“โอ๊ย โอ๊ยยยยยย” ไม่ใช่ขัดด้วยคำห้ามปรามกลัวรบกวนคนอื่นแต่เป็เสียงร้องด้วยความเ็ปทรมาน ด้วยความที่อาศัยในบ้านหลังเดียวกันทำให้นัสเห็นภาพเ็ปนี้มาบ่อยจนรู้วิธีรับมือ หลานชายรีบวิ่งออกไปเรียกพยาบาลด้านหน้าวอร์ดให้เข้ามาดูคุณย่า ไม่กี่อึดใจนางพยาบาลสองคนก็เข้ามายืนริมเตียงพร้อมอุปกรณ์ตรวจวัด พวกเธอพยายามสวมสายวัดชีพจรอย่างยากลำบากเพราะคนไข้ที่เคยสงบเรียบร้อยบัดนี้ร่างของเธอบิดเกร็งทุรนทุราย หายใจหอบแรงและขาดห้วงด้วยความทรมาน
ผลวัดชีพจรออกมาดูไม่ดีหัวใจของเธอเต้นถี่ไม่เป็จังหวะสม่ำเสมอ ผู้ให้การดูแลทั้งสองมีความเห็นตรงกันว่าควรต้องให้คุณหมอสั่งฉีดยาระงับปวดชนิดแรง และหลังจากโทรปรึกษาคุณหมอแล้วยาระงับปวดในปริมาณที่เหมาะสมก็ถูกฉีดเข้าสายน้ำเกลือ ในเวลาไม่กี่นาทีอาการของคนไข้เริ่มสงบลง มือเท้าที่ก่อนหน้านี้จิกเกร็งก็ค่อยๆคลายออก การหายใจกลับมานิ่งเบาไม่หอบแรงอีก
“คุณย่า คุณย่าครับ” นัสเรียกคุณย่าที่ยังนอนหลับตา ถ้าเป็ตามปกติเขาคงปีนขึ้นไปกอดย่าของเขาแล้วแต่ตอนนี้คงไม่เหมาะที่จะขึ้นไปเกะกะการทำงานของพยาบาล เขาจึงทำได้เพียงใช้สองมือเล็กๆของเขาจับมือคุณย่าไว้ให้แน่นที่สุดให้คุณย่าได้รู้ว่ายังมีหลานชายตัวน้อยอยู่ข้างๆ
เส้นหยักแหลมบนหน้าจอมอนิเตอร์ขยับขึ้นลงสลับกันไปมาตามอัตราการเต้นของหัวใจแม่สุภา พวกมันเคลื่อนตัวเป็จังหวะเท่ากันแบบนั้นจนกระทั่งจังหวะของมันเริ่มช้าลง กลับมาเท่าเดิมและก็ช้าลง ช้าลง และก็ช้าลงไปอีก พยาบาลคนหนึ่งรีบวิ่งออกจากห้องไปที่วอร์ดเพื่อโทรตามคุณหมอ พยาบาลอีกคนหนึ่งรีบวิ่งสวนจากหน้าวอร์ดเข้าไปในห้อง พยาบาลที่ดูแก่ประสบการณ์ที่สุดกำลังคร่อมร่างคนไข้ใช้สันมือทั้งสองกู้ชีพจรให้กลับมา เด็กน้อยวัยห้าขวบมองภาพรอบข้างด้วยความสับสน มือของเขายังกำมือคุณย่าไว้แน่นแม้ว่านางพยาบาลที่เขาเรียกว่าน้าวรรณจะพยายามอุ้มเขาออกไป แต่มือน้อยๆก็ยังดึงมือคุณย่าไว้ไม่ยอมปล่อย
ชายวัยสามสิบห้าวิ่งเข้าห้องมาด้วยหน้าตาเหลอหลาในมือของเขายังกำกระดาษเอกสารขอกลับบ้านของคุณแม่อยู่เต็มมือ
เสียงติ๊ดสั้นๆจากเครื่องวัดชีพจรกลายเป็เสียงตี๊ดยาวไม่หยุด ชายคนนั้นโยนเอกสารทั้งหมดลงพื้นรีบพุ่งตัวไปที่ปลายเท้าของแม่ เขาพยายามเขย่าเท้าทั้งสองที่เคยก้มล้างให้ในวันสงกรานต์ทุกปีแต่เท้าคู่นั้นกลับนิ่งสงบไม่กระดิก น้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากอาบสองแก้มเขาร้องไห้ปล่อยโฮอย่างไม่อายสายตาใคร พอเห็นสภาพพ่อเป็เช่นนั้นลูกชายอย่างนัสก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เขาะโเรียกคุณย่าสุดเสียง ออกแรงสะบัดตัวหลุดจากวงแขนน้าวรรณแล้วดึงมือคุณย่ามากอดไว้ มือที่เคยลูบหัวลูบหลังให้ความอบอุ่นบัดนี้วางนิ่งไม่สามารถขยับได้
