้ว ก่อนหน้านี้เขาเดินมุ่งตรงลงมาจากบริเวณด้านบนอยู่ใต้พื้นดิน
“ บริเวณนี้มันน่าจะเป็นใต้ดินที่มีแต่บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความอึดอัดแล้วก็เงียบสงัด ”
“ แต่ว่าภายในสถานที่แห่งนี้มันไม่ใช่นี่มันอะไรกันภายในสถานที่แห่งนี้มันเหมือนโลกภายนอก
“ เหมือนโลกภายนอกที่เป็นโลกบริเวณด้านบนทั่วทั้งรอบบริเวณเกาะมีต้นไม้มากมายสูงใหญ่ แถมบริเวณด้านบนนั้นยังมีท้องฟ้าดวงอาทิตย์และก้อนเมฆ ”
“ และบริเวณรอบๆร่างกายมันเองก็มีสายลมที่พัดพาไปมาเหมือนกับบรรยากาศบริเวณด้านนอกไม่มีผิ ”
จางหมิงรู้สึกตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเขายกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาจับกุมบริเวณปากขบคิดด้วยใบหน้าจริงจัง “ เดี๋ยวนะอย่าบอกนะว่าผลของค่ายกลอย่างงั้นหรอ ”
ถ้าลองนำเอาทฤษฎีหลายๆอย่างมาผนวกความคิดเข้าหากันแล้วยังไม่ได้คำตอบบางทีบริเวณรอบๆร่างกายในตอนนี้มันอาจจะเป็นผลจากค่ายกล
จางหมิงลองนำเอาความรู้ทั้งหมดของตนเองมาคิดเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น
หลังจากที่ลองนำเอาความคิดทั้งหมดที่เกิดขึนมาผนวกเข้าหากันความรู้ของเขาภายในชีวิตก่อนที่มีมากมายจึงสันนิษฐานได้ว่านี่อาจจะเป็นผลจากค่ายกล
จางหมิงส่งเสียงเสี่ยวหนิง “ เสี่ยวหนิงสถานที่แห่งนี้มันคือบริเวณด้านในค่ายกลใช่หรือไม่ ”
“ จากทำการวิเคราะห์ถูกต้องแล้วเจ้าคะ ”
“ ภายในสถานที่แห่งนี้มันคืออาณาเขตภายในค่ายกล ”
“ โดยภายในอาณาเขตมันมีความกว้างขวางเป็นอย่างมากค่ายกลถูกสร้างขึ้นมาโดยการทับซ้อนด้วยค่ายกลระดับสูงและอาณาเขตที่สามารถสร้างมิติ ”
“ ภายในสถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จำนวนมาก ”
เมื่อได้ยินคำอธิบายและคำยืนยันมันก็สามารถทำให้เขานั้นยืนยันในความคิดของตนเองได้
จางหมิงมั่นใจแล้วว่าความคิดของเขาถูกต้องไม่มีผิดเลยแม้แต่น้อย
จางหมิงเงียบนิ่งเขาก้มหน้าแล้วก็คิดกับตัวเองอีกครั้ง “ มองดูจากคำพูดนั้นก็คิดได้ทันทีภายในสถานที่แห่งนี้มันคือค่ายกล ”
“ ค่ายกลและเขตแดนมีหลากหลายประเภทสำหรับผู้ฝึกฝนวรยุทธ์แล้วมันเป็นวิชาที่ผู้ฝึกฝนวรยุทธ์ส่วนใหญ่ต้องเป็นจะต้องร่ำเรียนเอาไว้เพื่อใช้งาน ”
“ นอกจากวรยุทธ์ที่พึ่งพาลมปราณภายในแผ่ซ่านออกมากลายเป็นกำลัง ”
“ ค่ายกลเองก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่เป็นพลังให้กับผู้ฝึกฝนวรยุทธได้ ”
“ ค่ายกลมีหลากหลายประเภท สำหรับการฝึกฝนวรยุทธวรยุทธ์มีส่วนประกอบใหญ่ๆอยู่ทั้งหมดสองส่วน ”
“ โดยส่วนประกอบทั้งสองส่วนนั้นหนึ่งคือลมปราณ ส่วนอีกหนึ่งอย่างคือทักษะ ”
“ ส่วนค่ายกลเองก็มีส่วนประกอบใหญ่ๆอยู่สองส่วนเช่นเดียวกันหนึ่งคือลมปราณ ส่วนอีกหนึ่งก็คือปัญญา ”
