บทที่ 21 ผู้อาศัยในตรอกผีสิง
โรงเตี๊ยมชางเจียงกลางเมืองเป่ยชาง...
ด้านนอกฝนตกลงมาไม่ขาดสายฟ้าแลบแวบวับสะท้านสะเทือนทั่วทั้งพื้นดิน เกิดเสียงซ่าๆ ดังกระทบหลังคาโรงเตี๊ยม
พลันลูกธนูดอกหนึ่งแหวกผ่านสายฝนเข้ามาก่อนปักลงบนต้นเสาอย่างแม่นยำ ปลายหางยังสั่นดิกๆ มีสารลับม้วนหนึ่งแนบมาด้วย...
ขันทีน้อยผู้หนึ่งยืนตัวลีบสงบนิ่งมือแนบลำตัวอยู่ข้างประตูภายในโสตประสาทได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องประสานแข่งกับเสียงสายฝนยามนี้
ถัดประตูเข้าไปภายในห้องพักส่วนตัวผ่านฉากกั้นวาดลายทิวเขาสี่ฤดู งานอันมีชื่อของกวีเอกนามม่อชิวแห่งเมืองหลวง
ด้านในมีแสงจากตะเกียงจุดสว่างทั่วทุกมุมห้องเผยให้เห็นร่างบุรุษผึ่งผายในอาภรณ์สีขาวขลิบทองสูงศักดิ์ผู้ที่มีรอยยิ้มอบอุ่นประดับบนใบหน้าไม่ว่ายามใดทว่าในมือถือไม้ปั่นจิ้งหรีดเอาไว้อันหนึ่งเป็นที่รู้กันว่าบุรุษผู้นี้ก็คือองค์ชายสาม
เจิ้งเสวี่ยซานองค์ชายสามผู้ที่เกิดจากพระสนมขั้นสองตำแหน่งเจาหรงผู้หนึ่ง ซึ่งภายหลังพระมารดาสิ้นพระชนม์ตั้งแต่ให้กำเนิดองค์ชายเย่าฮองเฮาที่เวลานั้นเป็นเสียนเฟยมีตำแหน่งสูงกว่าเจาหรงได้รับองค์ชายสามมาอยู่ในการดูแลของตนเองและจดให้อยู่ภายใต้ชื่อของเย่าฮองเฮาในปัจจุบัน
กล่าวว่าองค์ชายสามผู้นี้อ่อนโยนอบอุ่นทั้งเฉลียวฉลาด มากด้วยไหวพริบ อีกทั้งนิสัยยังเยือกเย็นสุขุมนิ่งยิ่งกว่าผิวน้ำเสียอีก
จะเสียก็แต่ขี้เกียจและบ้าจิ้งหรีดมากหน่อยก็เท่านั้น
กระนั้นถึงอย่างไรองค์ชายสามก็ยังเป็นโอรสที่ฮ่องเต้โปรดปรานมากที่สุดความขี้เกียจของเขา ผู้ใดจะกล้าตำหนิได้
เวลาต่อมาเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงคู่หนึ่งดังขึ้นจากด้านนอกผ่านโถงทางเดินมาอย่างราบรื่นไม่มีแม้แต่ราชองครักษ์คนใดขวางทางจนฝีเท้านั้นต้องหยุดชะงักไม่นานเสียงนี้ก็มาหยุดลงตรงหน้าประตูฉลุลายงดงาม
ขันทีน้อยหน้าประตูรายงานขึ้นว่า"องค์ชาย ใต้เท้าจ้าวต้องการเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ"
เจิ้งเสวี่ยซานขมวดคิ้วเล็กน้อยรอยยิ้มบนใบหน้าก็จางลงอยู่บ้าง ก่อนวางไม้ปั่นจิ้งหรีดในมือลงบนโต๊ะเล็กปิดฝากระบอกไม้ไผ่ที่มีจิ้งหรีดสายพันธุ์ปีกขาวลำตัวดำปลอดจากทะเลทรายในเขตอาณาจักรตะวันออก
