ชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 66 ศักดิ์สิทธิ์ที่ใดกัน?

           "อืม"

            จีอู๋ซวงลูบจมูกของเขาอีกครั้งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับใบหน้าที่เย็นยะเยือกจับใจของตี้หลิงหาน เขาถอนหายใจ"ข้าอยากจะรู้นัก ว่าจะมีผู้ใดสามารถกระตุ้นอารมณ์ของเจ้าและทำลายปราการน้ำแข็งบนใบหน้าที่เย็นชาของเจ้าได้ไอ้หยา มีอายุยืนยาวก็ไม่ยังไม่รู้ว่าจะได้เห็นหรือไม่"

            จีอู๋ซวงถอนหายใจเฮือกหนึ่งยาวๆ

            แต่เสียงของเขากลับไม่ได้เบาลงเลย คิ้วของตี้หลิงหานขยับเล็กน้อย แววตาของเขาปรากฏประกายที่คาดเดาไม่ได้วาบผ่าน

            มีคนกวนอารมณ์ของเขาได้สำเร็จแล้วหรือ?

            อา

            เป็นเมื่อวานนี้แน่

            เป็นคุณหนูคนโตที่กล้าหาญของตระกูลมู่ที่ทำให้เลือดในกายของเขาไหลเวียนไปมาหลายครั้งและกวนอารมณ์ของเขาจนสำเร็จทว่ากลับเป็นอารมณ์โทสะทั้งสิ้น

            ยิ่งนึกถึงมู่อันเหยียน ใบหน้าของตี้หลิงหานก็ยิ่งเย็นเยียบลง

            จีอู๋ซวงแค่คิดว่าตี้หลิงหานไม่โปรดที่จะฟังในสิ่งที่เขากล่าวจึงเปลี่ยนคำพูด"เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าจะเข้าเรื่องแล้ว เมื่อสักครู่ที่ข้ามาถึง ได้ยินมาว่าอั้นจิ่วถูกเจ้าลงโทษด้วยแส้อีกทั้งเมื่อคืนที่ผ่านมาผู้คนจำนวนมากในจวนของเจ้าถูกวางยาพิษเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? เจ้ายังสบายดีใช่หรือไม่? ”

            ในตอนที่จีอู๋ซวงเข้ามาในศาลาคลายร้อนเขาได้มองประเมินตี้หลิงหานขึ้นบนลงล่างทั่วทั้งร่างแล้ว เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บมีเพียงผิวของเขาที่ซีดเซียวลงเล็กน้อยจึงอดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงถามออกมาสักคำ

            ได้ยินจีอู๋ซวงเอ่ยถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ใบหน้าของตี้หลิงหานก็ยิ่งดำมืดขึ้น "ไม่มีอันใด"

            ดีเยี่ยม แค่คำเพียงไม่กี่คำก็สามารถไล่เขาได้แล้ว

            สิ่งนี้ทำลายความอดทนของจีอู๋ซวงไปจนหมดสิ้น

            เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้และเดินไปด้านหน้าตี้หลิงหาน "ข้าจะจับชีพจรให้เจ้า"

            ตี้หลิงหานมิได้ปฏิเสธเมื่อเห็นว่ามือของจีอู๋ซวงกำลังจะแตะเข้าที่ข้อมือของเขา ทว่ายังไม่ทันได้สัมผัสตี้หลิงหานก็ดึงมือของเขาออก

            "ผ้าเช็ดหน้า"

            จีอู๋ซวง "...! "

            “อือ ใช่ ข้าลืมไป เจ้ามีนิสัยรักสะอาดไม่ว่าจะบุรุษหรือว่าสตรีล้วนไม่อาจแตะต้องเจ้าได้ง่ายๆ สมองของข้าก็เหมือนกันสามปีแล้วเหตุใดถึงจำไม่ได้นะ”

            บ่นกระปอดกระแปดเสียนาน สุดท้ายจีอู๋ซวงก็หยิบผ้าเช็ดหน้าสีขาวออกมาจัดการวางบนข้อมือของตี้หลิงหาน ก่อนจะเริ่มจับชีพจรของเขา

            ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ ยิ่งจีอู๋ซวงตรวจพบชีพจรลึกเท่าใดใบหน้าของเขาก็ยิ่งน่าเกลียดและจริงจังมากขึ้นเท่านั้นท่าทางเอ้อระเหยลอยชายของเขาถูกพับเก็บจนเรียบ สุดท้ายก็เปิดปากกล่าวว่า"เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้? พลังงานในร่างกายเจ้าวุ่นวายทว่าถูกเจ้าบังคับกดไว้ สภาวะชีพจรจึงเต้นช้า เส้นชีพจรร้อนหมายความว่าต้องพิษพิษในร่างกายของเจ้าถูกกระตุ้น เกิดอันใดขึ้นกับเจ้ากันแน่? "

            ในเวลานี้น้ำเสียงของจีอู๋ซวงจริงจังเป็นอย่างยิ่ง เขาเก็บมือกลับมาและมองไปที่ตี้หลิงหาน

            "ไม่มี"

            ตี้หลิงหานเม้มปาก ไม่ยอมกล่าววาจามากความอันใดอีก

            “ไม่มีเรื่องอันใดเกิดขึ้น? เป็นไปได้อย่างไร?ตี้หลิงหาน พวกเรารู้จักกันมาสามปีแล้ว หลายปีนี้ข้าเป็นหมอของเจ้าแม้กระทั่งพี่ชายน้องชายของเจ้าก็ด้วย วิชาแพทย์ของข้ายังไม่ถึงขั้นนักไม่สามารถแก้พิษในร่างของเจ้าได้ แต่หลายปีมานี้พิษก็ยังถูกกดเอาไว้อย่างน้อยก็อยู่ภายใต้การควบคุมของข้า

            ข้าพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อหายาถอนพิษและกำลังศึกษาว่าต้องทำเช่นไรจึงจะล้างพิษในกายของเจ้าได้ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ตราบใดที่พิษของเจ้ายังสามารถควบคุมได้ ภายในระยะเวลาห้าปีนี้ชีวิตของเจ้าจะไม่ตกอยู่ในอันตรายและภายในห้าปีนี้หากพบยาถอนพิษร่างกายของเจ้าก็มีความหวังว่าจะสามารถฟื้นตัวขึ้นมาได้

            ทว่าในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน ตกลงแล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเจ้ากันแน่? เหตุใดสารพิษถึงถูกกระตุ้นเร่งเร้า? หากเจ้ายังไม่รักถนอมร่างกายตนเองเช่นนี้เวลาห้าปี เกรงว่าจะอยู่ได้ไม่ถึงด้วยซ้ำ"

            ใบหน้าของจีอู๋ซวงแดงก่ำไม่มีทีท่าล้อเล่นสบายใจอย่างเมื่อสักครู่เลยแม้แต่นิด

            เขาจ้องไปที่ตี้หลิงหานด้วยความโมโหเป็นอย่างยิ่ง

            การแสดงออกของตี้หลิงหานยังคงเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลงมีเพียงคิ้วของเขาที่ลดระดับลง และก็มีเพียงจีอู๋ซวงที่บันดาลโทสะแต่เขาหาได้โกรธไม่ ทว่าอย่างไรก็ตามความเย็นชาบนร่างกลับลดระดับลง เขาเงยหน้าขึ้น"ข้าสบายดี เมื่อวานนี้เป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย"

            “อุบัติเหตุอันใด? ”

            จีอู๋ซวงถามขึ้นมาอีกครั้ง

            ความสัมพันธ์ของเขากับตี้หลิงหานเริ่มขึ้นเมื่อสามปีที่แล้วในตอนนั้นเนื่องจากถูกสหายร่วมสำนักทำร้ายเขาที่กำลังกระเสือกกระสนหนีจากหุบเขาเย่าหวางกลับถูกพวกนั้นไล่ล่าตามฆ่าในช่วงเวลาแห่งชีวิตและความเป็นความตายของเขา กลับได้รับการช่วยเหลือจากตี้หลิงหาน

