เขาคือบุรุษที่เกิดมาพร้อมกับความรัก
ผู้ถูกเสกสรรปั้นแต่งโดย 'มนุษย์'
“เราคือกาเวน”
ท่านพ่อมักจะกล่าวเช่นนี้เสมอ
แรกเริ่มไม่เข้าใจแต่พอโตขึ้นไปผมก็ตระหนัก
ไม่ว่าเราจะมีชื่อเสียงเรียงนามอะไรหากว่าข้างหลังนั้นคือ 'กาเวน'
เราก็คือ 'กาเวน' ไม่ใช่ไนเจลหรือใครทั้งสิ้น...
ไม่ใช่เลย
“ในการเป็ผู้นำสิ่งที่ลูกต้องมีก็คือการใช้คนให้เป็”
ท่านพ่อมักจะพูดเช่นนี้เสมอ ซ้ำ ๆเดิม ๆ วนเวียนแม้เวลานอนหลับ
“กับคนบางคนอ่อนเกินไปก็ไม่ดีกับบางคนแข็งไปก็ไม่ได้ สำคัญคือลูกต้องดูให้เป็และพุ่งให้ตรงจุดรับรู้จุดอ่อน-แข็งของอีกฝ่ายและใช้มัน...” ท่านพ่อยกยิ้ม “...ตอนนี้ลูกอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อลูกรับรู้ถึงมันได้นอกจากลูกจะใช้คนเป็แล้ววิธีดังกล่าวยังทำให้ลูกฆ่าคนเป็ด้วย...”
ผมหวาดกลัว...แต่เพราะข้างหน้าคือท่านพ่อทุกอย่างเลยต้องถูกปกปิดไว้ด้วยความเรียบเฉยท่านพ่อไม่ชอบให้ผมแสดงอารมณ์เท่าไหร่นักเขามองว่าการเปิดเผยเป็ความอ่อนแอชนิดหนึ่ง และผมต้องทำตาม
“ลูกรู้หรือไม่ทำไมกาเวนถึงเป็หัวหน้าโต๊ะกลมทุกรุ่น...ทำไมไม่เป็แลนสลอตผู้เป็เลิศ? เบดิเวียร์ผู้ซื่อสัตย์?หรือเคย์ผู้มีความใกล้เคียงกับกษัตริย์อาเธอร์ที่สุด?” ผมส่ายหัว ท่านพ่อจึงหลับตา “นั่นเพราะกษัตริย์อาเธอร์เห็นถึงความสามารถของเรา...ความสามารถที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์อย่างไม่หวั่นเกรง
เราไม่มีความถือดีเช่นแลนสลอตแต่ก็ไม่ได้ไร้เล่ห์เหลี่ยมเหมือนเบดิเวียร์ หรือหยาบกระด้างเฉกเช่นเคย์แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอจนให้ใครหยามเหยียด” ท่านพ่อยิ้ม “เราสามารถขอโทษได้แต่ไม่ก้มหัวเราผ่อนผันได้แต่ไม่ไร้ศักดิ์ศรี รู้หรือไม่?
มีเพียงคนฉลาดเท่านั้นจึงจะเลือกใช้หน้ากากตามสถานการณ์ได้”
คล้ายเข้าใจ คล้ายไม่เข้าใจ
“ลูกมีคุณสมบัติที่ดีไนเจล...ลูกได้รับใบหน้าที่งดงามกว่าใคร มีทั้งพลังและความสามารถ...”มือของท่านพ่อเอื้อมมาจับหน้าผม นิ้วนั้นหยุดอยู่เหนือเปลือกตา “เหลือเพียงแค่สอนสั่งให้เข้าที่เข้าทางเท่านั้น พ่อมั่นใจว่าลูกจะเป็กาเวนที่ดียิ่งกว่าใครแม้แต่กระทั่งพ่อเอง”
“ครับ!” ผมยิ้มรับ ความตื้นตันไหลเข้ามาในหัวใจ ไม่ว่าใครก็อยากจะเป็คนสำคัญ“ผมจะพยายาม!”