ใบหน้าหล่อเหลาเยาว์วัยขององค์ชายสามเผยสีหน้าขัดเคืองที่หาดูได้ยากนี้เล็กน้อยก็เอ่ยขึ้นว่า "ให้เขาเข้ามา"
จ้าวมู่อวิ๋นเดิมอ้อมฉากกั้นเข้ามาเมื่อมองเห็นองค์ชายสามยืนอยู่กลางห้องก็เพียงโน้มตัวคารวะไม่ได้คุกเข่าเต็มพิธีการแต่อย่างใด "คารวะองค์ชายสาม"
คนถูกคารวะเพียงยิ้มน้อยๆผงกศีรษะตอบรับ เดิมทีตัวเขาก่อนหน้านั้นถอดรองเท้ายกขึ้นเหยียบบนเก้าอี้อย่างเกียจคร้านยามนี้จึงยืนเท้าเปล่าอยู่บนพื้นพรมมองอย่างไรก็ไม่เหมือนองค์ชายสามผู้สูงศักดิ์สักนิด
มีหลายครั้งที่ความขี้เกียจแสนเรียบง่ายร้ายกาจนี้ทำเอาข้าราชบริพารทั้งหลายในตำหนักซานหลงขององค์ชายสามต่างตกอกตกใจกลัวว่าศีรษะจะหลุดออกจากบ่ากันสักวัน
"ดึกดื่นปานนี้เจ้าไม่อยู่คุ้มกันขบวนขนเงินแต่กลับมาหาข้า?" องค์ชายสามจิปากเบาๆก็เอ่ยต่ออีกว่า "เจ้าคิดถึงข้ามากเพียงนั้นเชียว"
บนใบหน้าอบอุ่นอ่อนโยนขององค์ชายสามมีรอยยิ้มไม่จืดจางแต่ใบหน้าคมคายดุดันที่ติดจะเย็นชาของจ้าวมู่อวิ๋นกลับดำมืด"ท่านเลิกล้อเล่นได้แล้ว"
เจิ้งเสวี่ยซานหัวเราะพรืดทีหนึ่งตามจริงแล้วพวกเขาทั้งสองเป็นสหายสนิทกันร่ำเรียนเขียนอักษรมาด้วยกันตั้งแต่วัยเยาว์ยามนี้อยู่กันตามลำพังจึงไม่ต้องสำรวมกิริยาอะไรมาก
องค์ชายสามขยับเดินไปด้านข้างอีกเล็กน้อยก่อนพูดพลางรินชาขาวของทางเหนือ หลุบตาเป่าควันร้อนๆ บนน้ำชา"น้องหกก่อเรื่องให้เจ้า? หึๆน่าแปลกใจที่เจ้ามีเวลามาพบข้าได้ แทนที่จะยุ่งอยู่กับการตามหาตัวเขา"
จ้าวมู่อวิ๋นเงยหน้าขึ้นอารมณ์พลุ่งพล่านก่อนหน้านั้นยังไม่สงบแม้จะผ่านมาหลายชั่วยามจนกระทั่งผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จก่อนมาที่นี่ยิ่งความเย็นด้านนอกปะทะผิว รอยแผลเล็กๆบนลำคอที่หลินหลานหรูฝากไว้ก็เกิดแสบร้อนขึ้นมา ในใจจึงยิ่งคุกรุ่นขุ่นเคืองเป็นพิษที่ไม่ร้ายแรงแต่ทำให้คนรู้สึกรำคาญมาก
มาตอนนี้เมื่อได้เห็นพี่ชายของตัวปัญหาที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกันอีกจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ความโกรธจะปะทุซ้ำ "เขาก่อเรื่องใหญ่เลยละ!เงินทั้งหมดหายไปอย่างไร้ร่องรอย มิหนำซ้ำอาจจะพัวพันกับสายลับพรรคมาร..."
จ้าวมู่อวิ๋นสาธยายเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นออกมา
ว่ากันว่าคนของพรรคมารกำเริบเสิบสานทุกการเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเงียบเชียบ สอดมือยุ่งเกี่ยวไปเสียทุกเรื่องบนแผ่นดินมองไม่เห็นอำนาจราชวงศ์อยู่ในสายตา อีกทั้งยังเป็นพวกน่ารำคาญที่จับไม่ได้เสียที
ส่วนพวกสายลับที่ก่อปัญหายิบย่อยล้วนแต่เป็นพวกไร้ประโยชน์ที่ส่งมาตายเท่านั้นเป็นเพียงลิ่วล้อที่ทำงานให้สายลับชั้นสูงอีกที
หลายปีมานี้จ้าวมู่อวิ๋นสืบทราบมาว่าสายลับระดับสูงเหล่านี้ได้รับการฝึกมาอย่างเหี้ยมโหดทำงานขึ้นตรงต่อสาวกพรรคมารทั้งสิ้น หากปรากฏตัวที่ใดก็วอดวายกันที่นั่น
เมื่อสิบห้าปีก่อนสกุลเดิมของมารดาองค์ชายสามถูกฆ่าล้างทั้งตระกูลก็เพราะการปรากฏตัวของสายลับระดับสูงเหล่านี้เพียงสตรีห้าคนก็ฆ่าล้างคนในจวนไปกว่าสองร้อย
เวลานั้นอาจารย์ของจ้าวมู่อวิ๋นที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์หลวงขั้นสามและยอดฝีมืออีกผู้หนึ่ง สามารถสังหารสายลับตายไปถึงสองคนถึงได้รู้ว่าบนตัวสายลับมีหมายเลขอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำอยู่
ภายหลังยังมีเสียงเล่าลือในหมู่สายลับเล็กๆพวกนั้นสารภาพว่าได้รับคำสั่งมาจากสายลับระดับสูงที่สุดแล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นประมุขพรรคคนใดที่อยู่เบื้องหลังยิ่งกว่านั้นสายลับระดับสูงนี้กลับปกปิดตัวตนอย่างมิดชิดลอบทำภารกิจอย่างเงียบเชียบ ไร้ซึ่งร่องรอยให้สืบตาม
คิดถึงตรงนี้จ้าวมู่อวิ๋นก็เหยียดมุมปากคืนวันนี้เขาถึงกับได้พบสายลับระดับสูงที่มีหมายเลขพวกนั้น 'หนึ่งร้อยห้า' ฝีมือร้ายกาจมากเลยทีเดียว
ท้ายที่สุดเรื่องของสายลับนางนั้นยังคงทำให้จ้าวมู่อวิ๋นขุ่นเคืองในใจไม่หาย"ข้าจะจับนาง"
องค์ชายสามฟังสหายเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเขาเพียงหลุบตาพิงขอบโต๊ะ บนใบหน้ามีรอยยิ้มจางๆไม่ได้เผยร่องรอยความกังวลใดในแววตา ทว่าภายนอกสงบนิ่งแต่ภายในกลับตกประหม่าเล็กๆ
"เรื่องของสายลับนางนั้นข้ายกให้เจ้าจัดการได้เต็มที่ ส่วนเรื่องเงิน..."เจิ้งเสวี่ยซานเว้นช่วงหยิบกระดาษที่มีรอยพับยับย่นแผ่นหนึ่งบนโต๊ะขึ้นมาพูดต่ออีกว่า"น่าแปลกที่เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนมีองครักษ์สองนายพบลูกธนูที่มาพร้อมกับสารลับฉบับนี้ขณะที่ฝั่งทางเจ้าเกิดการปล้นชิง"
เจิ้งเสวี่ยซานพูดต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งมั่นคงอีกว่า"เจ้าอยากดูหน่อยหรือไม่ว่าในนี้เขียนไว้อย่างไร"
ขณะที่จ้าวมู่อวิ๋นรับกระดาษหยาบๆแผ่นนั้นในมือองค์ชายสามมา สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยคิ้วยาวขมวดเป็นปมยามได้เห็นข้อความบนนั้น
เจิ้งเสวี่ยซานเอ่ยไปพลางว่า"น้องหกเป็นคนมากเล่ห์ก็จริง ภายนอกตบตาผู้อื่น ทำตัวเกเรร้ายกาจกล่าวว่าฉากหน้าเสด็จพ่อโปรดปรานโอรสอย่างข้าที่สุดฉากหลังก็มีน้องหกเป็นเครื่องมือทำลายล้างให้เสด็จพ่อเช่นกันที่ผ่านมาต่อให้เด็กคนนี้จะก่อเรื่องแค่ไหนก็ไม่เคยแตะต้องพี่ชายเช่นข้า"องค์ชายสามเงียบไป แววตาก็ขรึมลงเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างไม่ค่อยพอใจนัก"เว้นแต่เรื่องของหย่าเอ๋อร์ที่เจ้านั่นแส่ไม่เข้าเรื่อง"
