ชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 129 เกี่ยวกับบิดาของญาญ่า

            เมื่อท่านย่าได้ยินคำพูดของฮวาเหยียนหยาดน้ำตาพลันไหลรินออกมาอย่างห้ามมิอยู่ เหตุใดนางจึงมิเคยสังเกตเห็นว่าสตรีตรงหน้ามีจิตใจดีงามเช่นนี้ถึงกับหาทางลงให้นางเชียวหรือ?

            นางกับญาญ่าโชคดีเพียงใดที่ได้พบคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่

            “คุณหนูมู่ความเมตตาของท่าน หญิงชราเยี่ยงข้าไม่รู้จะตอบแทนเช่นไรจริงๆ...”

            นางร่ำไห้ ทั้งไม่มีคำพูดใดสามารถอธิบายความรู้สึกขอบคุณของนางออกมาได้

            ฮวาเหยียนพยุงนาง“ท่านย่า ท่านอย่าได้ทำเช่นนี้ ข้ากับหยวนเป่าได้รู้จักท่านกับญาญ่าย่อมนับเป็นวาสนาอย่างหนึ่งยิ่งมิต้องเอ่ยถึงว่าเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ข้าเห็นเหล่าผักสดที่ปลูกอยู่ในสวนแล้วมีมากมายหลายหลากนัก ทั้งยังสดใหม่เป็นอย่างยิ่ง และข้าเชื่อว่าผักที่ท่านย่าเก็บให้ตระกูลมู่ย่อมดีที่สุด...”

            ฮวาเหยียนเอ่ยปากอย่างเอาใจใส่

            ท่านย่าพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า“เมตตาของคุณหนูมู่ ข้าย่อมจดจำเอาไว้ในใจ ท่านโปรดวางใจหญิงชราผู้นี้ย่อมเลือกผักที่ดีและสดที่สุดให้ตระกูลมู่อย่างแน่นอน...”

            แสงในดวงตาของท่านย่าเปล่งประกายสว่างไสวเมื่อคำพูดนี้จบลง นางก็ยอมรับน้ำใจและความเมตตาของฮวาเหยียนแล้ว

            ฮวาเหยียนพยักหน้านางทราบแล้วว่าตนเกลี้ยกล่อมท่านย่าได้สำเร็จ

            ความรู้สึกนี้ช่างดีเป็นอย่างยิ่ง

            ความรู้สึกที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น...

            “ท่านย่าท่านช่วยเล่าเรื่องบิดาของญาญ่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่เมื่อครู่ข้าได้ยินจากท่านว่าครั้งเขาจากไป ฮ่องเต้ทรงส่งเงินบำรุงขวัญมาก้อนหนึ่งหรือว่าบิดาของญาญ่าเป็นหนึ่งในเหล่าขุนนางหรือ?”

            ฮวาเหยียนสงสัยจนต้องเปิดปากถามทว่าก็จงใจใช้น้ำเสียงอันดีกล่าวออกมา อย่างไรก็เป็นการถามถึงผู้ที่จากไปแล้ว เกรงว่าการเอ่ยขึ้นมาอาจทำให้ท่านย่าโศกเศร้าอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

            เมื่อคำพูดเหล่านี้จบลงท่านย่าก็มีอาการมึนเบลอ สายตาของนางมิอาจซ่อนความเศร้าโศกเอาไว้ได้ จากนั้นฮวาเหยียนก็ได้ยินนางเอ่ยช้าๆว่า “แม้ชีวิตนี้ของหญิงชราจะไม่มีอนาคต แต่บุตรชายกลับมีความสามารถ เขาเป็นเพียงคนเดียวในหมู่บ้านแห่งนี้ที่ได้ตำแหน่งแม่ทัพทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของผู้เฒ่าฟู่อีกด้วย...”

            เมื่อได้ยินคำตอบของท่านย่าในใจของฮวาเหยียนพลันตกใจ แม่ทัพหรือ? ที่แท้บิดาของญาญ่าเป็นถึงแม่ทัพเชียวหรือ?

            ตระกูลมู่เป็นตระกูลทหารโดยพื้นฐานแล้วฮวาเหยียนย่อมมีความประทับใจอันดีต่อบรรดาผู้ที่เข้าร่วมกองทัพ เวลานี้เมื่อท่านย่าบอกว่าบิดาของญาญ่าเป็นถึงแม่ทัพฮวาเหยียนจึงให้ความสนใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน

            โดยเฉพาะการที่ท่านย่ากล่าวถึงผู้เฒ่าฟู่...