ท่านพ่อหลับตาลงก่อนจะยกยิ้มบาง... เพียงเท่านั้น
และกว่าผมจะรู้ตัวอีกที
'ไนเจล' เป็คนเช่นไร...ผมเองก็ไม่อาจทราบเช่นเดียวกัน
ผมไม่เคยเห็นท่านแม่ไม่ใช่ว่าท่านแม่ไม่อยู่บนโลกนี้หรือหายไปไหน เพียงแต่เธอป่วยเท่านั้น
ท่านพ่อบอกว่าผมยังไม่พร้อมพบกับท่านแม่และการพบกันอาจจะทำให้ผมไม่มีสมาธิ ผมจึงได้เพียงหลับตาลงและปล่อยวางผมไม่เคยเห็นเธอเลย ความผูกพันอะไรก็ไม่อาจรับรู้ได้เช่นเดียวกัน
แต่พอรู้จักกับฮาเรฟได้เห็นท่านแม่ของเขา ดัชเชสแลนสลอต ความรู้สึกสงสัยและความอยากรู้ก็เริ่มเข้ามา
พอบอกแบบนั้นไปท่านพ่อก็จะมีสีหน้าลำบากใจแต่สักพักหนึ่งก็กลับมาสงบลง “ถ้าหากว่าลูก้าแบบนั้น...เอาเถอะ ไม่ว่ายังไงก็ต้องได้เจออยู่ดี มาเถอะไนเจล...”
ผมเดินตามท่านพ่อไปจนถึงหลังคฤหาสน์กาเวนมันเป็เขต หวงห้ามของดัชเชสกาเวนเพราะเธอป่วยและชมชอบในความสงบ
ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่กลิ่นหอมของดอกไม้ก็อบอวลพอ ๆ กับสีที่เพิ่มมากขึ้นตามจำนวนของดอกไม้ ปกติแล้วคฤหาสน์กาเวนนั้นเรียบง่ายสีที่เห็นบ่อยคือสีขาว รองลงมาคือสีเฉดอ่อน แต่ที่นี่ราวกับรวมหลากสีสันของโลกเข้ามาอยู่...เหมือนมิติที่แปลกประหลาด
“แม่ของลูกเหมือนเ้าหญิง...”ท่านพ่อพึมพำเสียงแ่ “เธองดงาม อ่อนหวานและสดใสเหมือนฤดูใบไม้ผลิที่ชวนให้ใครต่างก็อยากอยู่ใกล้ เธอ...”
เท้าของท่านพ่อหยุดลงเมื่อร่างใครคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากสายตา
สตรีสาวที่อยู่ในชุดสีชมพูอ่อนเธอมีผมสีดำสนิทและผิวที่ขาวจัดราวกับหิมะ มีดวงตาที่เป็ประกายสดใสแต่ทุกอย่างนั้นเทียบไม่ได้กับใบหน้าของเธอที่ชวนให้หยุดลมหายใจ
นั่นคือ 'แม่' ของผม
แต่ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่นักเธอดูไม่ป่วยเหมือนที่ท่านพ่อบอกเลยแม้แต่น้อย “...ท่านแม่?”
เธอหันมาตามเสียงผมพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนงดงามและน่ารัก...
ก่อนที่มันจะตามมาด้วยเสียงกรีดร้อง
ด้วยความหวาดผวาเฉกเช่นมนุษย์คนหนึ่งที่พานพบปีศาจร้าย...หาใช่ลูกหรือสามีเธอ
“เอลิซ่า...”
“ออกไป!! ออกไป!!!ออกไป!!!!!” เธอร้องไห้โวยวายออกมาก่อนจะยกมือขึ้นกอดตัวเอง“ฉันทำสำเร็จแล้ว! ฉันมอบมันให้กับคุณแล้ว!เราหมดทุกอย่างสิ้นต่อกันแล้ว!! คุณมาทำไม... มาทำไมอีกกัน...”
ตัวเธอสั่น เหงื่อออกเต็มหน้าร่างกายทรุดลงไม่สนกระโปรงสีชมพูสดใสจะเปรอะเปื้อนทั้งนั้น “ทำไม...ทำไมต้องโผล่มาอีก มันไง! ฉันมอบมันให้คุณแล้ว... ได้โปรดอย่ามา...คุณสัญญาแล้ว... กาเวนสัญญา...”
ผมทำอะไรไม่ถูกขณะที่ท่านพ่อนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เอลิซ่า...นี่ไนเจล...”
“ใช่!! ใช่ไง!!ฉันจำได้... แต่นี่ไงล่ะ?” ดวงตาสีเงินคู่นั้นมองผมอย่างหวาดผวา“ฉะ ฉะ ฉันมอบลูกที่งดงามที่สุดให้กับคุณ!... ตามที่กาเวน้าแล้ว มะ มาทำไมอีก...”