จ้าวมู่อวิ๋นละสายตาจากข้อความในกระดาษเหลือบขึ้นมองสีหน้าองค์ชายสามที่ยังคงมีรอยยิ้มเช่นเดิมแต่เมื่อครู่น้ำเสียงติดจะไม่พอใจหลายส่วน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้หาได้ยากยิ่ง
คงมีแต่คุณหนูสกุลหลินผู้นั้นกระมังที่ทำให้องค์ชายสามผู้อบอุ่นอ่อนโยนต่อหน้าทุกคนเพื่อนางแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นเพชฌฆาตที่หลุดมาจากขุมนรกได้
จำได้ว่าหนึ่งคืนก่อนออกจากเมืองหลวงองค์ชายสามยังลากตัวจ้าวมู่อวิ๋นลอบเข้าจวนสกุลหลินกลางดึกเพื่อพบหลินหลานหย่าสักหน แล้วบอกลานางก่อนจะไม่ได้พบหน้าจากนี้ถึงครึ่งปี
เรียกได้ว่าในบรรดาองค์ชายทั้งหมดที่เข้าหาหลินหลานหย่าผู้งดงามเฉิดฉายองค์ชายสามเป็นหนึ่งในนั้นที่มีใจให้หลินหลานหย่าอย่างบ้าคลั่งต่อให้นางวางตัวเป็นกลางกับองค์ชายทุกพระองค์เกรงว่าที่สุดแล้วองค์ชายสามจะละทิ้งได้แม้กระทั่งพี่น้องเพื่อทำทุกอย่างให้ได้นางมาครอบครอง
ดังนั้นอย่าได้ยุ่งกับหลินหลานหย่าจะดีกว่า
ทว่าสำหรับจ้าวมู่อวิ๋นแม้อยากให้สตรีทุกคนบนโลกมีลักษณะอ่อนโยนที่ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์และพึ่งพิงบุรุษให้มากก็จริง แต่เขากลับติดใจแววตาหลอกลวงที่ทั้งตัวคนเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งผู้นั้นแล้วแม้สุดท้ายนางจะหายตัวไปอย่างเป็นปริศนาก็ตาม
ยามนี้นัยน์ตาจ้าวมู่อวิ๋นหม่นแสงลงด้วยความรู้สึกซับซ้อนในใจโดยไม่รู้ตัว
"คิดอะไรของเจ้า" เจิ้งเสวี่ยซานเดินมาตรงหน้าจ้าวมู่อวิ๋นนานแล้วดึงกระดาษแผ่นนั้นออกจากมืออีกฝ่าย ก่อนสูดลมหายใจเข้าเงียบๆแล้วกล่าวประโยคต่อมาด้วยรอยยิ้มแฝงเร้นเลศนัยบางอย่าง"ดูเหมือนว่ามีคนอยากให้พวกเรากระโดดลงไปเล่นเกมนี้ด้วย ...จับขโมย"
จ้าวมู่อวิ๋นจ้องกระดาษในมือองค์ชายสามฟังสหายสูงศักดิ์พูดอย่างจริงจัง "กลางเดือนนี้จะเริ่มก่อสร้างเขื่อนเจ้ามีเวลาเพียงสิบวันในช่วงที่ทางการกำลังทำการรื้อถอนซากอาคารต้องเร่งหาทางนำเงินทั้งหมดกลับมาให้ได้เรื่องนี้หากพลาดจะมีชีวิตราษฎรนับแสนในเมืองเป็นเดิมพัน รวมถึงชีวิตข้าด้วย"
หากเขื่อนสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนดยามนั้นทางแก้เดียวก็คืออพยพประชากรออกจากเมืองแต่ชีวิตองค์ชายสามที่รับหน้าที่ดูแลงานนี้จะถึงคราวตกต่ำอย่างยิ่งยวดเมื่อฮ่องเต้มีราชโองการสั่งลงโทษลงมา วันนั้นคงจะเป็นจุดจบของเขาเพียงแต่การอพยพก็ไม่ใช่วิธีการที่ดีนักเกรงว่าผู้ไม่หวังดีจะถือโอกาสเข้ายึดเมือง และทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองแคว้นตู๋ฝางยามนี้ แข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อยี่สิบปีก่อนไม่น้อย
จ้าวมู่อวิ๋นรู้แจ้งแก่ใจถึงปัญหานี้ดียิ่งกว่านั้นหากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูองค์ชายรองอีกฝ่ายจะต้องหาทางทำทุกอย่างเพื่อให้ฮ่องเต้มีราชโองการลงมาแน่บทลงโทษคงไม่เบานัก
"เรื่องขององค์ชายรอง..."
"ได้ยินมาว่าคหบดีซือจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับองค์รัชทายาทตู๋ฝางขึ้นที่คฤหาสน์เขาเพิ่งส่งเทียบเชิญให้ข้า วันนั้นเจ้าก็ไปกับข้าด้วยเรื่องนี้จะอย่างไรก็ปิดพี่รองไม่มิด เจ้านำคนค้นตรอกผีสิงทั้งคืนเขาคงสงสัยแล้วกระมัง หูตาพี่รองกว้างไกลเป็นร้อยลี้ โอกาสที่จะได้เล่นงานข้าเขาไม่มีทางพลาดข้าก็อยากรู้ว่าเขาจะมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร ถ้าจะต้องถูกเสด็จพ่อตำหนิก็ต้องให้โดนตำหนิกันทุกคนถึงจะถูก"
องค์ชายสามผู้นี้ค่อนข้างพาลใช่เล่น
จ้าวมู่อวิ๋นหลุบตาลงเล็กน้อยก่อนประสานมือรับคำ "ท่านวางใจ ข้าจะรีบตรวจสอบข้อความบนกระดาษแผ่นนี้ภายในสิบวันจะนำเงินทั้งหมดกลับมาให้ได้"
"มู่อวิ๋นเจ้าคือสหายที่ข้าไว้ใจมากที่สุด"
จ้าวมู่อวิ๋นซาบซึ้งเงียบๆยังคงนึกถึงข้อความที่อยู่ในกระดาษ
เงินเพิ่งหายแต่กลับมีมือดีแจ้งข่าวมาว่าองค์ชายหกลอบติดต่อกับพ่อค้าต้าถู๋หลายสิบคนเพื่อกระจายเงินจำนวนมากนี้ให้พวกเขาแต่ละคนเก็บ ทำเช่นนี้ก็จะไม่เป็นที่ผิดสังเกตและสามารถลักลอบนำเงินออกจากเมืองได้อย่างไม่สะดุดตา
แผนการนี้ขององค์ชายหกจ้าวมู่อวิ๋นยอมรับว่าคาดไม่ถึงจริงๆ กระนั้นเขาก็ยังเชื่อเรื่องนี้สนิทใจไม่ได้คนส่งสารลับนี้มาอาจมีจุดประสงค์อื่นแฝง
ดังนั้นต้องรอตรวจสอบก่อนเขาถึงจะเชื่อทั้งหมดต่อให้เป็นคำสั่งโดยตรงขององค์ชายสามเขาก็เชื่อทั้งหมดไม่ได้
"พรุ่งนี้เช้าข้าจะรอฟังข่าว"เจิ้งเสวี่ยซานชะงักเล็กน้อย พูดว่า "จริงสิ น้องหกบาดเจ็บสาหัสมิหนำซ้ำยังถูกสายลับผู้นั้นพาตัวไป อย่างไรน้องหกก็เป็นเชื้อพระวงศ์ตกอยู่ในมือสายลับพรรคมารย่อมไม่ใช่เรื่องดีนานวันเข้าอาจทำให้เสด็จพ่อสงสัยในตัวเขา หากถูกขุนนางท้องพระโรงเหล่านั้นยุยงยัดเยียดความผิดให้น้องหกกลายเป็นพวกทรยศแคว้น คงมีแต่โทษตายสถานเดียว"
กล่าวอีกว่า"หลายปีมานี้น้องหกมักถูกลอบสังหารจากสายลับหลายกลุ่มข้าเกรงว่าเขาอาจไม่ปลอดภัย"
เจิ้งเสวี่ยซานและจ้าวมู่อวิ๋นยังกล่าวกันต่ออีกหลายประโยคจากนั้นจ้าวมู่อวิ๋นก็ขอตัวจากไป
