4
สีหราชรอให้มารดาเดินเข้าไปทำกิจกรรมประจำวันก่อนนอนคือการไหว้พระ เขาก็ถือโอกาสตอนที่มารดาเผลอรีบเดินเข้าไปหาบุษย์น้ำพราวที่อยู่ในห้องมารดาอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มกวาดตาไปทั่วห้องแต่ก็ไม่พบร่างของหญิงสาวที่้าหากพบว่าประตูห้องน้ำนั้นปิดสนิทชายหนุ่มลองเอาหูแนบไปดูเลยได้รู้ว่าคนที่เขา้าตัวนั้นกำลังอาบน้ำอยู่เขาจึงเดินไปหยุดยืนรออยู่ที่ขอบหน้าต่าง สายตาเพ่งมองไปอย่างไร้จุดหมาย
เวลาโพล้เพล้แสงสีทองอาบไล้ไปรอบบริเวณไร่ สำหรับบ้านป่าเมืองเถื่อนถึงจะมีความสะดวกสบายมากขึ้นก็จริง แต่ก็ไม่เหมือนกับเมืองใหญ่ๆที่มีแต่แสงสีและความสนุกสนาน จะมีเพียงแค่ความเงียบและสงบเท่านั้น บรรยากาศแบบนี้ที่น่าจะทำให้สีหราชรู้สึกผ่อนคลายและสบายแต่ก็เปล่าเลย
เพราะความแค้นที่สุมอยู่ในอก ยากที่จะสลัดออกไปได้เลยทำให้เขารู้สึกร้อนรุ่มและกระวนกระวายใจอยู่ตลอดเวลากรามหนาบดเบียดจนนูนดวงตาคมดุเป็ประกายโกรธเกรี้ยวและแข็งกร้าว
ตลอดหลายปีที่เขาได้ไปร่ำเรียนในเมืองใหญ่ หลายต่อหลายครั้งที่เขาแวะเวียนไปชะเง้อคอมองดูบ้าน...เก่า! ที่มักจะได้เห็นภาพครอบครัวอันอบอุ่นของครอบครัวปาสัยสุนัยที่มีบิดา มือหนึ่งโอบกอดพยัคฆ์ อีกข้างหนึ่งก็โอบกอดสาธิกา เมียสาวแสนสวยที่เหมาะสมกับพ่อทั้งฐานะและชาติตระกูล มีคุณหญิงอมรานั่งมองดูด้วยรอยยิ้ม
ส่วนเขาก็ต้องยืนมองอย่างอิจฉาและโดดเดี่ยว มองไปทางไหนก็มีแต่คนแปลกหน้าความอบอุ่นที่ได้รับจากมารดาที่เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ สามวันดี สี่วันไข้ไม่เพียงพอสำหรับเขาที่ยัง้าอ้อมแขนอันอบอุ่นของบิดามาช่วยพยุงสำหรับเื่นี้ ใครจะว่าเขาใจร้ายใจดำเขาก็ไม่สนใจ ในเมื่อพ่อและย่าทำร้ายกันก่อนเขาก็ต้องเอาคืน
ความเ็ปจากเงื้อมมือของบิดาบังเกิดเกล้าและคุณย่าผู้แสนจะใจดำยังไม่จบเพียงแค่นั้นสีหราชยังคงจดจำวันนั้นได้ไม่ลืม เมื่อเขาทนคิดถึงบิดาไม่ไหว เลยแวะไปหาที่บริษัทแล้วเขาก็ถูกพ่อและย่าไล่ออกมาเหมือนกับหมูกับหมาอีกทั้งคุณหญิงอมราคุณย่าผู้แสนจะใจร้ายใจดำยังให้ยามที่บริษัทมาทำร้ายทุบตีเขาอีกด้วย
“พวกแกทำงานกันยังไงถึงได้ปล่อยให้ไอ้หมาบ้าตัวนี้เข้ามาป้วนเปี้ยนในบริษัทของฉันห๊า...พวกแกไม่รู้หรือไงว่ามันเป็คนบ้ามันพยายามจะเข้ามาทำร้ายฉันกับตาเทพ”
ในตอนนั้นเขาได้แต่มองดูใบหน้าและรับฟังคำพูดของย่าด้วยความใ แต่สิ่งที่เขาได้ยินมันกลับไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น