...หมายความ...ว่าอย่างไร?
“ลูกอยากพบ...”
“ไม่ต้องมา!ไม่ต้องเอามันมา!!!!” ท่านแม่สั่น ตาเริ่มหลุกหลิก “ฉันไม่้า... ระ... หรือคุณ้าลูกอีก ถะ... ถ้างั้นทำสัญญากัน ดะดะ ได้ไหม? ยะ... อย่าพบฉันอีกสักสิบปี... ระ...หรืออีกสองคนแล้วได้โปรดปล่อยฉันไป...”
หัวใจผมเต้นแรง...ความหวาดผวาบางอย่างตีตื้น แต่ท่านพ่อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับสงบอย่างน่าประหลาดผมเลยห้ามตื่นตูม... ห้ามแตกตื่นหรืออะไรทั้งสิ้น
ฟัง 'ท่านแม่' กรีดร้องเพียงครู่เดียวท่านพ่อก็หลับตาลงก่อนจะเดินออกมาผมเดินตามแล้วเหลียวหลังหันไปมองท่านแม่ที่ยิ่งพอเราเดินจากไป เธอก็สงบลง...ความสง่างามค่อย ๆ กลับมา มือเริ่มหยิบจับข้าวของปกติสุขราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เธอหัวเราะ
ช่างดูราวกับ 'เ้าหญิง' ที่อยู่ในโลกของความฝัน
ไม่ปรารถนาให้ใครเข้าไปนอกจาก 'เ้าชาย' จริง ๆ
“เอลิซ่าเป็คนที่งดงามที่สุดในอาณาจักร...”
เป็เวลาหลายวันกว่าท่านพ่อจะพูดขึ้นมา
“เธอเป็คนสวยน่ารักและสดใส ไม่ว่าใครต่างก็หลงรัก...กระทั่งกษัตริย์องค์ปัจจุบันเองก็เช่นเดียวกันแต่เธอปฏิเสธเพราะคนเพียงคนเดียวที่เธอรัก... คือฟาริส แลนสลอต”
พ่อของฮาเรฟ...
“แต่ลูกคงจะรู้ดีว่าฟาริสไม่ได้รักเธอไม่เช่นนั้นแล้วเธอคงเป็ดัชเชสแลนสลอต ไม่ใช่ดัชเชสกาเวน” ท่านพ่อยกยิ้มที่ไร้ความหมาย“สิ่งที่ทำให้สาวงามหยามเกียรติที่สุดคือการที่ฟาริสรักคนหน้าตาธรรมดาเธอรับไม่ได้และพยายามทำร้ายคนรักของเขา แต่นั่นแหละ...ลูกน่าจะรู้ดีว่านิสัยของแลนสลอตเป็ยังไง”
ผมพยักหน้า...การที่ท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ท่านพ่อน่าจะมีส่วนสำคัญมาก
“...แต่พ่อช่วยเธอยื่นข้อเสนอกับครอบครัวของเธอ ทำให้เธอกลายเป็กาเวน...”เสียงของท่านพ่อยังคงเรียบนิ่ง “เพราะเธองดงาม...และกาเวน้าบุตรที่งดงาม”
ราวกับทุกอย่าง ทุกการกระทำถูกคิดมาเพื่อ 'กาเวน'
บางอย่างในตัวของผมสั่นแต่สิ่งที่ผมแสดงต่อหน้าท่านพ่อคือการพยักหน้าเหมือนเื่ราวเมื่อครู่คือนิทานเื่หนึ่งตอนแรกผมนึกว่าจะจบลงแต่ท่านพ่อยังพูดต่อ
“เพียงแต่เธอรับไม่ได้เพราะพ่อไม่ใช่'เ้าชาย' ของเธอเอลิซ่าเลยยื่นข้อเสนอกับพ่อมาว่าถ้าคลอดลูกชายที่งดงามกว่าฮาเรฟ...กว่าใครได้เมื่อไหร่ พ่อจะต้องไม่มายุ่งกับเธออีก ปล่อยเธอเอาไว้ในสวนดอกไม้...
กับความฝันเน่า ๆ ที่รอคอย...ฟาริสที่ไม่มีวันมา”
ท้ายเสียงนั้นปนเปอารมณ์หลายอย่างจนผมแปลกใจปกติเสียงของท่านพ่อจะเรื่อยและจับอารมณ์จริง ๆ ได้ลำบากเพราะแบบนั้นผมจึงห้ามตัวเองไม่อยู่หลุดคำพูดหนึ่งออกไป
“ท่านพ่อรักท่านแม่หรือเปล่าครับ?”