ลับหลังสหายจ้าวผู้รู้ใจไปแล้วองค์ชายสามยืดคอมองออกไปด้านนอกประตูฉลุลายที่ขันทีน้อยกำลังปิดก็ถึงกับถอนหายใจออกมาประหนึ่งโล่งอกอย่างไรอย่างนั้นทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้พนักโค้ง
น้องหกนะน้องหกกระทั่งงานที่ฮ่องเต้สั่งให้เจ้าทำเป็นการลับก็ยังโยนมาให้ข้าเห็นข้าขี้เกียจเลยคิดว่าข้าว่างมากนักหรือไร
ไม่ถึงครึ่งวันเสวี่ยเฟิ่งก็โยนงานใหญ่ที่น่าตกตะลึงนี้มาให้องค์ชายสามยามนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าองค์ชายสามถึงกับหุบไม่ลงไปเกือบชั่วยามเป็นรอยยิ้มที่แข็งไปทั้งหน้า
เมื่อช่วงบ่ายวันนี้น้องหกมาหาเขาอย่างเงียบเชียบแล้วบอกว่าตัวเองจะปล้นเงิน ขอให้พี่สามให้ความร่วมมือด้วย เหลวไหล!มีเจ้าบ้านที่ไหนจะยิ้มยินดีตอบรับว่า 'ได้ เชิญเจ้าตามสบาย ชอบสิ่งใดก็ขนออกไป' แล้วยืนมองให้โจรขนเงินออกจากประตูเรือนไปอย่างยิ้มแย้ม
กล่าวไปกล่าวมาก็คล้ายว่าเขาจะปล้นเงินตัวเองแทนเสียนั่นส่วนเจ้าตัวผู้สวมบทเป็นโจรกลับหนีไปเที่ยวเล่นในตรอกผีสิงการจะหลอกจ้าวมู่อวิ๋นที่เป็นสหายสนิทเช่นนี้สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องง่ายหากจ้าวมู่อวิ๋นรู้ความจริงเรื่องนี้เข้าคงได้ชักกระบี่วางพาดบนคอเขาเป็นแน่
คิดแล้วองค์ชายสามก็ขยำกระดาษในมือทิ้งกระดาษแผ่นนี้พร้อมข้อความ เป็นเขาให้ขันทีน้อยหน้าประตูเขียนขึ้นเอง เรื่องเงินอะไรนั่นไม่ต้องพูดถึงก่อนขนออกจากเมืองหลวงก็มีแต่ก้อนหินอยู่แล้ว ฮ่องเต้ก็รู้เรื่องนี้ดีเงินมากมายขนาดนั้นไม่มีอยู่ในท้องพระคลังแต่แรกทุกอย่างเป็นเพียงแผนการของฮ่องเต้ที่ใช้ตบตาขุนนางเฒ่าเจ้าอำนาจและสายลับต่างแคว้นที่แฝงตัวอยู่ในราชสำนัก
เพียงแต่ที่เขาสงสัยมากกว่าคือ ...ในตรอกผีสิงมีอะไรน้องหกถึงได้อาศัยเรื่องการปล้นเงินครั้งนี้มาทำให้ตัวเองถูกไล่ล่าแล้วแทรกซึมเข้าไปในตรอกด้วยตนเอง
ยังมีเรื่องสายลับระดับสูงนางนั้นอีกน้องชายของเขากำลังตามหาอะไรอยู่กันแน่
ทว่าปัญหาใหญ่ของเขาตอนนี้คือจะหาเงินจำนวนมากที่ไม่มีอยู่จริงนี้มาได้อย่างไรนี่มันปัญหาที่ฮ่องเต้ให้น้องหกคิดไม่ใช่หรือ!!!