“พวกแกจัดการลากเอาตัวมันไปทิ้งให้ไกลๆ จากสายตาฉันเลยน่ะ” สิ้นคำพูดของคุณหญิงอมราไม่ว่าจะเป็หมัดเท้าและไม้พลองจากยามก็ประเคนเข้าใส่ร่างกายของเขาอย่างไม่ยอมหยุดยั้ง
“แกจำไว้เลยนะไอ้สิงห์ ฉันมีลูกชายคนเดียวคือสหัสเทพและฉันก็มีหลานชายเพียงคนเดียวเหมือนกันนั่นคือเ้าเสือ พยัคฆ์ ปาสุนัยเท่านั้น!หวังว่าแกจะจำคำพูดของฉัน และแกก็ควรออกไปจากชีวิตพวกฉันซะทีด้วย น่ารำคาญจริงๆคนอะไรพูดไม่รู้เื่ ยังมาตามตื๊ออยู่ได้ ไอ้พวกแม่ไม่สั่งไม่สอนนี่”
ในวันนั้นเขาต้องพาร่างกายที่สะบักสบอมกลับไปนอนป่วยอยู่ที่หอพักเป็อาทิตย์กว่าจะหายและเหตุการณ์ในวันนั้นไม่กล้าที่จะบอกให้มารดาได้รับรู้ด้วยเพราะความกลัวว่าถ้ามารดารู้เข้าจะไม่สบายใจเพราะการกระทำอันบ้าบิ่น ไร้ความคิดของเขาไม่อยากให้มารดารู้ว่าเขายังตัดใจฝังกลบความรู้สึกที่มีต่อบิดาออกไปจากใจไม่ได้
แต่ก็เพราะเหตุการณ์ในวันนั้น ถึงมันจะสร้างความเ็ปแต่มันก็ได้สร้างความเข้มแข็งให้กับเขาด้วยเช่นกันจากความอ่อนแอกลายมาเป็พลังผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ในเมื่อคนพวกนั้นไม่เห็น...ไม่เคยคิดว่าเขาเป็ลูกและหลาน เขาก็จะไม่เป็!
สิบปีที่เขากักเก็บความแค้นเอาไว้เพื่อรอการแก้แค้นในวันนี้มันก็ถึงเวลาของเขา!
บุษย์น้ำพราวที่ออกจากห้องน้ำมาหยุดยืนตัวสั่น ดวงตาเบิกกว้างเธอทาบมือบนอก เมื่อออกมาจากห้องน้ำแล้วปรากฏว่ามีชายหนุ่มคนหนึ่งมายืนอยู่ในห้องของวาสิตาเมื่อเขาหันหน้ามาก็ยิ่งสร้างความหวาดหวั่นและหวาดกลัวให้กับเธอมากยิ่งขึ้น
ใบหน้าคมคร้ามมีรอยยิ้ม ดวงตาคมดุที่มองไปทั่วเรือนร่างอย่างมีเลศนัยยิ่งได้เห็นแบบนั้นบุษย์น้ำพราวรีบหันหลังถลาวิ่งกลับเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว
“ว้าย!!! ปล่อยฉันนะนายสิงห์ อื้อ...อื้อ...”
บุษย์น้ำพราวพยายามแกะมือใหญ่ออกจากปากอีกมือก็รีบปลดแขนใหญ่ที่คว้าเอวคอดกิ่วไว้ปมผ้าขนหนูที่เธอผูกไว้ก็ใกล้จะหลุดจากการพันร่างกายทำให้เคลื่อนไหวแรงๆ ไม่ได้หากเธอก็ยังกระทืบเท้าไปบนเท้าใหญ่ ใบหน้าและดวงตาฉายแววตื่นกลัวราวกับกวางน้อยที่กำลังจะถูกสิงโตกินเป็อาหารหัวใจดวงน้อยเต้นแรงเร็วราวกับว่ามันกำลังจะทะลุออกมาจากทรวงอก
สีหราชยกร่างบอบบางขึ้นราวกับว่าเธอไม่มีน้ำหนักเขาพาบุษย์น้ำพราวเดินออกไปจากห้องวาสิตาทั้งที่หญิงสาวมีเพียงแค่ผ้าขนหนูและเสื้อคลุมสีขาวปกคลุมร่างกายไว้เท่านั้น
ชายหนุ่มก้าวเพียงไม่กี่ก้าวก็หายลับเข้าไปในห้องส่วนตัวโดยที่ไม่มีใครทันสังเกตด้วยซ้ำ...เขาทำอะไรอยู่
