"เธอกำลังคิดอะไรอยู่?" ฉินซู่มองต่งเสี่ยวเสี่ยวที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างเธอดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างอยู่และเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
ฉินซู่จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกมา
ท่าทีต่างๆของต่งเสี่ยวเสี่ยวทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจเขาคิดว่าตัวเองก็ควรเปิดใจพูดคุยกับเธอให้มากขึ้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาให้มั่นคง
"อ๊ะ" ต่งเสี่ยวเสี่ยวได้ยินเสียงฉินซู่เธอไม่ได้หันมาในทันที "ฉันกำลังคิดว่าพวกเราพอจะทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆ ได้ไหมน่ะ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้เล่าความรู้สึกที่แท้จริงเกี่ยวกับมื้ออาหารวันนี้ถ้าพูดออกไปละก็ ฉินซู่คงต้องสงสัยแน่ๆ
ทำธุรกิจ?
พอได้ยินแบบนั้นดวงตาของฉินซู่ก็หม่นลงเล็กน้อย ในใจของเขารู้สึกเหมือนมีเปลวไฟกำลังค่อยๆ เผาไหม้ราวกับมันกำลังกัดกินหัวใจของเขา
ที่ผ่านมาผู้ชายต้องเป็นคนออกไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวแต่ตอนนี้เขากลับต้องนอนอยู่บนเตียงแบบนี้ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่บนบ่าของต่งเสี่ยวเสี่ยวแค่คนเดียว
ที่จริงเธอควรจะได้ไปทำงานในสถานีอนามัยของหมอหลี่ทุกวันไม่ใช่เดี๋ยวลาหยุดบ่อยๆ แบบนี้ และเธอก็จะได้ทั้งเงินและดูแลครอบครัวได้พร้อมๆกัน
ยิ่งเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเธอฉินซู่ก็ยิ่งคิดว่าชีวิตที่มีความสุขของพวกเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น
แต่ตอนนี้...
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรอคำตอบจากฉินซู่อยู่นานพอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นสีหน้าสำนึกผิดของเขา
เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ฉินซู่เงยหน้ามองเธอด้วยความประหลาดใจ"นี่เธอ?"
"เอาน่า" ต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินไปนั่งข้างเตียง"ฉันแค่กำลังหาวิธีที่จะทำให้ชีวิตพวกเราดีขึ้นเท่านั้นเองไม่มีปัญหาอะไรหรอก"
พอพูดจบ ใบหน้าของฉินซู่ก็แดงก่ำ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเธอตบไหล่เขาเบาๆ ด้วยความกังวล "เป็นอะไรหรือเปล่า?"
"รู้สึกไม่สบายเหรองั้นฉันจะไปตามหมอให้นะ?" พูดจบต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รีบจะวิ่งออกไปทันที แต่พอเธอไปถึงหน้าประตูร่างของฉินซู่ก็สั่นเล็กน้อย ก่อนจะฝืนพูดออกมาสองคำด้วยความยากลำบาก"ไม่ต้อง..."
ได้ยินแค่สองคำที่เขาพูดออกมาต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้พอหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าหน้าของเขาแดงก่ำไปหมด
ทันใดนั้นเธอก็เอามือตบหน้าผากตอนนี้เธอเข้าใจแล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกลั้นขำเธอเดินกลับมาหาฉินซู่ ส่วนฉินไห่หยางกับฉินไห่เยว่ที่เมื่อกี้ยังร้อนใจอยู่พอเห็นเธอหัวเราะ พวกเขาก็ยิ่งสับสน
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
"นายอยากไปห้องน้ำใช่ไหม?"ต่งเสี่ยวเสี่ยวถามฉินซู่ แต่ฉินซู่ที่กำลังจะตอบกลับพูดไม่ออกเพราะตอนนี้มันเริ่มจะกลั้นไม่ไหวแล้วจริงๆ
"หยาง..." ฉินซู่ยังพูดไม่ทันจบ มือของเขาก็กำผ้าปูที่นอนแน่น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวทั้งขำทั้งปลงๆเธอหยิบกระโถนขึ้นมา "ถ่ายหนักหรือเบา?"
เมื่อเห็นสีหน้าของเธอที่เรียบเฉยไม่เขินอายสักนิด ฉินซู่กลับยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนใจขนาดเรื่องแบบนี้ก็ยังต้องให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวช่วย เขา...
"ถ้านายไม่บอก" ต่งเสี่ยวเสี่ยวแกล้งหยอก "ถ้างั้น..."
เธอจงใจลากเสียงยาว ฉินซู่ทนต่อไปไม่ไหวแล้วเขาจึงได้แต่พยักหน้า ต่งเสี่ยวเสี่ยวรูดม่านทั้งสองข้างลงจากนั้นจึงช่วยฉินซู่จัดการธุระส่วนตัว
ใบหน้าของฉินซู่แดงก่ำตลอดเวลาที่ทำธุระเมื่อจัดการธุระเสร็จ แม้ว่าจะมีกลิ่นเหม็นรุนแรงแต่ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ยังเอาไปเททิ้ง และยังทำความสะอาดบริเวณรอบๆ อีกด้วย
เธอทำทุกอย่างโดยไม่บ่นสักคำแต่เหงื่อก็เริ่มซึมออกมาจนเต็มหน้าผาก
ฉินซู่ยังคงรู้สึกกระอักกระอ่วนใจจนไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอย่างไร
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่ได้พูดอะไรสักคำเธอขอยืมเตียงพับมาจากโรงพยาบาล ให้ฉินไห่หยางและฉินไห่เยว่นอนบนนั้น
ส่วนตัวเธอเองก็พิงเก้าอี้ กอดอกและหลับตาลง
ในห้องพักผู้ป่วยมีเสียงกรนเบาๆ ดังขึ้นในระหว่างนั้น ผู้ป่วยอีกสองคนบนเตียงข้างๆ ก็กลับมา โดยมีคนในครอบครัวช่วยพยุง
พวกเขาพักอยู่ที่นี่มาหลายวันแล้วร่างกายเริ่มแข็งแรงขึ้น จึงออกไปเดินเล่นได้ยกเว้นฉินซู่ที่ยังคงติดอยู่ที่นี่ตลอดทั้งวัน
พอพวกเขากลับมาก็เห็นต่งเสี่ยวเสี่ยวญาติของผู้ป่วยทั้งสองคนก็ชะงักไป "นี่คือภรรยาของคุณใช่ไหม?"
พวกเขาไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นหน้าห้องผ่าตัดเมื่อวานเพราะเมื่อวานพวกเขาไม่ได้อยู่ในห้องพักผู้ป่วยนี้ตอนเที่ยงวันนี้พวกเขาก็ไม่เห็นต่งเสี่ยวเสี่ยว พวกเขาจึงรู้สึกแปลกใจ
"ใช่ครับ" ไม่รู้ทำไม ฉินซู่ถึงรู้สึกอธิบายไม่ถูก ยังไม่ทันที่ใครพูดอะไรเขาก็รีบอธิบาย "ภรรยาผมกลับไปทำอาหารให้พวกเราตั้งแต่เช้าอาหารที่เอามาเป็นอาหารที่ทำจากที่บ้าน บำรุงร่างกายได้ดี"
พูดจบฉินซู่ก็เอนหลังพิงเตียงมุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงพูด คำว่า 'ภรรยา' ได้คล่องปากขึ้นเรื่อยๆ
บางทีอาจเป็นเพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาขาของเขาไว้
หรือบางทีอาจเป็นเพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวดูแลครอบครัวมาตลอดสองสามวันที่ผ่านมาหรือบางทีอาจเป็นเพราะเธอไม่ได้มีท่าทีรังเกียจเขาเมื่อครู่?
ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดฉินซู่ก็คิดที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับต่งเสี่ยวเสี่ยว
ส่วนเรื่องของเฮ่อเจี้ยนหมิง...
พอคิดถึงเรื่องนี้แล้วดวงตาของฉินซู่ก็หรี่ลง ถ้าเขาหายดีเมื่อไหร่ เขาจะไม่ปล่อยคนแซ่เฮ่อคนนี้ไปแน่!
ถ้าไม่ใช่เพราะต่งเสี่ยวเสี่ยวไหวพริบดีเธอคงต้องจบชีวิตลงในป่าแล้ว
"ภรรยาคุณดีจริงๆ นะสมัยนี้หาผู้หญิงดีๆ แบบนี้ยากมาก!"
"ใช่ๆ" คนข้างๆพยักหน้าเห็นด้วย "พวกเรากินข้าวแถวๆ โรงพยาบาลนี่แหละข้าวของโรงพยาบาลก็พอใช้ได้ แต่ยังไงก็สู้ของที่บ้านไม่ได้จริงๆ"
พวกเขาพูดพลางส่ายหน้าไปมา ตอนนี้ดึกมากแล้วพอพูดคุยกันได้สักพัก ทุกคนก็เข้านอน
วันต่อมา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตื่นแต่เช้าวันนี้ฉินซู่ต้องเจาะเลือดกับทำซีทีสแกน เพื่อยืนยันว่าการผ่าตัดไม่มีปัญหาจริงๆอีกสองวันพวกเขาก็จะได้ออกจากโรงพยาบาล
ยังไงก็เถอะ ตามที่เผยเห่อบอก ถ้ามีเธออยู่ฉินซู่ไม่มีทางเป็นอะไรแน่นอน
ต่งเสี่ยวเสี่ยววุ่นวายตั้งแต่เช้าตรู่ฉินไห่หยางยืนอยู่ข้างเตียง "เธอดูไม่เหมือนเดิมจริงๆ"
"ไห่หยาง" เมื่อได้ยินคำพูดของฉินไห่หยาง สีหน้าของฉินซู่ก็เปลี่ยนเป็นจริงจังทันที"พ่อรู้ว่าพวกลูกหมายถึงอะไร พ่อเองก็จำเรื่องก่อนหน้านี้ได้แต่คนเราไม่ควรจำแต่เรื่องร้ายๆ ไม่ใช่เหรอ?"
"พ่อจะไม่บังคับพวกลูกพ่อแค่ต้องการให้พวกลูกเต็มใจเพราะตั้งแต่ที่เธอคัดค้านทุกคนเพื่อรักษาขาของพ่อไว้พ่อก็ตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตร่วมกับเธอไปตลอดชีวิต"
พอฉินซู่พูดจบต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เข็นรถเข็นของโรงพยาบาลมาใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยเหงื่อและพูดด้วยรอยยิ้มว่า "โชคดีที่ฉันไปเร็ว วันนี้มีคนมายืมรถเข็นเยอะมาก"
เมื่อเห็นใบหน้าที่ดูแปลกๆ ของฉินซู่ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็จับขาเขาเบาๆ "ฉันจะใช้รถเข็นพานายไปตรวจนะถ้าผลออกมาว่าไม่มีอะไรผิดปกติ พวกเราก็จะได้กลับบ้าน นายจะได้พักผ่อนให้เต็มที่"
ฉินซู่ไม่ได้พูดอะไรต่งเสี่ยวเสี่ยวคนเดียวแบกเขาไม่ไหว จึงเรียกให้ผู้ชายคนข้างๆ มาช่วย
เมื่อเช้าตอนที่ชายคนนั้นออกไปซื้อข้าวเขาได้ยินคนพูดถึงเรื่องราวความกล้าหาญของต่งเสี่ยวเสี่ยว
เขาช่วยเธอย้ายฉินซู่ไปนั่งบนรถเข็นเมื่อท่าทีของเธอที่ดูขันแข็ง เขาก็อุทานขึ้นมา "ถ้าเมียฉันดีได้สักครึ่งของเมียนายก็คงดี น่าเสียดายจริงๆ ..."
เขาพูดพลางส่ายหน้าฉินซู่ก็มองเขาด้วยความระมัดระวัง และพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า"เธอบอกว่าจะพาฉันไปตรวจไม่ใช่เหรอ ทำไมยังไม่ไปอีก!"
พอได้ยินแบบนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวก็เข็นรถเข็นออกไป ชายคนนั้นลูบจมูก เขารู้สึกว่าบรรยากาศมันแปลกๆไปเล็กน้อย
เหมือนจะแฝงไปด้วยความอันตรายยังไงไม่รู้