“ เทียบดูแล้วค่ายกลระดับสูงมีความเข้าใจได้ยากกว่าวรยุทธเป็นอย่างมาก เพราะว่ามันสามารถเข้าใจได้ยากกว่าคนธรรมดาทั่วไปเลยไม่ค่อยจะศึกษาค่ายกลสักเท่าไหร่”
“ แต่ในขณะเดียวกันค่ายกลเองก็มีอานุภาพที่ร้ายแรงเช่นเดียวกัน ”
“ อย่างค่ายกลกระบี่ของพวกผู้พิทักษ์หุบเขามีความสามารถในการลดทอนกำลังลมปราณของผู้ที่อยู่ภายในอาณาเขตได้ ”
“ สถานที่แห่งนี้เองก็ถูกสร้างขึ้นมาด้วยค่ายกลเช่นเดียวกัน ”
“ โดยค่ายกลมีค่ายกลประเภทที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยลมปราณและการวางกลไกด้วยสติปัญญาก่อกำเนิดกลายเป็นมิติบิดเบี้ยว ”
“ พลังแห่งลมปราณคือการบ่มเพาะวิถีแห่งสวรรค์วิถีแห่งสวรรค์ก่อกำเนิดทุกสรรพสิ่ง ”
“ ในขณะเดียวกันถ้าสามารถศึกษาวิถีแห่งสวรรค์ได้อย่างทะลุปรุโปรงวิถีแห่งสวรรค์หรือพลังแห่งสวรรค์ก็สามารถให้กำเนิดโลกอีกใบได้ หรือสามารถให้กำเนิดมิติอีกใบหนึ่งได้เช่นเดียวกัน ”
“ สถานที่แห่งนี้มันเป็นแบบนั้น สถานที่แห่งนี้มันคือเรียนง่ายๆว่าสถานที่แห่งนี้มันคือมิติที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยพลังจากค่ายกล ”
“ ถ้าสามารถฝึกฝืนก็บ่มเพาะวิถีแห่งสวรรค์จนถึงระดับสูงได้แม้แต่โลกอีกใบหนึ่งก็สามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ ”
“ ภายในสถานที่แห่งนี้มีความกว้างขวางเป็นอย่างมากคนที่สร้างขึ้นมาจะมีวรยุทธ์สูงส่งอยู่ในระดับไหนแล้วจะมีสติปัญญาอยู่ในระดับไหน ” จางหมิงคิดไม่ตกเกี่ยวกับเรื่องนี้
ในตอนนี้ยืนยันได้แล้วว่าภายในสถานที่แห่งนี้มันคือภายในค่ายกลเป็นมิติที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยผู้ฝึกฝนวรยุทธ์
ในขณะเดียวกันมันเองก็เหมือนโลกอีกใบด้วยเช่นเดียวกัน
โดยภายในสถานที่แห่งนี้มันจะเป็นที่ที่สามารถมีมนุษย์อาศัยอยู่ได้
จางหมิงขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากัน “ ผู้ที่สร้างมิตินี้ขึ้นมาจะพูดว่าเป็นเทพเซียนก็ไม่ผิดเลย ”
“ กลไกของค่ายกลสามารถสร้างมิติขนาดใหญ่แบบนี้ขึ้นมาได้ให้เปรียบเสมือนกับโลกภายนอกมีกลไกที่ละเอียดอ่อนแม้แต่ตัวของข้าภายในชีวิตก่อนก็ไม่สามารถทำได้ ”
จางหมิงเขาประหลาดใจแต่ในขณะเดียวกันก็ชื่นชมกับผู้ที่สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมา
ไม่ว่ามองอย่างไรผู้ที่สร้างค่ายกลนี้ขึ้นมาก็เป็นผู้ที่น่าจะมีสติปัญญาในด้านค่ายกลมากกว่าเขา
“ ภายในสถานที่แห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่สินะ ”
“ ใช่แล้วเจ้าค่ะนายท่านภายในสถานที่แห่งนี้มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ข้าสามารถตรวจพบคลื่นลมปราณและคลื่นพลังชีวิตของสิ่งมีชีวิตภายในบริเวณนี้ได้ ”
จางหมิงรู้ดีว่าความสามารถของระบบมันคงจะไม่สามารถช่วยได้ทุกอย่าง
ในตอนนี้เขาเดินทางเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้โดยบังเอิญไม่รู้ว่ามันมีเป็นดินแดนแบบไหนกันแน่
“ ถ้าอยากจะรู้ว่าภายในสถานที่แห่งนี้เป็นที่แบบไหนก็คงจะต้องสำรวจเอาเองสินะ ” จางหมิงยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมา
จักรพรรดิอินทรีปีกแดงถูกเรียกออกมาภายในสถานที่แห่งนี้
ร่างของจักรพรรดิอินทรีขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น จางหมิงกระโดดขึ้นบนหลังของมันจากนั้นก็บังคับให้มันโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
หลังจากที่ร่างของสัตว์อสูรขนาดยักษ์โบยบินขึ้นสู่ท้องนภาจางหมิงที่นั่งอยู่บนหลังของมันก็กวาดสายตาไปมองบริเวณรอบๆ
“ ในสถานที่แห่งนี้เหมือนจริงๆ ”
“ คนที่สร้างค่ายกลรู้ได้อย่างไรว่าโลกใบนี้มีส่วนประกอบแบบไหนถึงสามารถสร้างให้มันเหมือนจริงได้ขนาดนี้ ”
“ ตามกลไกและการสร้างมิติที่คล้ายคลึงกับโลกภายนอกไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ”
“ ในตอนนี้บริเวณด้านล่างมันมีสัตว์อสูรอยู่ด้วย ” จางหมิงใช้ดวงตาของตนเองมองต่ำลงไปพบเห็นสัตว์อสูรอยู่บริเวณ
พวกสัตว์อสูรที่อยู่บริเวณด้านล่างเป็นสัตว์อสูรที่มีระดับอยู่ในระดับประมาณระดับสามดาวถึงสี่ดาว
เป็นสัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งแตกต่างจากโลกภายนอก
สำหรับมนุษย์ธรรมดาทั่วไปแล้วสัตว์อสูรระดับสามดาวหรือสี่ดาวก็เป็นศัตรูที่ยากจะเอาชนะแล้ว
“ อสูรที่มองเห็นเป็นสัตว์อสูรที่ตัวของข้ารู้จักพวกมันเข้ามาอยู่ภายในค่ายกลนี้ได้อย่างไร ”
“ หรือว่าคนที่สร้างค่ายกลนี้นำเอาสัตว์อสูรพวกนี้เข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ ”
จางหมิงยังคงคิดไม่ตกเกี่ยวกับภายในสถานที่แห่งนี้และผู้ที่สร้างมันขึ้นมา
ร่างของจักรพรรดิอินทรีปีกแดงโบยบินอยู่บนท้องนภาสำรวจพื้นที่บริเวณรอบๆ
หลังจากที่โบยบินอยู่บนท้องนภามาสักพักใหญ่ๆมันทำให้ตัวของจางหมิงรู้ว่า ในสถานที่แห่งนี้มันกว้างขนาดไหน
ในพื้นที่ภายในบริเวณนี้ขวางเป็นอย่างมากภายในค่ายกลมีความกว้างอาจจะเทียบเท่ากับดินแดนบริเวณด้านนอกก็ว่าได้
เขายังไม่แน่ใจว่าภายในสถานที่แห่งนี้มันใหญ่โตเพียงใดได้แต่โบยบินสำรวจบนท้องนภาไปเท่านั้น
ในขณะที่กำลังบินสำรวจบริเวณด้านบนท้องนภาอยู่ จางหมิงที่นั่งอยู่บนหลังของจักรพรรดิอินทรีปีกแดงสัมผัสได้ถึงบางอย่าง
“ การโจมตี… ” เสียงโทนทุ้มต่ำที่เคยได้ยินมาแล้วดังขึ้นภายในหัว มันคือเสียงของจักรพรรดิอินทรีปีกแดง
จางหมิงดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้นดวงตาของเขาก็มองต่ำลงไปด้านล่างพบเห็นลูกธนูพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของจักรพรรดิอินทรีปีกแดง
จักรพรรดิอินทรีปีกแดงโบยบินหลบลูกธนูนั้นได้อย่างง่ายดาย
จากที่หลบการโจมตีนั้นได้จางหมิงมองต่ำลง พบเห็นร่างของคนผู้นึงอยู่บริเวณนั้น “ มนุษย์… ”
“ ในสถานที่แห่งนี้มีผู้คนอยู่ด้วย ”
จบบท