เขาวางร่างบุษย์น้ำพราวลงบนเตียงพร้อมกับแนบร่างตัวเองตามลงไป“ว่าไงน้ำพราว คิดหรือว่าการหลบอยู่หลังแม่ฉันแล้ว เธอจะรอดจากมือฉันน่ะ หืม...”สีหราชถามน้ำเสียงรื่นเริง มือข้างหนึ่งยังคงปิดปากบุษย์น้ำพราวไว้ส่วนอีกข้างก็เคลื่อนไปดึงเชือกเสื้อคลุมที่ผูกสะเอวคอดกิ่วไว้
“อื้อ...อื้อ...”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างเมื่อรับรู้ว่าตอนนี้สาบเสื้อตัวใหญ่กำลังจะเริ่มแยกออกจากกันที่ภายใน ปมผ้าขนหนูที่เธอได้มัดไว้ก็หลุดออกจากกันแล้วด้วยมือเรียวที่กำลังประทุษร้ายร่างกายใหญ่ต้องรีบหันมาตะครุบสาบเสื้อไว้อีกมือก็ยกขึ้นหวังจะข่วนใบหน้าของชายหนุ่มแต่ก็กลับถูกเขาจับได้เสียก่อนและจับมาใช้ให้เป็ประโยชน์ด้วยการแยกสาบเสื้อคลุมออกน้ำออกจากเรือนร่างบอบบางแทน
เพียงแค่สาบเสื้อแยกออกก็เผยให้ชายหนุ่มได้เห็นผิวเนื้อเนียนและนุ่มราวกับไข่มุก
“ว่าไงน้ำพราวเธอยังไม่ตอบคำถามของฉันเลยนะ” สีหราชถามน้ำเสียงนุ่มทุ้มราวกับว่ากำลัง้าสะกดจิตคนเบื้องล่างปลายนิ้วยาวอุ่นร้อนก็ไล้ไปตามผิวเนื้อเนียนนุ่มอย่างแ่เบา
“อ้อ....ฉันดันลืมไปว่าปากเธอยังถูกปิดไว้”
“แม่...ชะ...ช่วย...”เมื่อริมฝีปากเป็อิสระบุษย์น้ำพราวก็ร้องเรียกให้วาสิตามาช่วย หากเพียงแวบเดียวปากเธอก็ถูกปิด
มือเรียวที่ถูกลืมก็เริ่มหันมาผลักดันและประทุษร้ายร่างกายสร้างความรำคาญให้กับสีหราชเป็อย่างมาก ชายหนุ่มจึงจับมือเรียวตรึงไว้เหนือศีรษะในขณะที่มืออีกข้างก็ทำการดึงสิ่งกีดขวางออกจากเรือนกายบอบบางจนหมด
สีหราชบดเบียดริมฝีปากอย่างหนักหน่วงและใช้มือที่ว่างอยู่ทำการปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจากร่างกายตัวเองโยนทิ้งไปจนหมดทุกชิ้น
“ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมบุษย์น้ำพราวว่าคืนนี้ ฉันจะเป็....”สีหราชเน้นคำพูดใส่ใบหูนุ่ม “คนเข้าหอกับเธอเป็เ้าบ่าวของเธอแทนเ้าเสือ”
“ไม่นะ...นายสิงห์ นายทำอย่างนี้ไม่ได้”
“ทำไมจะไม่ได้ เธอจะขัดขืนเหรอ”ชายหนุ่มถามพร้อมกับแหย่ปลายลิ้นเข้าไปในใบหนูนุ่มและมือก็ฟอนเฟ้นดอกบัวงามดอกหนึ่ง
“ไม่...ไม่นะ...”
“อย่าขัดขืนเลยน้ำพราวฉันว่าเธอควรจะให้ความร่วมมือดีกว่านะ”ปากหนาร้อนขบเม้มลงไปตามลำคอเนียนนุ่มลงไปเรื่อยๆ จนถึงดอกบัวคู่งาม
“นายสิงห์...” บุษย์น้ำพราวร้องอุทานอย่างใเมื่อรับรู้สึกััร้อนๆ บนร่างกาย ริมฝีปากรูปกระจับอวบอิ่มขบเม้มกลั้นเสียงร้องที่กำลังจะออกจากปากสองมือที่ไม่รู้ว่าถูกปล่อยเมื่อไหร่ดันศีรษะทุยให้ออกจากทรวงอกอวบอิ่ม
“ฉะ...ฉันขอร้อง นายอย่าทำอะไรฉันเลยน่ะ ฉัน...กลัวแล้ว...”