            แม้ฮวาเหยียนจะมิทราบว่าผู้เฒ่าฟู่คือใครทว่าก่อนหน้านี้นางเคยได้ยินญาญ่ากล่าวถึง คล้ายว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นคนดียิ่ง

            “ทว่าน่าเสียดายที่บุตรชายของข้าสิ้นชีพในสนามรบนับว่าเขาตายอย่างสมเกียรติ กตัญญูต่อแว่นแคว้นแล้ว”

            ท่านย่ายกมือขึ้นเช็ดน้ำตาพลางสะอื้นไห้ก่อนกล่าว

            หัวใจของฮวาเหยียนรู้สึกขุ่นมัวเมื่อผู้ที่เข้าร่วมกองทัพเข้าไปในสนามรบ แม้แต่ชีวิตก็มิใช่ของตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสนามรบที่มีถึงสี่ก๊ก สถานการณ์ชายแดนย่อมวุ่นวายสับสนอยู่ตลอดตราบใดที่มีสงคราม ย่อมต้องมีการสังเวยชีพ

            ฮวาเหยียนนึกถึงพี่ชายรองที่นางยังมิเคยพบหน้าเขาเองก็เป็นแม่ทัพใหญ่ปกป้องชายแดนเช่นกัน

            “ท่านย่าขอแสดงความเสียใจด้วย ทว่าคนเราไม่อาจฟื้นคืนจากความตายได้”

            ฮวาเหยียนมิใช่คนที่ปลอบโยนผู้อื่นเป็นและเพราะนางเปิดประเด็นนี้ ดังนั้นตอนนี้จึงรู้สึกเศร้าใจขึ้นมา

            “เวลาล่วงเลยมาสองปีแล้วความเจ็บปวดแสนสาหัสนี้จึงนับว่าเคยชิน สงสารก็เพียงญาญ่า นางยังคงเฝ้ารอบิดาของนาง...”

            เอ่ยถึงตรงนี้ท่านย่าก็เริ่มปาดน้ำตาอีกครั้ง

            ฮวาเหยียนแตะถูกเรื่องเศร้าของท่านย่าในใจของนางจึงโศกเศร้าเช่นกัน สมองของนางขยับอย่างใช้ความคิดฉับพลันก็เกิดคำถามหนึ่งขึ้น ท่านย่ากล่าวว่าท่านพ่อของญาญ่าเสียชีวิตในสนามรบแคว้นควรชดใช้ให้ ทว่าเหตุใด...

            “ท่านย่า คำถามนี้อาจล่วงเกินไปบ้างหากทำสิ่งใดผิดไปขอท่านโปรดอภัยให้ข้าด้วย ข้าเพียงอยากถามว่าบิดาของญาญ่าพลีชีพเพื่อแว่นแคว้นว่ากันตามหลักเหตุผลแล้ว ฮ่องเต้ก็ควรรับผิดชอบสมาชิกในครอบครัวที่เหลือและมอบสิ่งของล้ำค่าให้แต่เหตุใดท่านกับญาญ่าจึงได้มีชีวิตยากลำบากเช่นนี้เล่า? แม้จะป่วยก็ไม่นับว่าต้องใช้เงินมากมายอันใดมิใช่หรือ?”

            ฮวาเหยียนถามด้วยความสงสัย

            เพราะเมื่อฟังคำบอกเล่าของท่านย่าก็นับว่าโชคดีที่บิดาของญาญ่าเป็นแม่ทัพ ทว่าหลังจากที่เขาเสียชีวิตเหตุใดครอบครัวนี้จึงร่วงมาอยู่จุดนี้ได้เล่า?

            เมื่อได้ยินคำถามของฮวาเหยียนท่านย่าก็รีบโบกมือ “คุณหนูมู่ ฮ่องเต้มิได้เพิกเฉยต่อพวกเราตรงกันข้าม พระองค์ทรงมอบเงินบำรุงขวัญให้แก่พวกเราจำนวนมากรวมเป็นเงินหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึงทีเดียว”

            ว่าอย่างไรนะ?หนึ่งร้อยแปดสิบตำลึง?

            ฮวาเหยียนขมวดคิ้วรู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ

            การตายของแม่ทัพผู้หนึ่งกลับได้รับเงินบำรุงขวัญเล็กน้อยเพียงเท่านี้?

            จากนั้นนางก็ได้ยินท่านย่าพูดอีกว่า“หากข้ากับญาญ่าเก็บเงินก้อนนี้ไว้แล้วใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขาพวกเราย่อมมีชีวิตที่ดี

            ทว่าญาญ่าเด็กน้อยคนนั้นมีความฝันอยู่ในใจ... เพราะอิทธิพลของบิดา นางจึงคิดมาที่เมืองหลวงแห่งนี้เพื่อที่นางจะได้เรียนรู้ทักษะจากผู้เฒ่าฟู่ผู้นั้น เด็กคนนั้นอายุยังน้อยนักทว่านิสัยกลับดื้อรั้น ข้ามิอาจเอาชนะนางได้ จึงพากันออกจากหมู่บ้านมาที่เมืองหลวง

            ที่ดินในเมืองหลวงราคาแพงนักแม้ข้าจะซื้อที่ดินแถบชานเมืองรวมถึงกระท่อมมุงใบจากหลังนี้ ก็ยังต้องใช้เงินถึงเก้าสิบตำลึงนอกจากนี้สองปีที่ผ่านมาสุขภาพของข้าไม่ค่อยดี ต้องตรวจโรคและต้มยาเงินบำรุงขวัญก้อนนี้จึงถูกใช้ไปจนหมด... เฮ้อ...”