            เขาเกิดมาเป็นเด็กกำพร้าไม่มีบิดามารดาต่อมาถูกรับเลี้ยงโดยท่านอาจารย์บนหุบเขาเย่าหวางตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ทว่าเขากลับถูกทำร้ายโดนท่านอาจารย์และศิษย์ร่วมสำนักไล่ฆ่า พื้นฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ [1] ตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่าที่ใดกันแน่ที่จะเป็นที่ที่ปลอดภัยให้เขาสามารถหลีกหนีความวุ่นวายนี้ได้

            จนกระทั่งเขาได้พบกับตี้หลิงหาน

            เขาคนนี้บอกว่าไม่มีสิ่งใดในโลกนี้สำคัญไปกว่าการมีชีวิตอยู่

            เพราะการมีชีวิตอยู่เท่านั้นที่จะทำให้เราสามารถล้างความอัปยศอดสูและเรียกคืนความบริสุทธิ์กลับมาได้

            บุรุษผู้นี้ แม้อายุจะยังไม่มากแต่กลับมีบรรยากาศที่ทำให้คนรอบข้างต้องเคารพนบน้อม

            ดังนั้นเขาจึงติดตามบรุรุษผู้นี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

            หลังจากที่คุ้นเคยกับเขาแล้ว จึงรู้ว่าบุรุษผู้นี้เป็นถึงองค์รัชทายาทแต่เขาถูกวางยาพิษ มีผู้คนในเงามืดนับไม่ถ้วนที่ปรารถนาให้เขาตายแค่ฐานะที่ดูสง่างามของเขานั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขามีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงพิษร้ายที่อยู่ภายในตัวเขา

            นั่นคือพิษร้ายแรงที่จะกัดกินพลังชีวิตของเขาทุกๆ วันที่สิบห้าในตอนที่พิษเริ่มกัดกร่อนนั้น มันทรมานราวกับมีชีวิตอยู่มิสู้ตาย

            อีกทั้งตอนที่เขาตรวจร่างกายแล้วพบว่ายาพิษชนิดนี้ใกล้จะถึงขั้นสุดท้ายแล้วกล่าวคือองค์รัชทายาทได้รับพิษชนิดนี้มาเมื่อครั้งยังเยาว์นัก หลายปีมานี้เขามีชีวิตอยู่ท่ามกลางสายธารแห่งคมมีดและเปลวเพลิง เขาเติบโตผ่านสนามรบทุกข์ทรมานสาหัส เป็นชีวิตที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย

            ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาทำงานอย่างหนักเพื่อศึกษาพิษชนิดนี้รวมถึงวิธีถอนพิษแต่พิษชนิดนี้ค่อนข้างเป็นพิษที่พบได้ยากและวัสดุยาก็หายากมากเช่นกัน

            ในที่สุดปีนี้ก็นับว่ามีความก้าวหน้า แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ตอนนี้ชายคนนี้กลับกระตุ้นการโจมตีของสารพิษในร่างกายของตนเอง

            จะไม่ให้เขาบันดาลโทสะได้อย่างไร?

            ...

            เมื่อเห็นดวงตาของ จีอู๋ซวงจ้องมาที่เขาอย่างหนักแน่นเขาย่อมรู้ว่าจีอู๋ซวงรู้สึกเป็นทุกข์

            บุรุษผู้นี้ทำงานหนักเพื่อเขามาหลายปีแล้ว

            ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ นับเป็นเรื่องยากที่จะบอกเล่า

            แม้แต่จีอู๋ซวงที่สนิทสนมราวกับพี่ชาย

            เขาไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่งท่ามกลางดวงตาแดงระเรื่อที่จดจ้องของจีอู๋ซวง ในที่สุดตี้หลิงหานก็ยอมเปิดปากกล่าว "เมื่อวานนี้ เพราะมีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นข้าจึงสูญเสียการควบคุมอารมณ์ของข้าไป และเข้าสู่ร่างปีศาจแต่ข้าก็หลุดพ้นได้อย่างรวดเร็วและไม่มีผลกระทบจริงจังอะไร"

            “เรื่องอะไรที่ทำให้เจ้าหลุดการควบคุมตนเอง? ”

            จีอู๋ซวงรู้สึกฉงนเป็นอย่างยิ่ง

            เมื่อกี้เขาแค่หยอกล้อเท่านั้นเป็นผู้ใดกันที่สามารถทำให้ใบหน้าน้ำแข็งขององค์รัชทายาทพังทลายลงได้ ทั้งๆที่ไม่เคยคิดว่าจะมีคนผู้นี้อยู่จริง?