“สิบนาฬิกาสี่สิบเจ็ดนาที”
คุณหมอขานเวลาเสียชีวิตด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบหลังวิ่งสุดแรงมาจากอีกตึก นางพยาบาลพาอ๊อดเดินไปแผนกทะเบียนเพื่อนำเอกสารรับรองการเสียชีวิตจากแพทย์ไปยืนยัน ระหว่างรอเ้าหน้าที่ดำเนินขั้นตอนเขาก็ขอตัวออกไปหน้าโรงพยาบาล
ข้างนอกรั้วนั้นมีผู้คนออกมายืนจับกลุ่มกันหลายจุดทั้งผู้ใหญ่ ทั้งเด็กเล็กเด็กโตในมือพวกเขาถือแว่นกระดาษที่สร้างมาเพื่อดูปรากฎการณ์สุริยุปราคา เลนส์แว่นตาสีดำเข้มนั้นทำมาจากแผ่นฟิล์มชนิดเดียวกับฟิล์มกล้องถ่ายรูปถึงจะดูบอบบางแต่ราคาก็ค่อนข้างสูงสำหรับเด็กบางคน ฉะนั้นเมื่อผู้ใหญ่หลายคนดูเสร็จแล้วจึงส่งต่อให้เด็กๆที่ยืนรอหรือบางคนที่ไม่สะดวกซื้อแว่นก็จะใช้ฟิล์มถ่ายรูปที่เก็บไว้เป็เล่มๆ ดึงออกมาทีละแผ่นยาวๆมาส่องแทนเพื่อจะได้ดูท้องฟ้าอันมืดครึ้มเพราะดวงอาทิตย์ โดนดวงจันทร์เคลื่อนมาบดบัง แม้จุดที่ยืนอยู่จะเห็นโดนบังแค่บางส่วนไม่ได้เห็นชัดว่าโดนบังเต็มดวงเหมือนจังหวัดที่อยู่ในที่สูง แต่ก็ยังสร้างความตื่นเต้นให้ประชาชนได้อย่างมาก
อ๊อดเดินต่อจนมาถึงตู้โทรศัพท์สีฟ้าขาวที่ยืนเรียงแถวกันอยู่สี่ตู้ เขากดแป้นตัวเลขสามหลักก่อนแจ้งเลขเพจเจอร์ของพี่อี๊ด คอลเซ็นเตอร์สาวถามเสียงหวาน “้าแจ้งข้อความว่าอะไรคะ”
“บอกว่า...แม่เสียแล้ว มาที่โรงพยาบาลด่วน จากอ๊อดครับ”
และเขาก็ทำซ้ำอีกครั้งกับเบอร์เพจเจอร์ของโอ๊ต เมื่อแจ้งข่าวร้ายให้พี่น้องทราบแล้วเขาก็รีบกลับไปรอเอกสารที่ห้องทะเบียน ระหว่างทางอ๊อดคิดพลางก้มมองเท้าตัวเองก้าวสลับบนอิฐฟุตบาทไปพลางว่า
‘ทำไมการสูญเสียคุณแม่ถึงสร้างความเสียใจได้รุนแรงมากขนาดนี้ มากกว่าตอนที่เสียคุณพ่อไปเมื่อหลายปีก่อนอีก’
สีพื้นคอนกรีตหน้าตึกสูงค่อยๆสดสว่างจากแสงแดดที่กลับมาหลังดวงจันทร์เคลื่อนตัวผ่านไป
'หรือเพราะเป็การสูญเสียแบบกะทันหันทั้งที่เรากำลังมีความหวังว่าวันนี้ท่านจะได้กลับบ้านด้วยกัน แต่คุณแม่กลับมาจากไปต่างจากตอนคุณพ่อที่พวกเราได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าทั้งครอบครัวจนลมหายใจสุดท้ายของท่าน’
อ๊อดเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าแสงจากพระอาทิตย์ทำเขาตาพร่าไปชั่วขณะ แต่เขาเชื่อว่าตอนนี้คุณแม่คงมองลงมาจากที่ไหนสักแห่งบนสรวง์นั้น
‘หรือแท้จริงแล้ว...ความตายมันง่ายดายเช่นนี้เองงั้นหรือ’