“ไม่เอาน่าน้ำพราว อย่าขัดขืนซิสิ่งที่จะเกิดกับเรามันเป็เื่ธรรมชาติ” สีหราชบอกเสียงนุ่ม ฟันขาวขบไปบนเม็ดบัวอย่างแ่เบาพอให้หญิงสาวในอ้อมได้สะดุ้งและเสียวซ่านลิ้นร้อนไล้วนรอบป้านเม็ดบัวและกลืนกินมันอย่างเชื่องช้าเพื่อไม่ให้อีกข้างที่ว่างอยู่ไม่น้อยใจ เขาก็ฟอนเฟ้นบัวงามอย่างหนักหน่วงเช่นกัน
ทั้งคำพูดและการกระทำของชายหนุ่ม ทำให้บุษย์น้ำพราวยิ่งกลัวจนลำตัวสั่นระริกแต่ไม่ใช่เพราะมันมาจากความกลัวอย่างเดียวแต่มันยังมาจากอีกอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ จากกึ่งกลางเรือนกาย
“นายสิงห์...ฉันกลัว...นายหยุดเถอะน่ะ”
สองมือเรียวจิกทึ้งเส้นผมหนานุ่มแผ่นหลังเนียนแอ่นสูงขึ้นเพื่อให้ชายหนุ่มได้ัักับสองดอกบัวงามอย่างถนัดถนี่น้ำเสียงปลอบโยนนุ่มๆ ยังคงดังมาจากปากหนาดังอยู่ตลอดเวลา
ปากหนาอุ่นร้อนกลืนกินเม็ดบัวทั้งสองข้างจนเปียกชื้นก่อนที่เขาจะเคลื่อนไหวใบหน้าลงไปเบื้องล่างพร้อมกับขมเม้มกลืนกินผิวเนื้อเนียนนุ่มและหวานหอมทุกตารางนิ้วสองมือใหญ่เคลื่อนไปจนพบกับจุดอ่อนไหวที่สุดในเรือนกายนุ่มและลองแตะลงไปหามันอย่างแ่เบา
“นายสิงห์!”กายอรชรสั่นสะท้านกับััแ่เบาดุจขนนกที่กึ่งกลางจุดอ่อนไหวที่สุดในเรือนกายริมฝีปากอวบอิ่มขมเม้มสลับปล่อยเสียงครางหวานนุ่มเป็ไปตามการเคลื่อนไหวที่นำส่งเธอไปค่อยๆก้าวเดินไปเที่ยวท่องในดินแดนหฤหรรษ์อย่างเชื่องช้า
ปากและมือััเกสรนุ่มไหวเพื่อส่งให้หญิงสาวล่อยลอยไปจุดหมายปลายทางแห่งความฝัน
กายสาวสั่นสะท้าน หายใจหอบแรงจนปทุมถันอวบอิ่มเต่งตึงกระเพื่อมไหวร่างกายเบาหวิวราวกับปุยนุ่น อีกทั้งสมองก็ขาวโพลน มือเรียวยังคงวางไว้บนบ่ากว้างดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับมองสีหราชอย่างงุนงง
สีหราชเคลื่อนตัวขึ้นทาบทับบนลำตัวเนียนนุ่มเพื่อที่จะนำพาตัวเองตามหญิงสาวไปบ้าง เขาจุมพิตกดคลึงเรียวปากนุ่มหอมและหวานลิ้นสากร้อนแต่งแต้มไปตามฟันสีขาวดุจไข่มุก เกี่ยวกระหวัดปลายลิ้นเล็กๆ ของอีกฝ่ายในขณะที่มือก็ไม่ยอมให้ห่างจากปทุมสล้างฟอนเฟ้นจนหญิงสาวถึงกับปวดร้าวไปด้วยความรัญจวนใจภมรหนุ่มเคลื่อนกายเขาหาความอบอุ่นและฉ่ำชื้นอย่างช้าๆ
“กรี๊ด...ไม่เอา...เจ็บ!”
บุษย์น้ำพราวบิดตัวหนีความเ็ปที่แทรกซึมจากเรือนกายและแผ่ซ่านไปทั่วมือที่เคยโอบกอดร่างหนา ทั้งผลักทั้งดันและทุบตีชายหนุ่มน้ำตาไหลอาบสองแก้มขณะส่ายหนีปากร้อนที่นาบลงมา
“ไม่น่ะน้ำพราว อีกเดี๋ยวมันก็ไม่เจ็บแล้ว ทนอีกนิดนะ”สีหราชปลอบโยนคนในอ้อมแขนอย่างนุ่มนวลและอ่อนโยนใบหน้าคมคร้ามเคลื่อนไปหาสองปทุมอวบอิ่มและเต่งตึงทำการฟอนเฟ้นพร้อมกับมือที่เคลื่อนไหวเพื่อดึงเอาความเ็ปให้กลายเป็ความเสียวซ่านรัญจวนใจ
“เชื่อใจฉันน่ะน้ำพราว”
น้ำเสียงนุ่มทุ้มที่ปลุกปลอบใจพร้อมกับกายแกร่งที่ส่งมอบัับางเบาและนุ่มนวลก็เริ่มทำให้บุษย์น้ำพราวคลายความเ็ปลงได้บ้าง
“ตะ...แต่...”
“เชื่อใจฉันนะน้ำพราว”
สีหราชยังคงปลอบโยนหญิงสาวในอ้อมแขนทั้งที่ความจริงแล้วตอนนี้เขาก็ปวดร้าวจนแสนสุดจะทนแต่เพื่อให้หญิงสาวคลายความเ็ปและหวาดกลัวที่เป็อยู่ เขาก็จำต้องอดทนกายหนาเคลื่อนไหวแ่เบาและนุ่มนวลดึงให้หญิงสาวจมลงในวังวนพิศวาสเพียงไม่นานบุษย์น้ำพราวก็เพลิดไปกับไฟพิศวาสที่ชายหนุ่มก่อขึ้น
สองกายสอดประสานเกี่ยวก้อยกันขึ้นไปท่องเที่ยวบนฟากฟ้ากว้างทุกบทบาททุกััที่สีหราชก่อขึ้นเพื่อให้บุษย์น้ำพราวได้มีความสุขที่สุดและไม่ขลาดกลัวที่จะเรียนรู้ััสวาทที่จะมีกับเขาอีกในครั้งต่อๆไป
แสงดาวบนฟ้าพร่างพราวเป็ประกายและแตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆเมื่อสองกายก้าวไปพานพบกับจุดมุ่งหมายปลายทางแห่งความปรารถนา
สีหราชยิ้มเต็มทั้งใบหน้าและดวงตาเขายกขึ้นเช็ดหยาดเหงื่อบนใบหน้าคนที่ยังคงหายใจเหนื่อยหอบ เขาดึงร่างบางเข้าหาตัวปากอุ่นแนบลงไปบนริมฝีปากอิ่มนุ่ม
“เชื่อฉันแล้วใช่ไหมว่ามันไม่เจ็บ”
บุษย์น้ำพราวมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างงุนงงและสับสนแม้ว่าความสุขจะยังคงอาบไปทั่วร่างแต่เธอก็ยังมีความรู้สึกไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ที่ถูกชายหนุ่มใช้ความช่ำชองมากกว่าล่อหลอกให้หลงเข้าไปในวังวนของไฟพิศวาสอีกทั้งยังใช้เธอเป็เครื่องมือแก้แค้นบิดาและย่าของตัวเอง
“ปล่อยฉันได้แล้ว” หญิงสาวไล่และจับมือใหญ่ออกจากกาย
“ไม่เอาไม่ปล่อย นอนกอดกันแบบนี้ก็มีความสุขดีเหมือนกันนะอบอุ่นดีจะตาย” สีหราชพูดยิ้มๆพร้อมกับวางศีรษะลงเหนือทรวงอกเต่งตึงที่ตอนนี้มีร่องรอยคิสมาร์คที่เขาทำไว้เต็มไปหมด
“หรือว่าเราจะมาเมกเลิฟกันอีกรอบดีล่ะน้ำพราว”ชายหนุ่มถามอย่างรื่นเริง
“มะ...ไม่แล้ว ไม่เอาแล้ว”บุษย์น้ำพราวรีบตอบปฏิเสธอย่างรวดเร็วเธอยกมือตีแขนใหญ่ที่เคลื่อนเข้าหายอดอกหดเกร็ง
“ถ้าไม่เอาแล้วก็ต้องนอน งั้นก็...ราตรีสวัสดิ์จ้ะน้ำพราว”ชายหนุ่มดึงผ้าห่มนวมมาห่มสองร่างและยังดึงเอาร่างหญิงสาวเข้ามาแนบชิด
“ถ้าไม่ยอมหลับ ฉันจะต่ออีกรอบน่ะน้ำพราว”สีหราชบอกคนที่พยายามดันร่างเขาให้ออกห่างจากกายและยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าหญิงสาวกลัวคำขู่ของเขาจึงได้หยุดเคลื่อนไหวและหลับตาลงอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่นานบุษย์น้ำพราวก็หายใจอย่างสม่ำเสมอ บ่งบอกให้รู้ว่าเธอได้เข้าสู่นิทราเรียบร้อยแล้ว
สีหราชขยับกายเล็กน้อยเพื่อจัดท่าทางนอนใหม่ให้ทั้งตัวเองและหญิงสาวในอ้อมกอดสบายตัวที่สุดก่อนที่เขาจะสู่นิทราตามหญิงสาวไปด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า