            ริมฝีปากบางของตี้หลิงหานถูกเม้มอย่างแน่นหนาทันที เขาจะพูดอะไรได้? เขาสามารถบอกได้หรือว่าโกรธอดีตคู่หมั้นของตนเองและรู้สึกควบคุมตนเองไม่ได้หลังจากถูกประกบจุมพิต? คำพูดเช่นนี้เขาไม่สามารถพูดออกมาได้

            ทำได้แค่เปลี่ยนเรื่อง

            “หัวขโมยที่ขโมยดอกบัวพันปีถูกจับได้แล้ว”

            หลายปีที่ผ่านมาทำให้จีอู๋ซวงนับว่ารู้จักและเข้าใจตี้หลิงหานเป็นอย่างดีดังนั้นเหตุใดเขาถึงไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทกำลังเปลี่ยนเรื่อง

            อย่าถามในสิ่งที่เขาไม่ต้องการจะพูดออกมาจากปากของเขา

            "เป็นผู้ใดกัน เหตุใดถึงไม่กลัวตาย? "

            จีอู๋ซวงถามกลับ

            เขาย่อมทราบเรื่องคนที่ขโมยดอกบัวพันปีเมื่อคิดว่าตี้หลิงหานเองก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงขจรไกลของใต้หล้านี้เหตุใดจึงพบกับลูกพี่ลูกน้องเช่นเจียงจือฮ่าวได้ ทุกอย่างได้ตระเตรียมไว้พร้อมแล้ว [2] ขอเพียงแค่นำสิ่งของกลับมาย่อมหมายถึงความสำเร็จ ทว่ายังสามารถเกิดปัญหาขึ้นมาเสียได้

            “ตระกูลมู่ มู่อันเหยียน”

            ตี้หลิงหานเปิดปากกล่าว

            จีอู๋ซวงตัวสั่นเทาขึ้นมาทันทีเหตุใดถึงรู้สึกว่านามนั้นถูกเค้นออกมาจากฟันที่กัดแน่นของตี้หลิงหาน

            “มู่อันเหยียนแห่งตระกูลมู่ เหตุใดชื่อนี้ถึงคุ้นเคยนัก เป็นผู้ใดกันแน่? ”

            จีอู๋ซวงเกาหัวครุ่นคิดอยู่นานทันใดนั้นภายในสมองของเขาก็เกิดประกายวาบผ่าน เขานึกออกแล้ว

            “นั่น...คือ คนนั้น? บุตรีคนโตของตระกูลมู่แห่งจวนหรูหนานอ๋อง? อดีตคู่หมั้นของเจ้า? ”

            จีอู๋ซวงตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด เขาอุทานออกมาเพราะความตกใจ

            ใบหน้าของตี้หลิงหานดำทะมึนลง "อืม"

             เชิงอรรถ

            [1] 天大地大 ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ ความหมายคือ ตรงที่เราอยู่นั้นเล็กมาก ยังมีโลกที่กว้างใหญ่อีกมากถ้าเราออกไปค้นหาหรือในโลกที่กว้างใหญ่นี้อะไรก็เป็นไปได้ เรานั้นเป็นอิสระจะไปไหนก็ได้

            [2] มาจากสำนวนในสามก๊กที่ว่า 万事俱备,只欠东风 ทุกอย่างพร้อมพรัก ขาดแต่บูรพาหรือหมายถึง ทุกอย่างได้ตระเตรียมไว้พร้อมแล้วขาดเพียงสิ่งที่สำคัญอย่างเดียว

    คล้ายกับเรื่องชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน