หลังจากนั้นความเงียบอันแสนอบอุ่นก็เข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้องรับแขกสีหน้าและแววตาที่เคยดุดันเกรี้ยวกราดของธันวาค่อยๆผ่อนคลายลงจนกลับเป็นปกติ
ธันวายกแก้วไวน์ขึ้นจิบอีกครั้งเพื่อดับความร้อนผ่าวในลำคอก่อนจะเหลือบสายตาคมมองเด็กหนุ่มตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ
“จะว่าไปแล้ว... การที่น้องเรียกพี่ว่าพี่ธันวามันก็...ดูห่างเหินกันเกินไปหน่อยนะ”
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นจากโซฟาพร้อมกับแก้วไวน์ในมือแล้วเดินตรงไปยังมุมห้องเพื่อค้นหาอะไรบางอย่างในกระเป๋านักเรียนของตัวเอง ส่วนริวนั่งอยู่โซฟาก็ได้แต่มองตามแผ่นหลังนั้นด้วยความฉงน
ทว่าเพียงไม่นาน ธันวาก็เดินกลับมาพร้อมกับบัตรแข็งสีฟ้าอ่อนในมือเขาหยุดยืนต่อหน้าริว ก่อนจะเอื้อมมือวางบัตรใบนั้นลงบนโต๊ะกระจกแล้วใช้นิ้วชี้เลื่อนมันไปหยุดอยู่ตรงหน้ารุ่นน้องนิ่งๆ
“นี่เป็นบัตรประชาชนของพี่น่ะ”
ริวก้มลงมองบัตรใบนั้น สายตาไล่อ่านวันเดือน ปีเกิด รวมถึงเลขประจำตัวประชาชนของรุ่นพี่ แต่จุดที่นัยน์ตาของเขาโฟกัสมากที่สุดคือชื่อจริงที่ปรากฏเป็นตัวอักษรสีดำเด่นชัด
โนแลน…
แต่ในส่วนของนามสกุลกลับถูกปลายนิ้วชี้ของธันวากดทับและบดบังเอาไว้จนมิดราวกับเจ้าตัวตั้งใจจะไม่ให้อีกฝ่ายได้เห็นมัน
“โนแลน นั่นเป็น… ชื่อที่แม่ตั้งให้ตอนที่พี่เกิดอยู่ประเทศอังกฤษน่ะ”
“ส่วนธันวาก็เป็นแค่ชื่อเดือนเกิดของพี่แต่ตาแก่นั่นไม่รู้จักชื่อพี่ตอนมาอยู่ด้วยกัน... แกเลยเรียกพี่ตามนั้นว่าธันวา”
“หลังจากนั้นคนอื่นๆก็เรียกตามๆกันจนทุกคนรู้จักพี่ในชื่อนั้นไปหมดแล้ว”
ธันวาละสายตาจากบัตรแล้วก้มลงสบตากับรุ่นน้องหน้าซื่อแววตาคู่นั้นอ่อนแสงลงและเต็มไปด้วยความอบอุ่นลึกซึ้ง
“เรื่องชื่อนี้... นอกจากตัวพี่ พ่อ กับแม่แล้วก็ไม่มีใครรู้เลยนะ และพี่ก็ไม่คิดจะบอกด้วย...”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยนิ้วชี้ที่เคยบังนามสกุลเอาไว้ค่อยๆยกขึ้นเชยปลายคางของรุ่นน้องที่ก้มมองบัตรให้เงยหน้าขึ้นแม้แววตาของเขาจะฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ ทว่ามันกลับดูจริงจังมากเมื่อสบตากับเด็กหนุ่มตรงหน้าแล้วจึงพูดต่อ
“แต่พี่อยากให้ริวรู้เอาไว้... นะ”
ริวพยักหน้าเบาๆ “ครับ…”
ธันวายิ้มอย่างพอใจแววตาคมทอดมองรุ่นน้องด้วยความเอ็นดู “เด็กดี”
พูดจบเขาก็เงียบไปครู่หนึ่งนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนเหม่อมองพลางหมุนวนน้ำแข็งในแก้วไวน์ที่ละลายจนเกือบหมดก่อนจะเปิดปากเล่าต่อราวกับพูดถึงสิ่งที่อัดอั้นไว้ในใจมาตลอดสิบปี
“นอกจากเรื่องชื่อแล้ว... ริวรู้ไหมว่าเรื่องธุรกิจบ้าๆที่พี่ต้องรับช่วงต่อจากตาแก่นั่นมันคืออะไร…”
“ผมไม่รู้ครับ…”
“มันคือความมั่งคั่งที่แกเป็นคนสร้างขึ้นมากับมือจนเป็นอย่างที่เห็นนี่แหละแต่สำหรับพี่... มันโคตรจะน่ารังเกียจเลย”
“ทะ… ทำไมล่ะครับ!” ริวถามแทรกขึ้นทันทีด้วยความตกใจ
จากก่อนหน้านี้ที่เขาเคยแอบเข้าไปในห้องเก็บเอกสารพร้อมกับแนนโน๊ะและได้รู้ข้อมูลว่าผู้อำนวยการของโรงเรียนหรือปู่ของธันวาทำธุรกิจหลายอย่างแต่เมื่อได้ยินคำพูดของคนเป็นหลานชายแท้แล้วมันก็ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ ท่าทีซื่อๆของเด็กรุ่นน้องทำให้ธันวาแค่นยิ้มหยันพลางเขย่าแก้วไวน์ในมือเบาๆ
“พี่เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่เขาพูดต่อๆกันมาว่าเดิมทีปู่ของพี่ก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรเลย”
“แต่ตาแก่นั่นเริ่มต้นหาเงินตั้งแต่ช่วงที่กำลังเรียนหนังสืออยู่เพราะแกมองว่าไม่มีอะไรจะสร้างกำไรได้มากกว่าการค้าขายอีกแล้ว...”
“และของที่แกขายน่ะ มันก็เป็นของผิดกฎหมายซะด้วย…”
คำบอกเล่านั้นยิ่งทำให้ริวแสดงท่าทีตื่นตระหนกเข้าไปใหญ่แม้จะพยายามทำตัวให้ปกติที่สุดแล้ว เด็กหนุ่มเบิกตากว้างเล็กน้อยก่อนจะถามเสียงเบา
“มะ… มันคืออะไรเหรอครับ”
“มันเป็นของชิ้นเล็กๆ ที่ไม่ได้ราคาแพงเป็นแสนเป็นล้านหรอกนะแต่แกก็แค่อัดหนังโป๊ลงแผ่นซีดีขายแผ่นละสิบบาท... แต่ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า”
“…”
“ถึงราคาต่อแผ่นมันจะดูไม่ได้แรงอะไรแต่ลองนึกถึงค่าเงินในสมัยก่อนสิ เงินสิบบาทในยุคนั้น ค่าเงินมันแทบจะเทียบหลักร้อยในสมัยนี้เลยด้วยซ้ำ”
“ปู่ทำขายแบบนั้นไปเรื่อยๆ จนกอบโกยเงินมาส่งเสียตัวเองจนจบปริญญาเอกได้ก็ถือว่าเก่งไม่น้อยเลยล่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้ว ริวที่นั่งอยู่ถึงกับอึ้งไปทันทีสมองรัวภาพเหตุการณ์ทั้งหมดตามธันวากำลังเล่าอย่างตั้งใจ
ธันวาแค่นยิ้มหยันพลางเขย่าแก้วไวน์ในมือเบาๆ “แทนที่โบยบินอยู่บนกองเงินกองทองที่หามาได้แล้วจะรู้จักพอแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ไม่เลย...”
“ตรงกันข้าม แกกลับยิ่งจมดิ่งลงไปลึกกว่าเดิมและเริ่มเสาะหาของที่มีราคาสูงกว่านั้นมาขายแทน”
“ซึ่งมันก็สร้างความมั่งคั่งอย่างที่เห็นนี่แหละ”
ทันใดนั้น...ภาพในหัวของธันวาปรากฏฉากทับซ้อนในอดีตยามที่เขาถูกส่งตัวมาอยู่กับปู่ที่คฤหาสน์หลังนี้ในช่วงแรกๆภาพของเด็กชายตัวเล็กๆที่ถูกชายชราผู้เป็นปู่บังคับและใช้งานให้ทำเรื่องสกปรกพวกนั้นคอยส่งเอกสาร คอยรับรู้เส้นสายในเรื่องที่ผิดกฎหมาย
ธันวาในตอนนั้นไม่มีทางเลือกเขาต้องยอมทำตามทุกอย่างเพียงเพราะมันคือคำสั่งของผู้เป็นเจ้าของชีวิต เขาถอนหายใจยาวพิงแผ่นหลังลงกับเบาะโซฟาพร้อมกับความเหนื่อยล้าเต็มทีเมื่อนึกถึงมัน ก่อนจะหันหน้าไปถาม
“แล้วเราคิดว่าสิ่งที่ตาแก่นั่นทำต่อยอดมาจนถึงปัจจุบันมันคืออะไรล่ะ”
“ผมก็… ไม่รู้สิครับ…”ริวตอบเสียงเบา
เมื่อได้ยินคำตอบของริว ธันวาเหลือบมองเด็กหนุ่มตรงหน้าเล็กน้อยก่อนจะยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ แล้วพูดต่อ
“ตอนนั้นปู่พาคนที่ทำงานด้วยมาที่บ้านก็มากินเลี้ยงสังสรรค์กันปกตินั่นแหละ ส่วนพี่ก็นั่งเล่นเกมอยู่ห้องข้างๆ”
“พี่ได้ยินพวกเขา...พวกเขาพูดถึงเรื่องสินค้าและการส่งออกในตลาดมืด แต่พี่ก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าพวกเขาจะเอาอะไรไปขาย”
คำว่า ตลาดมืด ที่หลุดออกมาจากปากของรุ่นพี่ตรงหน้าทำเอาริวที่นั่งอยู่ถึงกับชะงัก นัยน์ตาของเด็กหนุ่มไหววูบด้วยความช็อกอย่างปิดไม่มิดเพราะเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าระดับผู้อำนวยการโรงเรียนจะไปพัวพันกับเรื่องพวกนี้และถ้าไม่ใช่เพราะคนที่เล่าเรื่องนี้คือหลานชายแท้ๆ ริวคงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันอันเย็นเยียบอยู่พักใหญ่ก่อนที่ธันวาจะถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้ง ริวสังเกตเห็นมือของรุ่นพี่ที่กำแน่นขึ้นพร้อมกับแววตาที่เริ่มแข็งกร้าวราวกับมีเปลวไฟแห่งความแค้นและความเจ็บปวดขึ้นในส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำ
“แต่นั่นก็ยัง… ไม่น่ารังเกียจเท่าสิ่งที่ตาแก่นั่นทำกับย่า...”น้ำเสียงของธันวาเริ่มสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้
“ย่าเสียชีวิตเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง...ตาแก่นั่นบอกคนอื่นว่าย่าตกบันไดลงมาตายเอง แต่เรื่องที่น่าแปลกคือ...”
“ร่างของย่ากลับไม่ถูกจัดงานศพอย่างที่ควรจะเป็นเลยสักนิดไม่มีพิธี ไม่มีสวดพระอภิธรรม…”
“พี่ยังแอบคิดเลยนะ...ว่าตาแก่นั่นตั้งใจไม่จัดงานศพให้ย่าจริงๆหรือแอบเอาร่างของย่าไปทำอย่างอื่นกันแน่!”
เมื่อเล่ามาถึงจุดที่อารมณ์ดิ่งที่สุดธันวาที่ขอบตาแดงก่ำกำลังจะคว้าแก้วไวน์ขึ้นมาดื่มประชดชีวิตของตัวเองทว่าในวินาทีนั้น...ฝ่ามือเรียวอุ่นของริวก็ยื่นข้ามโต๊ะมากุมและคว้าเข้าที่ข้อมือข้างที่ถือแก้วไวน์ของรุ่นพี่เอาไว้แน่นเพื่อเหนี่ยวรั้งไม่ให้อีกฝ่ายดิ่งลงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ไปมากกว่านี้
เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบาทว่าอบอุ่นนั้น...กลับส่งกระแสบางอย่างแล่นเข้าสู่ขั้วหัวใจของธันวาอกข้างซ้ายของประธานหนุ่มพลันเต้นแรงขึ้นมาทันที
เด็กหนุ่มสบสายตากับรุ่นพี่ตรงหน้าก่อนจะเอ่ยปลอบใจด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเพื่อช่วยประคองสติของอีกฝ่าย
“พี่ครับ!ปู่ของพี่คงไม่ทำเรื่องเลวร้ายขนาดนั้นกับภรรยาของตัวเองหรอก พี่อย่าเพิ่งคิดมากเถอะครับ...”
ธันวานิ่งงันไปชั่วครู่แววตาที่สั่นไหวทอดมองมือของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ยังคงจับข้อมือเขาไว้แน่ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆพร้อมรอยยิ้มที่ขมขื่น
“ริวไม่รู้อะไรไง...” เขาพูดเสียงเบาราวกับกระซิบก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักขึ้น “ถ้าตาแก่นั่นตาย พี่จะไม่เสียใจเลยสักนิด”
ธันวาละสายตาจากข้อมือเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะพูดถึงอีกเรื่องด้วยน้ำเสียงที่หม่นลง
“ได้เกิดเป็นลูกคนรวยจะทำอะไรก็ง่าย แค่ใช้เงิน…เหมือนจะดีนะ แต่ก็ไม่เลย”
“ส่วนมาเบลก็แค่ความสุขเล็กๆ แต่ก็เล็กซะจน...บางครั้งเหมือนมันไม่มี หรือบางทีไม่มีก็อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ”
แววตาของประธานหนุ่มดูสิ้นหวังและมืดมนลงอย่างเห็นได้ชัดริวนั่งฟังพลางนิ่งเงียบ... ในใจของเด็กหนุ่มรู้ดีว่ามาเบลกำลังทำเรื่องเลวร้ายอะไรอยู่ในโรงเรียนและเขาก็พอจะเดาออกว่า คนที่คอยอยู่เบื้องหลังเพื่อเก็บกวาดเรื่องที่เธอทำ ก็คงหนีไม่พ้นธันวา
ไหนจะเรื่องของออร์แกนที่เป็นรองประธานสภานักเรียนที่มีผลประโยชน์ร่วมกับธันวาตามที่เบนซ์เคยบอกรวมไปถึงพวกลูกสมุนเจ้าปัญหาคนอื่นๆอีก
ดูรวมๆแล้ว พี่คงจะเป็นคนที่แบกทุกอย่างเอาไว้นะครับ
ริวแอบคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดมันออกมาเขาเข้าใจในทันทีว่าความสัมพันธ์ระหว่างธันวากับมาเบล มันอาจเป็นเพียงความพยายามดิ้นรนหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอันแห้งแล้งของรุ่นพี่ตรงหน้าแต่มันกลับเจือจางเสียจนแทบไม่ช่วยเยียวยาบาดแผลลึกในใจของเขาเลยแม้แต่น้อย
แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ก้าวก่ายเรื่องความสัมพันธ์หรือสิ่งที่ธันวากำลังทำอยู่ไม่ว่าสิ่งที่รุ่นพี่จะทำเป็นสิ่งที่ดีหรือเลวร้ายอย่างไร
ริวก้มหน้าลงพลางหลุบสายตาต่ำ...แม้เขาจะรู้ว่าอีกมุมหนึ่งของโรงเรียนที่สวยงามนี้เป็นยังไง แต่ก็คงจะไม่มีทางรู้ไปมากกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าแน่ถึงอย่างนั้น เป้าหมายเดียวของริวคือการทำตามแผนการของตัวเองให้สำเร็จเท่านั้น
“นี่ริว...”
เสียงทุ้มดังขึ้นทำลายความเงียบขึ้นมาดื้อๆในขณะที่ริวกำลังจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดเด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะรีบเงยหน้าขึ้นสบตา
“คะ...ครับ”
“อยู่คนเดียวมันสบายใจดีไหม...ให้พี่ไปอยู่ด้วยคนดิ”
ธันวาพูดพลางส่งยิ้มบางเบาทว่าแววตากลับฉายประกายความโดดเดี่ยวอย่างปิดไม่มิด นั่นทำให้ริวนิ่งไปชั่วครู่ดวงตากลมโตสั่นไหวเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่... อย่ามาอยู่กับผมเลย ชีวิตของผมน่ะ มันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่พี่เห็นหรอกครับ”
“หืม แล้วเราไปทำอะไรให้ชีวิตมันยุ่งยากอีกล่ะ”ธันวาเลิกคิ้วถาม ขยับตัวพิงพนักโซฟาอย่างสนใจ
ริวเริ่มเปิดปากแววตาแปรเปลี่ยนเป็นราบเรียบเยือกเย็น “ก็อย่างที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้พ่อกับแม่ของผมเสียชีวิตไปแล้ว”
“และในวันนั้น... ทุกอย่างมันเกิดจากความผิดพลาดในการแสดงมายากลของพวกท่านและทางตำรวจก็สรุปคดีว่าเป็นเพียงอุบัติเหตุครับ...”