ข้าซวยแล้ว...องค์ชายสามยิ้มเศร้า
จ้าวมู่อวิ๋นกลับมายังที่พักทหารในเขตอาคารสองชั้นของทางการห่างจากโรงเตี๊ยมชางเจียงไปไม่ถึงลี้
"ใต้เท้า"ทหารหกนายด้านหน้าประตูก้มศีรษะคารวะอย่างขึงขัง
เขาเดินเข้าไปด้านในก็เห็นผู้ช่วยคนสนิทสองคนยืนรออยู่คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนที่เขาไว้ใจมอบหมายเรื่องสำคัญให้ทำได้
และยังมีนายกองซ้ายอีกคนที่กำลังตามจับตัวองค์ชายหกและสายลับนางนั้นอยู่ข้างนอกจากเมืองหลวงมาครั้งนี้ฮ่องเต้มอบทหารให้เขาหนึ่งกอง เพื่ออารักขาหีบเงินและจัดหาวัตถุดิบจำเป็นในการสร้างเขื่อนกั้นน้ำมาระหว่างทาง
เป็นเขาที่คิดว่าวางแผนทุกอย่างไว้ดีหมดแล้วแต่กลับมีช่องโหว่เพียงนึกถึงก็รู้สึกเจ็บใจ จึงหันไปสั่งการผู้ช่วยคนสนิท"เจ้าไปตรวจสอบดูการเคลื่อนไหวของพ่อค้าต้าถู๋ในเมืองเป่ยชางทั้งหมด หากพบคนที่เมื่อเร็วๆมีการขนย้ายหรือรับเงินจำนวนมากเข้ามา ก็ให้มารายงานข้า"
"ขอรับ"จากนั้นหนึ่งคนก็ออกไปทำตามที่สั่ง
"ทางด้านเจ้าได้เรื่องอะไรบ้างแล้วเจอตัวองครักษ์ขององค์ชายหกหรือยัง" จ้าวมู่อวิ๋นหมายถึงติงเกาองครักษ์ผู้นี้ของเสวี่ยเฟิ่งถือเป็นไพ่ใบที่สำคัญมากหากรู้ความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย ก็จะรู้ว่าองค์ชายหกที่แท้มีแผนการอะไรซ่อนอยู่
ผู้ช่วยคนสนิทตอบว่า"ยังไม่พบขอรับ ในรัศมีสิบลี้ไม่พบขบวนขนสิ่งใดผ่านแม้แต่สอบถามคนในพื้นที่ก็ไม่มีใครเคยพบเห็น ตามรายงานที่ได้รับจากคนของเราซึ่งเช้าวันนี้พบเห็นองค์ชายหกกับองครักษ์ติงออกจากโรงเตี๊ยมข้างกายพวกเขายังมีสตรีสองนางยืนอยู่ด้วย หลังส่งพวกนางขึ้นรถม้าองครักษ์ติงก็หายไปจากข้างกายองค์ชายหกนับจากนั้นขอรับ"
"เจ้าได้ส่งคนตามสตรีสองนางนั้นไปหรือไม่"
"เออ... เรียนใต้เท้าคนของเราที่ตามไปไม่ได้กลับมา เกรงว่าคงถูกสังหารแล้วขอรับแม้แต่ศพก็หาไม่พบ"
ใบหน้าจ้าวมู่อวิ๋นพลันเคร่งขรึมมีสตรีสองนางเพิ่มมาให้เขาสงสัยอีกแล้ว"ส่งคนไปสืบในโรงเตี๊ยมว่าสตรีสองนางนั้นเป็นใครมีความสัมพันธ์ใดกับองค์ชายหก สืบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาได้ภาพเหมือนมาด้วยยิ่งดี"
"ขอรับ"
จากนั้นก็มีเสียงดังมาจากด้านนอกเป็นทหารในสังกัดของนายกองซ้าย
รอให้ทหารผู้นั้นคารวะแล้วรายงาน"ใต้เท้า เจอตัวแล้วขอรับ"
จ้าวมู่อวิ๋นกระตุกรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ"นำทางไป"