พอถามไปก็รู้สึกอยากจะตบปากตัวเองการควบคุมไม่ได้ทำให้ผมผวาเล็กน้อยแต่ท่านพ่อกลับนิ่งงันและไม่มีท่าทีอะไรผมถึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“นั่นสินะ...”ดวงตาของท่านพ่อมองไปยังหน้าต่าง “...พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกันถ้าเธอไม่งดงามและกาเวนไม่้าบุตรที่งดงามแล้ว... อา ไม่รู้สินะ...”
ท้ายเสียงทอดอ่อนลงกระทั่งคำตอบทุกอย่างกลับมีกาเวนเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ
ในตอนนั้นมีคำถามหนึ่งที่ไม่ได้ถามออกไป
ท่านพ่อที่อยู่ตรงหน้านี้คือ 'โคเรย์ กาเวน'
หรือหลงเหลือเพียงแค่ 'กาเวน' เท่านั้นกัน
ไม่ว่ายุคสมัยไหนกาเวนก็้าบุตรที่งดงาม
อาจจะเพราะหน้าตาที่งดงามทำให้อะไรหลายๆ อย่าง 'ง่าย' ขึ้นหรืออาจจะเป็เพียงทิฐิเล็กน้อยที่ไม่อยากยอมแพ้ต่อแลนสลอตก็ได้
เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ หรือตอนไหนแลนสลอตมักเป็เลิศเสมอ
ในยุคสมัยของผม ฮาเรฟ แลนสลอตได้พลังแห่งแสงดวงตา ความสามารถและอัจฉริยภาพอันโดดเด่น รวมทั้งใบหน้าที่งดงามนั่นอีก...ราวกับเป็บุตรที่รักของพระเ้าผู้ถูกมอบพรให้อย่างล้นหลาม
และการเป็หัวหน้าที่ต้อง 'ควบคุม' คนที่เกิดมาพร้อมกับพรมากมายแบบนี้ได้คือเื่ที่ลำบาก
อ่อนแอไม่ได้แต่ก็ไม่มีวันแข็งแกร่งกว่า
ทำได้เพียงแค่ตามหลังไปเรื่อย ๆหวังว่าระยะห่างของความสามารถจะลดลง
ผมต้องจับดาบที่สูงกว่าตัวเองอ่านหนังสือจนแทบมิดหัวทุกวันผมเลือกที่จะสนิทกับเขาเพื่อดูความสามารถอย่างก้าวะโและนานวันมันยิ่งห่างไปเรื่อย ๆ จนกดดัน... เพราะอย่างนั้นผมจึงต้องหาทางลดระยะห่าง
้าแรงสนับสนุน
ทายาทอัศวินโต๊ะกลม
ผม้าคนที่ใช้การได้เก่งพอที่จะรวมกับผมแล้วเสมอกับฮาเรฟ เขาคนนั้นต้องสามารถคบกับฮาเรฟได้เพราะอย่างนั้นจะไม่อ่อนแออย่างเด็ดขาด... และถ้าเป็ไปได้...
ต้อง 'ควบคุม' ได้
และนั่นเองที่ทำให้ 'เบดิเวียร์' เป็สิ่งที่ผมเลือก
เบดิเวียร์มีความซื่อสัตย์แต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม มีพลังและความสามารถ
กิลเบิร์ต เบดิเวียร์
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ผมเข้าไปสนิทกับเขาเพียงแต่ผมไม่รู้
ว่าในรุ่นนี้เขาคือ 'แกะดำ'
ที่ทำให้ผมขาดทุนย่อยยับสิ้นดี
[โต๊ะน้ำชาหลังม่าน-ลันล้าบ้านเบดิเวียร์-]
กิลเบิร์ต “ท่านพ่อ!บ้านอื่นเขามีดราม่ามากมาย ทำไมบ้านเราไม่มีบ้างล่ะ? อย่างน้อยแคสก็อยู่บ้านเราเลยนะ!มีสตอรีหน่อยสิ!”
ดยุกเบดิเวียร์ “ลูกชาย...ถ้าบ้านเรามีดราม่าเหมือนบ้านอื่นจนซีเรียส พ่อคงหยิบไม้เรียวเฆี่ยนให้เ้าขยันนานแล้ว!”