“ผมรู้ว่ามันไม่ใช่... และวันนั้นผมเห็นกับตาว่ามีตำรวจได้รับเงินสินบนเพื่อสั่งปิดคดีนั่นเลยทำให้ผมตั้งใจว่าจะต้องตามหาตัวคนที่อยู่เบื้องหลังคดีนี้ให้เจอครับ”
ริวหลุบตาลงต่ำแววตาวาวโรจน์ไปด้วยความเคียดแค้นที่ถูกฝังลึก “และตอนนี้ผมรู้แล้วว่าเขาอยู่ที่นี่ในโรงเรียนนี้... แค่ผมยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร”
ประโยคนั้นทำเอาธันวานั่งนิ่งอีกครั้งสายตาจับจ้องใบหน้าซื่อๆของรุ่นน้องตรงหน้า แล้วถามขึ้น
“ถ้าสมมติว่า ริวเจอตัวคนที่สั่งปิดคดีได้แล้วริวจะทำยังไงต่อล่ะ”
“เขาทำอะไรกับครอบครัวผมไว้...ผมก็จะทำให้เขาได้รับผลกรรมแบบนั้นเหมือนกันครับ”
คำตอบที่เด็ดเดี่ยวหลุดมาจากปากเด็กหนุ่มหน้าซื่อเป็นสิ่งที่ธันวาคาดเดาได้ไม่ยากแม้ภายนอกริวจะดูไม่มีพิษมีภัยและไม่น่าจะทำเรื่องแบบนั้นได้แต่สัญชาตญาณของธันวากลับบอกว่า ก็ไม่แน่… แต่เขายังคงเงียบเพื่อรับฟังรุ่นน้องพูดต่อ
“ถึงอย่างนั้น...เรื่องนี้มันก็เป็นเหมือนโซ่ตรวนที่ล่ามขาผมเอาไว้ ไม่ให้ไปไหนในหัวของผมมีแต่เรื่องนี้คิดวกวนอยู่ทุกวัน” น้ำเสียงของริวแผ่วลงเล็กน้อยคล้ายอ่อนล้า“โดยที่ผมยังไม่รู้เลยว่าจะเจอตัวเขาเมื่อไหร่…”
ในเสี้ยววินาทีนั้นธันวาตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปใกล้อีกนิด ก่อนจะวางมือหนาลงบนบ่าของเด็กหนุ่มเบาๆเพื่อส่งผ่านความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดที่มีลงไปในสัมผัสนั้น ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ถ้ามีอะไรอยากให้พี่ช่วยอะไร บอกมาเลยนะ...พี่จะช่วยเราทุกอย่างเลย”
ประโยคนั้นดูเหมือนจะไม่ได้พูดเล่นเลย… แม้ว่าลึกๆในใจของริวกลับไม่เคยคิดอยากจะให้ใครช่วยเพราะรู้ดีว่าแผนการและวิธีการล้างแค้นของเขามันอาจจะไม่ถูกต้องตามหลักการและจากที่เคยคิดไว้ว่าจะไม่เอาตัวเองไปสนิทสนมกับใครเพื่อไม่ให้มีผลกระทบแผนการ
ทว่า...พอมองสบเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนอันอบอุ่นและจริงใจของรุ่นพี่ตรงหน้าริวก็ตระหนักได้ว่า อำนาจและเส้นสายของประธานสภานักเรียนคนนี้ อาจจะทำให้แผนการที่วางมาดำเนินไปได้ง่ายขึ้นเยอะเด็กหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นพร้อมส่งยิ้มละมุนตอบกลับไป
“ครับ...”
ธันวายิ้มกว้างอย่างพอใจพลางตบไหล่รุ่นน้องเบาๆสองครั้งเป็นการให้สัญญา “ต้องอย่างนั้นสิ...”
พูดจบธันวาก็ขยับกายเดินกลับมานั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้าม ขาข้างหนึ่งของเขายกขึ้นไขว่ห้างทับอีกข้างอย่างสบายอารมณ์ราวกับว่าความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานหลายปีได้รับระบายออกไปจนหมดสิ้น
ชายหนุ่มยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอีกครั้ง แต่ก็พลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้จึงวางแก้วไวน์ในมือลงบนโต๊ะกระจกก่อน
“แล้วก็... พี่ได้ยินมาว่าเรามีปัญหากับออร์แกนอยู่เหรอ”
ประโยคคำถามลอยๆนั้นทำเอาริวรีบหันมองรุ่นพี่ทันทีเด็กหนุ่มแอบแปลกใจไม่น้อยที่อีกฝ่ายล่วงรู้ถึงเรื่องนี้ด้วย
“ก็… ไม่เชิงครับ... แต่ว่าพี่รู้เรื่องนี้ได้ยังไงเหรอครับ”
ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ “หึๆ แล้วเราคิดว่ามีเรื่องอะไรในโรงเรียนนี้บ้างล่ะที่คนอย่างพี่จะไม่รู้”
ชายหนุ่มยกแก้วไวน์ขึ้นมาอีกครั้งพลางทอดสายตามองเงาสะท้อนของตัวเองบนผิวแก้วใสก่อนจะเลื่อนนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้นกลับมาสบตากับเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่อีกฝั่ง
“เอาเป็นว่า...เดี๋ยวพี่จะบอกมันเองว่าไม่ให้มายุ่งกับริวอีก”
เมื่อได้ยินข้อเสนอเช่นนั้นรูม่านตาของริวพลันเปิดกว้างขึ้นเล็กน้อย ความรู้สึกยินดีแล่นวาบขึ้นมาในอก... เนื่องจากว่าเขากำลังได้ตัวผู้ควบคุมกลไกทุกอย่างในโรงเรียนนี้มากวาดเศษเสี้ยนหนามที่สวมปลอกแขนสีแดงออกจากทางเดินให้ริวไม่รอช้ารีบตอบรับน้ำใจนั้นทันที
“ครับ!”
ธันวาพยักหน้ารับอย่างพอใจ “อืม”
พูดจบมือหนาก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงนักเรียน หยิบธนบัตรหนาปึกหนึ่งออกมาวางลงบนโต๊ะกระจกก่อนจะใช้นิ้วเลื่อนมันไปหยุดอยู่ตรงหน้ารุ่นน้อง
“เอานี่ไปสิ ค่าตอบแทนที่เรามาช่วยงานพี่ในวันนี้นะ”
“ส่วนที่เหลือก็คิดซะว่าเป็นทิป...ไม่ก็เงินเอาไว้ไปหาหมอเผื่อติดโรคประสาทจากพี่”
ริวหลุดขำแห้งๆ พลางโบกมือปฏิเสธ “มะ…ไม่เป็นไรหรอกครับผมไม่เอาดีกว่า”
“รับไปเถอะน่า พี่อยากให้...ริวจะเอาไว้ใช้ส่วนตัวหรือเอาไว้เก็บซื้อขนมกินเล่นก็ได้”
แม้ประธานหนุ่มจะพยายามยัดเยียดให้แต่ริวก็ยังคงส่ายหน้าเบาๆ ปฏิเสธอย่างเกรงใจ เมื่อเห็นท่าทีดื้อดึงที่น่าเอ็นดูของรุ่นน้องตรงหน้าธันวาก็ไม่ได้บังคับต่อ ชายหนุ่มเก็บเงินปึกนั้นกลับเข้ากระเป๋ากางเกงตามเดิม
จากนั้นจึงรินไวน์ลงในแก้วแล้วยกขึ้นกระดกจนหมดหยดสุดท้ายใบหน้าคมคายเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ตีตื้นขึ้นมา ทว่าเขายังคงพอประคองสติเอาไว้ได้
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมห้องรับแขกได้ไม่กี่อึดใจก่อนที่ธันวาจะเหลือบสายตาไปมองนาฬิกาเรือนหรูที่แขวนอยู่บนผนังซึ่งบัดนี้เข็มสั้นและเข็มยาวแสดงเวลา 20:41 น.
“อ้าว... นี่ก็จะสามทุ่มแล้วนี่นา”
ริวหันไปมองตาม “เอ่อ จริงด้วยสิครับ!ผมคุยเพลินจนลืมเวลาซะสนิทเลย”
“รถน่านจะมาจอดรออยู่ด้านหน้าแล้วล่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น...ผมขอตัวกลับก่อนนะครับพี่”
“อืม...”
สิ้นสุดการสนทนาริวหยิบกระเป๋าแล้วลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินออกจากห้องรับแขกส่วนธันวาก็หยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินตามหลังมาติดๆ เพื่อไปส่งน้องชายไปที่หน้าบ้านด้วยตัวเอง...