            ท่านย่าถอนหายใจ

            อีกด้านหนึ่งเมื่อฮวาเหยียนได้ฟังจนจบทั้งร่างก็ตกอยู่ในห้วงความคิดซับซ้อน เงินบำรุงขวัญสำหรับแม่ทัพผู้หนึ่ง มีค่าแค่หนึ่งร้อยแปดสิบตำลึงเองหรือ?

            เงินหนึ่งร้อยแปดสิบตำลึง...

            บางทีสำหรับหญิงชราที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านบนภูเขานี่ย่อมเป็นรายได้ตลอดชีวิตของนาง แต่การตายของแม่ทัพในสนามรบ ไม่มีทางได้รับเงินบำรุงขวัญเล็กน้อยแค่เท่านี้แน่ฮวาเหยียนตระหนักได้ว่าต้องมีคนกลางหักเงินก้อนนี้ไป จนสุดท้ายเมื่อมาถึงมือของหญิงชราก็เหลือเพียงเท่านี้...

            ดวงตาของฮวาเหยียนเย็นเยียบลงดูเหมือนนางต้องกลับไปถามท่านพ่อสักหน่อยแล้ว หากมีคนแอบฉกฉวยผลประโยชน์จากเรื่องนี้เช่นนั้นก็มิอาจปล่อยผ่านได้โดยง่าย!

            ...

            หยวนเป่ากับญาญ่าพากันออกจากเรือนและมาที่ลานเล็กด้านนอก

            ลานนี้ช่างกว้างนักสามารถมองเห็นที่ดินแปลงใหญ่สำหรับปลูกผักซึ่งได้รับการดูแลอย่างดีของท่านย่า

            เด็กน้อยสองคนนั่งอยู่หน้าประตู

            ใบหน้าเล็กๆของหยวนเป่าตึงเครียด เขาไม่กล่าวคำใดสักคำ

            ญาญ่าต้องการสนทนากับหยวนเป่าแต่เมื่อเห็นใบหน้าเล็กแสนตึงเครียดของเขา นางก็หยุดคิดสักพักและไม่พูดจาไร้สาระอันใดออกไป

            ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

            อากาศร้อนเล็กน้อยจักจั่นส่งเสียงดังยิ่ง ใบหน้าของหยวนเป่าต้องแสงอาทิตย์จนกลายเป็นสีแดง ทว่าก็มิได้ทำลายความงดงามอันละเอียดอ่อนของเขา

            “พี่ชายน้อย ท่านช่างเป็นคนดีนัก”

            สุดท้ายก็มิอาจอดกลั้นเอาไว้เขาได้ยินอีกฝ่ายส่งเสียงชื่นชมออกมา

            หยวนเป่าเหลือบมองญาญ่าอย่างไม่รู้สึกรู้สาและไม่สนใจนาง

            คงเพราะพูดประโยคแรกออกไปแล้วที่สุดวาจามากมายจึงถูกกล่าวตามออกมา ญาญ่าเอ่ยต่อว่า “พี่ชายน้อยขอบคุณท่านกับพี่หญิงคนงามที่มาเรือนของข้า ญาญ่าตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง”

            หยวนเป่า “...!”

            “นางคือท่านแม่ของข้า เจ้าต้องเรียกนางว่าท่านป้า”

            ในที่สุดหยวนเป่าก็ทนไม่ไหวจึงเปิดปากพูดออกมา

            ทว่ากลับเห็นดวงตาของเด็กหญิงเป็นประกายนางส่ายหัว “พี่หญิงงดงามนัก ความงามระดับนั้นราวกับนางเซียนบนสวรรค์ไม่ควรเรียกว่าท่านป้า ควรเรียกว่าพี่หญิง...”

            หยวนเป่า “...!” เด็กโง่ผู้นี้เหตุใดถึงได้โง่งมนัก

            “พี่ชายน้อย ข้ารู้ว่าทักษะทางการแพทย์ของท่านเก่งกาจยิ่งเก่งกว่าท่านหมอหลายคนที่ข้าเคยพบเสียอีก ดังนั้นขอร้องท่าน โปรดช่วยรักษาท่านย่าของข้าด้วยนะเจ้าคะบุญคุณครานี้ข้าจะจดจำให้ขึ้นใจ ท่านเชื่อข้าเถิด หากข้าเติบใหญ่จะต้องตอบแทนพวกท่านอย่างดีเป็นแน่...”

     

    คล้ายกับเรื่องชู่ว์... พระชายา ท่านซ่อนสิ่งใดไว้บนคาน! [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน